บทที่ 4 คุณหนูผจญภัย
หยางจิวหรงแอบหลบมาเดินเล่นในตลาดและเถลไถลไปดูของเล่นบนแผงร้านค้า นางเห็นหยางเส้าหมิงผู้เป็นพี่ชายพร้อมกับลูกน้องอีกประมาณสิบคนจูงม้าออกนอกเมือง พวกเขาสวมชุดรัดกุมไม่มีสัญลักษณ์แสดงตัวว่าเป็นราชองครักษ์ แต่ทำทีเป็นพ่อค้ามาติดต่อค้าขาย นางนึกสนุกจึงต้องการติดตามไปดูว่าพี่ชายพาคนไปไหนมากมาย
“พี่ชาย ม้าตัวนี้ขายเท่าไร”
“หา?”
“ข้าขอซื้อต่อนะ” หยางจิวหรงวางเงินไว้สิบตำลึงแล้วคว้าบังเ**ยนม้า กระโดดขึ้นแล้วย่องตามหลังกลุ่มของพี่ชายไปห่างๆ พวกเขาเริ่มขี่ม้าแล้วเร่งความเร็วราวกับพายุจนนางตามไม่ทัน สุดท้ายก็พลัดหลงไปแถวๆ แนวคลองขุด หลังจากตามอยู่ค่อนวันนางจึงเริ่มเบื่อและนางม้าก็เริ่มเหนื่อยแล้วด้วย
หยางจิวหรงแวะเข้าไปนั่งพักขาที่ร้านน้ำชาข้างทาง ตั้งใจว่าจะสั่งบะหมี่กับน้ำชากินแก้หิวแล้วจะรีบกลับเข้าเมือง เมื่อผูกนางม้าไว้ที่หลักไม้ซึ่งมีน้ำและหญ้าสำหรับม้าของลูกค้า นางถึงได้สังเกตเห็นม้าดำตัวสูงใหญ่กว่านางม้าเท่าตัว ขนสีดำเป็นเงาระยับและสวมอานม้าชั้นเลิศ มองแค่ปราดเดียวก็รู้ทันทีว่ามันเป็นอาชาศึก มันกำลังกินผลท้อราคาแพงอย่างสบายอารมณ์ ปลายหูกระดิกเมื่อได้ยินหยางจิวหรงเดินเข้ามาใกล้ มันจึงเงยหน้าขึ้นมาจ้องหน้าเขม็ง
“มันดุร้ายมาก เจ้าอย่าเข้าไปใกล้ซี้ซั้ว”
เสี่ยวเอ้อประจำร้านร้องเตือน นางจึงผูกนางม้าไว้ห่างๆ แล้วเดินวนรอบเจ้าม้าศึกอย่างสนอกสนใจ ค่อยๆ ยื่นมือมาจะลูบสีข้าง แต่เจ้าม้าหนุ่มทำท่าจะกัดทันที ยิ่งเจ้าม้าหงุดหงิดใส่นางก็ยิ่งรู้สึกท้าทายเพราะม้าของพี่ชายที่ว่าดุๆ กี่ตัวต่อกี่ตัวก็เสร็จนางมาหมดแล้วทั้งสิ้น หยางจิวหรงจึงกลับไปหานางม้า จัดการถูๆ ข้อมือและลำแขนจนมีกลิ่นม้าสาวติดตัว แล้วก็ได้ผล... มันยอมให้นางลูบแก้มได้แต่ก็ยังขู่ๆ อยู่ นางจึงใช้ไม้ตายกระโดดขึ้นขี่หลังมันหน้าตาเฉย
เจ้าม้าศึกไม่ยินยอมให้ผู้ใดขึ้นหลังมัน ดังนั้นจึงเริ่มพยศและชูขาหน้าขึ้นไปมา หยางจิวหรงขี่ม้าเป็นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชำนาญ ในใจได้แต่ร้องแย่และพยายามปลอบมัน
“เด็กดี... เด็กดี...”
นางยังไม่ทันพูดคำว่าเด็กดีครั้งที่สาม จู่ๆ ก็เกิดเสียงเอะอะโครมครามดังจากชั้นสองของร้านน้ำชา มีกลุ่มคนชูดาบกรูขึ้นไปตามบันไดและเริ่มต่อสู้กัน ลูกค้ากับเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อพากันวิ่งหนีตายกันวุ่น ด้วยสัญชาตญาณปกป้องเจ้านายของม้าศึก มันถูกฝึกให้อารักขาและออกศึก ดังนั้นเมื่อได้ยินสัญญาณจึงกระชากเชือกที่ผูกหลักออกจนขาดกระเด็นแล้วออกวิ่ง
หยางจิวหรงตกใจ และตกใจจนเกือบหยุดหายใจเมื่อมีร่างของชายฉกรรจ์พุ่งออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง ร่างลอยดิ่งลงมานั่งบนหลังม้าศึกได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง เขาขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเจอแขกไม่ได้รับเชิญ แต่มือข้างหนึ่งยึดบังเ**ยนคืนจากนาง มืออีกข้างฟาดดาบใส่คนร้ายจนตายในดาบเดียว
“แผนของเจ้าใช่รึเปล่า แม่หมูป่า”
หมูป่า?
ดาบสีเงินวาวของเขาชุ่มไปด้วยเลือดน่าสะพรึงกลัว เมื่อพยายามตั้งสติได้ นางจึงเอี้ยวตัวกลับไปพบใบหน้าคมเข้มดุดันในระยะประชิด แก้มของนางปะทะเข้ากับแผงอกกำยำเข้าเต็มๆ จนเจ็บ จากนั้นก็ร้องกรี๊ดสุดเสียงและพยายามลนลานลงจากหลังม้า แต่ชายหนุ่มกระตุ้นสีข้างเจ้าม้า พริบตาเดียวก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับลูกธนู หยางจิวหรงไม่เคยสัมผัสการควบม้าที่ความเร็วเริ่มต้นจากศูนย์เป็นสิบในพริบตา กว่าจะรู้ตัวก็มีหน่วยองครักษ์สองคนตามหลังมาติดๆ
“พวกมันเป็นกลุ่มไหน”
“น่าจะกลุ่มเดิมพ่ะย่ะค่ะ” นางจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดและไม่กล้าบุ่มบ่ามขยับตัวขณะอยู่บนหลังม้าศึกที่กำลังวิ่งสุดฝีเท้า ไม่ช้าก็เริ่มสังเกตว่าเส้นทางนี้เพิ่งจะผ่านไปได้สักครู่
“ท่านหลงทางรึเปล่า ทำไมถึงวนมาที่เดิมอีกแล้วล่ะเจ้าคะ”
“นั่งเฉยๆ สงบๆ ไปก่อนได้ไหม”
“แต่ข้า...”
“เงียบ! ไม่อย่างนั้นข้าจะโยนเจ้าลงไป”
หยางจิวหรงหน้าบูดแต่ก็ต้องยอมทำตามที่เขาสั่ง นางชักจะหมั่นไส้สีหน้านิ่งไร้อารมณ์ของผู้ชายคนนี้จนมือไม้หงิก แต่แล้วจู่ๆ เขาก็หักเลี้ยวเข้าไปในป่ารก นางจึงร้องออกมาทันที “ตรงไปอีกนิดก็จะถึงเกาซานแล้ว ท่านจะพาข้าไปไหน”
“ถ้าไม่ซื่อบื้อก็น่าจะรู้นะว่าข้ากำลังถูกสะกดรอย ก่อนถึงเมืองจะต้องมีอีกกลุ่มดักรออยู่แน่”
“ไหน ไม่เห็นมีใคร...” ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเมื่อมีคนร้ายค่อยๆ ปรากฏตัวจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่จนกระทั่งกลายเป็นสิบ ควบม้าตีคู่ขึ้นมาไล่จี้ด้านข้าง จ้าวเฉินฟงควบม้าหลบหลีกอย่างช่ำชองก่อนจะผ่อนความเร็วลงเล็กน้อยเพื่อล่อให้พวกมันเร่งขึ้นมา จังหวะนั้นเองที่มันถูกศรเกาทัณฑ์ยิงสวนเข้ากลางแสกหน้า แต่ก็มีคนอีกกลุ่มใหญ่ติดตามไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด
“กรี๊ด! ตายๆๆ”
“ถ้ายังไม่อยากตายก็ก้มหัวไว้”
จ้าวเฉินฟงสั่งเสียงกร้าวและควบม้าวิ่งหลบหลีกต้นไม้ในป่าอย่างชำนาญ หักเลี้ยวทิศทางกะทันหันจนคาดเดาไม่ได้ นางเกาะแผงคอเจ้าม้าไว้แน่นพลางเบิกตากว้าง หายใจไม่ทั่วท้องเพราะมีเกาทัณฑ์บินว่อนเต็มไปหมด แต่สีหน้าของเขาดูนิ่ง... นิ่งจนนางคิดว่าเขาชินชากับการถูกตามฆ่ามากเกินไป
“แยกกันไปสองทางแล้วเก็บให้หมด”
เขาสั่งการอย่างเฉียบขาดแม้ว่าจะมีจำนวนคนในมือต่างจากอีกฝ่ายหลายเท่า เมื่อเขาแยกจากองครักษ์ กลุ่มคนร้ายก็มุ่งมาที่เขาเป็นเป้าหมายหลักผู้เดียว ร่างสูงใหญ่ปล่อยมือจากบังเ**ยนแล้วยิงเกาทัณฑ์ต่อเนื่องเป็นชุด เข้าเป้าไม่มีพลาด หยางจิวหรงมองตรงไปข้างหน้า เห็นคนร้ายที่อยู่หน้าสุดกำลังประทับเกาทัณฑ์ขึ้นเล็ง นางตื่นตกใจและพยายามจะบอกเขา ทว่าจ้าวเฉินฟงรวบเอวนางไว้ไม่ให้ขยุกขยิก สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างมีสมาธิ
“ไม่ต้องห่วงหรอก”
ทันทีที่พูดจบ คนร้ายคนนั้นก็ถูกเกาทัณฑ์สอยร่วงจากฝีมือองครักษ์ที่แยกไปอีกทางนั่นเอง หยางจิวหรงถึงได้เข้าใจว่าเขาทำหน้าที่เป็นตัวล่อแล้วให้คนติดตามควบม้าขึ้นที่สูงเพื่อยิงสกัด แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายเสมอไปเมื่อคนร้ายอีกคนโผล่พรวดมาจากทางด้านหน้า เขารั้งม้าไว้ทันแต่ก็ถูกกระแทกจนเสียจังหวะ เกาทัณฑ์หลุดร่วงจากมือตกลงไประหว่างทาง
“แย่จริง”
หากปราศจากเกาทัณฑ์และลูกศรก็เหมือนคนล่อนจ้อน หยางจิวหรงจึงดึงบังเ**ยนหักเลี้ยวกลับไปโดยไม่ปรึกษา จ้าวเฉินฟงจึงฉุนจัด “นี่เจ้าคิดจะทำอะไร?!”
“เงียบ! แล้วควบม้ากลับไป ข้าจะเก็บเกาทัณฑ์ให้เอง”
มีคนร้ายกำลังไล่ตามไม่ต่ำกว่าห้าคน ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้จะมัวเสียเวลาเถียงกันไม่ได้ และมันเรื่องบ้าอะไรที่เด็กตัวเท่าลูกหมาอย่างนางกล้าสั่งให้เขาเงียบ! จ้าวเฉินฟงเคี้ยวฟันกรอดแต่เร่งม้าวิ่งสวนทางคนร้ายเพื่อกลับไปจุดที่ทำเกาทัณฑ์ตกไว้ ทำเอาพวกมันงงและเสียเวลาหักเลี้ยวตามไป หยางจิวหรงโหนตัวเลียบพื้น คว้าเกาทัณฑ์กลับขึ้นมาได้อย่างคล่องแคล่ว
“ส่งมันมาให้ข้า”
“ไม่ทันแล้ว ท่านควบม้าให้ดีๆ เถอะน่า” นางเล็งเกาทัณฑ์ไปที่เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดด้วยสายตาเฉียบแหลม น้าวสายแล้วยิงออกไปอย่างรวดเร็วปานฟ้าผ่า คนร้ายคนแรกร่วงหล่นจากหลังม้า ตามด้วยคนที่สองและสาม แม้ว่าจะไม่ได้เล็งถูกจุดตายแต่ก็นับว่ามีฝีมือดีเยี่ยม คนที่สี่ควบม้าเร่งความเร็วจนตีคู่พร้อมเล็งยิงจากทางด้านซ้าย แต่นางกำลังจัดการคนทางขวาอยู่
“ก้มหัว” เขาสั่ง
“ไม่ต้อง” หยางจิวหรงพลิกแขนพร้อมเบี่ยงตัวหลบศรของฝ่ายตรงข้ามเฉียดไปเพียงปลายเส้นผม นางน้าวเกาทัณฑ์แล้วปล่อยศรโดยไม่ต้องเล็ง ปักเข้าที่หัวไหล่ของคนร้ายเต็มๆ
“เจ้าเล็งไปตรงไหนของเจ้ากัน จุดตายมีเป็นสิบทำไมไม่ยิง”
“ก็ข้าไม่อยากฆ่าใครนี่” เกาทัณฑ์ของเขาหนักและทำสายหน่วงไว้เป็นพิเศษ ถ้าไม่ใช่เจ้าของที่คุ้นเคยจะต้องออกแรงดึงมาก จ้าวเฉินฟงจึงยืดมันคืนจากมือนางแล้วจัดการพวกที่เหลือจนหมด อึดใจต่อมาองครักษ์ทั้งสองก็ตามมาสมทบ
“เจ้ายิงเกาทัณฑ์ได้ก็ไม่บอก”
“ก็ท่านไม่ถาม” นางยียวนกลับไป “สกุลหยางเป็นตระกูลทหารมาสามรุ่น ยิงเกาทัณฑ์แค่นี้นับว่าไม่ยาก”
“สายเกาทัณฑ์บาดนิ้วแล้วยังทำเป็นปากดี” เขาล้วงหยิบยาห้ามเลือดฉุกเฉินให้ นางดูจะงงๆ ไม่รู้ว่าต้องใช้อย่างไร ชายหนุ่มจึงดึงขวดยากลับไป ใช้ปากดึงจุกขวดแล้วโรยผงยาใส่นิ้วที่เป็นแผลบาดให้โดยไม่พูดอะไร
“ดูท่านเตรียมพร้อมดีจริง ปกติแล้วไล่ฆ่าคนบ่อยสินะเจ้าคะ”
“ก็ไม่บ่อย แต่ส่วนใหญ่แล้วข้าจะฆ่าพวกตัวเตี้ยขาสั้นแต่ปากดีก่อน” พูดแล้วก็หลุบตามอง ทำเอาหยางจิวหรงแทบเต้น
“เพราะปากแบบนี้น่ะสิ ถึงได้โดนตามเชือด”
เขาแค่นเสียงหึ!