บทที่ 3 สองตระกูลแข่งประชัน
ทุกอย่างเป็นไปตามที่อู๋ซวงคาดการณ์ไว้เมื่อหยางจิวหรงหลบมาพักกับญาติผู้พี่ได้ประมาณวันสองวัน หยางกงก็คลายโกรธและส่งคนให้มาตามตัวหลานสาวกลับบ้านโดยด่วน อู๋ซวงกับเจียวเจียวเองก็ถูกมารดาตามตัวให้มาวัดผ้าเพื่อตัดชุดใหม่อย่างเร่งด่วนเช่นกัน นั่นเพราะฮ่องเต้ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองพระราชทานให้แก่ขุนนางที่มีผลงาน แม้ว่าจะไม่ใช่งานเลี้ยงใหญ่โตอะไร แต่ทั้งสองตระกูลต่างเร่งแข่งขันเพื่อคว้าโอกาสผลักดันลูกหลานเกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์โดยเร็ว ซือหม่าหลันก็ไม่พลาดที่จะมาร่วมวงด้วย
“ข้าจะช่วยดูแลเครื่องแต่งกายให้เจียวเจียวเอง พี่สะใภ้ดูแลแค่อู๋ซวงก็พอ ก่อนจะสั่งซื้ออะไรอย่าลืมส่งรายการให้ข้าตรวจก่อนนะเจ้าค่ะ”
“ข้าทราบแล้ว”
เสิ่นเหนียงจื่อ ในฐานะสะใภ้มีเรื่องตึงๆ กับซือหม่าหลันเสมอ แม้ว่าจะมิได้ทะเลาะใหญ่โตจนเกิดวิวาท และทั้งสองก็ยังพูดคุยปราศรัยกันตามมารยาทเท่าที่จำเป็น แต่เสิ่นเหนียงจื่อเป็นสะใภ้ใหญ่ก็มีความคับอกคับใจที่ต้องนอบน้อมราวกับน้องสามีเป็นแม่ผัวก็ไม่ปาน ยิ่งเสิ่นเหนียงจื่ออ่อนข้อให้ก็ยิ่งถูกซือหม่าหลันกดฐานะให้ไม่ต่างจากบ่าว เสิ่นเหนียงจื่อจึงมักจะร้องไห้ปรับทุกข์ให้อู๋ซวงฟังเสมอ
“ต่อไปนี้ไม่ต้องชวนจิวหรงมาที่บ้านอีกแล้วนะลูก” เสิ่นเหนียงจื่อผสมเถ้ายันต์ใส่ในน้ำชาแล้วส่งให้ลูกสาวดื่ม[1]
“ทำไมล่ะเจ้าคะ”
“นางเป็นคู่แข่งของเจ้า เจ้าต้องระวังตัวไว้ อย่าทำตัวสนิทสนมกับนางอีก และ...” เสิ่นเหนียงจื่อขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดใจ “แม่เกลียดนาง เกลียดพอๆ กับท่านอาหวงสมบัติของเจ้านั่นแหละ”
“ท่านแม่ เหตุใดถึง... แค่เพราะนางเป็นคนตระกูลหยางงั้นหรือ”
“สองตระกูลไม่มีทางญาติดีกันได้หรอกนะ ต่อไปภายภาคหน้าก็จะยิ่งเป็นศัตรูกัน เจ้ามีความอะไรก็บอกนางจนหมด คิดจะเลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายหรืออย่างไร”
“ศัตรู? ศัตรูอะไรกัน นางเป็นน้องของลูก ท่านอาเซียงก็เป็นท่านอาของลูก”
“อย่าเอ่ยถึงชื่อนั้นให้แม่ได้ยินนะ! แล้วก็รีบๆ ดื่มชาไปเสีย แม่ให้เสี่ยวจิงเผายันต์จากศาลเจ้าหวางเอี๋ยเสิน[2] ขับไล่อัปมงคล”
“ท่านแม่ยังไม่หายโกรธท่านอาเซียงอีกหรือเจ้าคะ...”
“เลิกถามวุ่นวายเสียที แม่บอกอะไรก็ทำตามไปเถอะน่า”
“เจ้าค่ะ” อู๋ซวงถอนหายใจอย่างอึดอัดใจ แม้ว่ามารดาจะไม่เคยบอกเหตุผลว่าเหตุใดจึงเกลียดชังซือหม่าเซียงจนพานมาเกลียดหยางจิวหรง แต่นางก็รับปากมารดาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหยางจิวหรงอีก
[1] ชาวจีนที่เชื่อไสยศาสตร์จะเผากระดาษยันต์ นำขี้เถ้านั้นมาแช่น้ำดื่มกิน เชื่อว่าอยู่ยงคงกระพันหรือปัดเป่าเคราะห์
[2] มีความเชื่อว่า หวางเอี๋ยเสิน (***) เป็นตัวแทนขององค์เง็กเซียน ที่เรียกว่าทูตสวรรค์ท่องแดน *****เดินทางไปในดินแดนต่าง ๆ บนโลกเพื่อกำจัดเป่าปัดสิ่งชั่วร้าย อัปมงคล
“งานเลี้ยงครั้งนี้เจ้าจะต้องเด่นที่สุด อย่าทำให้แม่ผิดหวัง เข้าใจหรือไม่จิวหรง” ซือหม่าเซียงผู้เป็นมารดาย้ำทุกสิบคำ นางดึงตัวบุตรสาวลงจากรถม้าเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับร้านใหญ่ที่สุดของเกาซาน เถ้าแก่เนี้ยของร้านรีบออกมาต้อนรับด้วยตนเอง หยางจิวหรงดูจะเนือยๆ แต่ก็ไม่ขัดใจมารดาเพราะไม่อยากถูกบ่นจนหูชา
ซือหม่าเซียงสั่งให้สาวใช้นำหีบลงมาจากรถม้าแล้วเปิดให้เถ้าแก่เนี้ยดู
“นี่เป็นชุดที่ลูกสาวข้าจะสวมเข้าร่วมงานเลี้ยง ข้าต้องการเครื่องประดับที่เข้ากับเสื้อผ้าชุดนี้”
“ช่างเป็นอาภรณ์ที่งดงามยิ่งเจ้าค่ะ ไหมสีฟ้าละเอียดอ่อนปักดิ้นเงินดิ้นทอง งามจนข้าตาลาย คุณหนูจะต้องยิ่งสวยสง่าเหมือนตุ๊กตาเป็นแน่” เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยประจบไม่หยุดปากขณะหยิบถาดเครื่องประดับออกมาให้เลือก นางนำเสนอปิ่นทองซึ่งทำเป็นพวงดอกท้อ กลีบดอกทำจากกระจกใสเปราะบางดูราวกับของจริง แต่ซือหม่าเซียงก็ยังไม่พอใจ
“อาภรณ์สีฟ้าตัดเย็บจากไหมเนื้อละเอียด สวยงามหรูหราทุกมุมมอง ใช้ปิ่นดอกท้อมันจะดึงให้ชุดด้อยลง ข้าต้องการเครื่องประดับที่ดีที่สุด แพงที่สุด”
ซือหม่าเซียงมองไปรอบๆ ร้าน จนกระทั่งเจอของที่ถูกใจ
“ข้าต้องการชิ้นนั้น บอกราคามาได้เลย” ซือหม่าเซียงนึกชอบปิ่นปักผมทำเลียนแบบดอกโบตั๋นลวดลายเกี่ยวกระหวัด ตัวเรือนประดับเพชรเหลี่ยม สื่อความหมายถึงอำนาจราชาแห่งปวงดอกไม้ สูงค่าเหมาะกับหยางจิวหรงยิ่งนัก แต่เถ้าแก่เนี้ยมีสีหน้าอึกอัก บอกเสียงอ้ำอึ้งว่ามีลูกค้าจองไว้แล้ว
“ใครกัน”
“เอ่อ...”
“ข้าเองเจ้าค่ะพี่เซียง” ซือหม่าหลันโบกพัดไหมในมืออย่างสบายอกสบายใจ นางมาพร้อมเจียวเจียวหลานรัก ทั้งคู่แต่งกายหรูเลิศและจงใจเลือกมาที่ร้านเวลาเดียวกันกับบ้านสกุลหยาง ซือหม่าเซียงเป็นพี่สาวแท้ๆ ของอีกฝ่ายก็จริงแต่ไม่ใช่ลูกคนโปรดของบิดา เวลาจะทำอะไรก็ต้องคอยมองคอยเกรงใจซือหม่าหลันมาตั้งแต่เด็กจนโต
“คำนับท่านอาเซียงเจ้าค่ะ บังเอิญเหลือเกินนะเจ้าคะ” เจียวเจียวอมยิ้มมุมปากพลางหยิบปิ่นรูปดอกโบตั๋นมาประดับผม ก่อนจะเดินวนรอบชุดสีฟ้าของหยางจิวหรง
“นี่น่ะเหรอชุดที่น้องจิวหรงจะสวมไปงานเลี้ยง รสนิยมของช่างตัดเสื้อดีมากเลยเจ้าคะท่านอา ดูไม่ต่างจากชุดที่ข้าสวมยามพักผ่อนอยู่ในเรือนเลย”
“นั่นสิ ชุดนอนเจ้ายังงามกว่าเลย พี่เซียง ข้าว่าท่านเตรียมชุดใหม่จะดีกว่า อ้อ... วันก่อนองค์ชายจ้าวลู่เสด็จมาฟังเพลงในสวนดอกท้อ ทรงชื่นชอบชุดสีดอกท้อของเจียวเจียวมากจนถึงกับชมไม่ขาดปาก ข้าว่าเปลี่ยนสีชุดเป็นสีชมพูหวานๆ จะดีกว่านะ”
“ขอบใจที่บอก” ซือหม่าเซียงหน้าตึง พยายามสะกดอารมณ์ ส่วนสองอาหลานหัวเราะคิกคัก
“เจียวเจียวเองก็เตรียมชุดไว้พร้อมแล้ว มีชุดที่ไม่ได้ใช้อยู่หลายชุด ถ้าพี่เซียงหาชุดให้จิวหรงไม่ทัน ท่านก็สั่งคนมาบอกข้าได้ เฮ้อ เครื่องประดับก็มีพร้อม ล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าตกทอดมาหลายชั่วรุ่น งามกว่าของใหม่อย่างเทียบไม่ติด สงวนไว้เฉพาะลูกหลานตระกูลซือหม่า แต่เด็กดื้อเจียวเจียวยังอยากได้มาเพิ่ม ข้าก็ไม่อยากจะตามใจนางจนเสียคน ถ้าพี่เซียงอยากให้จิวหรง ข้าจะยกให้ก็ได้นะ ถือว่าคนกันเอง”
“ไม่เป็นไร ขอบใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ เจียวเจียวยังไม่รีบถอดปิ่นออกมาให้ท่านอาเซียงอีกรึ”
“ไม่ต้อง! เก็บของๆ เจ้าไว้เถอะ ข้าจะกลับแล้ว จิวหรงกลับ... สกุลหยางก็มีเครื่องเพชรเครื่องทองสวยๆ มากมายเหมือนกัน” ซือหม่าเซียงทนถูกหยามเกินพอ นางนึกแค้นใจนักแต่ก็ทำอะไรซือหม่าหลันไม่ได้ นางสั่งให้สาวใช้เก็บของและบอกให้หยางจิวหรงกลับขึ้นรถแต่นางกลับหายไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ซือหม่าหลันกับเจียวเจียวจึงยิ่งหัวเราะขบขัน
“กิริยาท่าทางไม่รู้จักสำรวมแบบนั้น แน่ใจหรือว่าจะพานางเข้าวัง”
ซือหม่าเซียงนึกโกรธจัด ปรามาสในใจว่าจะต้องตีบุตรสาวให้หลาบจำให้จงได้!