บทที่ 4 คุณหนูผจญภัย 2

1455 Words
“เพราะปากแบบนี้น่ะสิ ถึงได้โดนตามเชือด” เขาแค่นเสียงหึ! นัยน์ตาสีดำเข้มจ้องมองนางด้วยความรู้สึกหลากหลาย ชั่วขณะหนึ่งบังเกิดความรู้สึกห่วงใย แต่มันไร้สาระเสียจนเขาไม่หยิบมาสนใจคิด แม้ว่าตอนนี้พวกนักฆ่าชุดแรกถูกเก็บหมดแล้ว แต่มีโอกาสสูงที่จะมีนักฆ่าอีกกลุ่มซุ่มรออยู่ตามเส้นทางกลับเกาซาน “เรากำลังจะไปไหน” “กลับเข้าเกาซาน และต้องกลับให้ได้ก่อนมืด” “แต่ทางนี้ไม่ใช้ทางกลับเข้าเมือง” หยางจิวหรงยิ่งสับสนเพราะเขาขี่ม้าลัดเลาะไปตามเส้นทางเก่าที่ไม่ค่อยมีคนสัญจร สายตาของเขายังจ้องมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ส่วนนางเองก็เริ่มใจคอไม่ดีเพราะเส้นทางมีแต่จะรกชัฏมากขึ้นเรื่อยๆ “คุณหนูสกุลใหญ่โตอย่างเจ้ามาทำอะไรที่ร้านน้ำชานอกเมือง” เขาเริ่มสอบสวนด้วยน้ำเสียงดุดัน “คิดให้ดีก่อนตอบ” “เบื่อ เลยมาเที่ยว” “ช่างบังเอิญเสียจริง พอเจ้ามาเที่ยว พวกนักฆ่าก็โผล่มา” “แล้วไง ท่านโดนไล่ฆ่าแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า” หยางจิวหรงด่ากลับทันที “อยากโดนต่อยรึไง พูดให้มันดีๆ หน่อยนะเจ้าคะ ถ้าจะหาเรื่องก็ใช้สมองคิดหน่อยสิ คิดสิเจ้าคะคิด ข้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ เดินทางมาเหนื่อยก็แวะพักที่ร้านน้ำชามันผิดด้วยรึไง ข้าชอบม้า เจอม้าของท่านสวยดีก็เลยขอลองขี่ก็แค่นั้น ใครจะไปรู้ว่าขี่ม้าดำแล้วจะดวงซวย ทำไมวันนี้ซวย! ซวยจริงๆ เล้ย!” สาวงามด่าเป็นไฟและเน้นคำว่า ‘ซวย’ เสียงแจ๋ว ทำเอาองครักษ์ทั้งสองต่างมองหน้ากันเพราะรู้ว่าไท่จื่อจะต้องกริ้วแน่ๆ หนึ่งในสองคนแข็งใจหันไปมองสีหน้าชายหนุ่ม และก็ชัดเลย... ทรงเดือดปุด แม้แต่ม้าตัวโปรดก็ยังทำหูตั้งชันเพราะรู้สึกสะพรึง “มีคนสะกดรอยตามมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ของเขารายงาน “รีบไปที่ทะเลสาบ” จ้าวเฉินฟงออกคำสั่ง หยางจิวหรงจะเอ่ยถามว่าทำไมต้องไปที่นั่น แต่พอเงยหน้าขึ้นเจอสายตาดุร้ายราวกับจะบอกว่าถ้านางกล้าถามจุกจิกอีกแม้แต่คำเดียว เขาจะเชือดคอนางทิ้งซะ นางจึงหดคอแล้วนั่งสงบเสงี่ยม แต่หน้างอจนแก้มพองไปแล้ว “เจอฝูงม้าป่าแล้ว” องครักษ์ร้องบอก พวกเขาจึงพุ่งเข้าหาฝูงม้าจนพวกมันแตกกระเจิง วิ่งสับสนอลม่านไปทุกทิศ หยางจิวหรงถึงได้เข้าใจว่าเขาใช้แผนขนาบกลางฝูงม้า โดยไล่ฝูงม้าที่มาดื่มน้ำในทะเลสาบแล้วซ่อนตัวอยู่ระหว่างกลาง ทำให้ร่องรอยฝีเท้าม้าไม่อาจติดตามได้ จ้าวเฉินฟงเลือกที่จะอ้อมสันเขาเพื่อเข้าเมืองทางทิศใต้แทนที่จะเข้าทางทิศเหนือซึ่งใกล้กว่า ดังนั้นกว่าจะเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัยก็เกือบมาไม่ทันเวลาปิดประตูเมือง “สุดยอดเลยเจ้าม้าตัวนี้วิ่งแรงดีไม่มีตก เก่งมากๆ ถ้าเบื่อเจ้าของหน้าบึ้งก็ให้หนีมาหาข้านะ” หยางจิวหรงชมเจ้าม้าศึกมาตลอดทางจนตอนนี้มันยอมให้นางเล่นหัวได้แล้ว หนำซ้ำยังทำเสียงเล็กเสียงน้อยคุยตอบ จ้าวเฉินฟงจึงกระตุกบังเ**ยนเบาๆ เพื่อเตือนให้มันมีสมาธิ ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว โคมไฟตามหน้าบ้านถูกจุดสว่างเป็นหย่อมๆ เขาพานางมาปล่อยที่หน้าจวนสกุลหยาง ใช้คำว่า ‘ปล่อย’ เพราะเขาดึงคอเสื้อของนางแล้วยกจนตัวลอย ทิ้งลงกับพื้น “กลับบ้านซะแม่หมูป่า หมดเวลาเที่ยวเล่นแล้ว คราวหลังก็อย่าหาเรื่องใส่ตัวอีก” หยางจิวหรงกระทืบเท้า “เลิกเรียกข้าว่าหมูป่าสักที ข้าชื่อจิวหรง ท่านต้องเรียกข้าว่าคุณหนูจิวหรง” “ก็ได้” จ้าวเฉินฟงพยักหน้าเหมือนจะตกลง ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบว่า “ยัยเปี๊ยก ตัวก็เตี้ย ขาก็สั้น คราวหน้าก็อย่าสะเออะปีนขึ้นมานั่งม้าข้าอีกก็แล้วกัน” แล้วเขาก็กระตุ้นม้าให้วิ่งเหยาะจากไป “ไอ้... ไอ้...” หยางจิวหรงอ้าปากพะงาบ โกรธจนตัวสั่นเพราะกว่าจะนึกคำด่าออกมาได้ เจ้าตัวก็ควบม้าไปไกลลิบแล้ว นางอยากจะกรี๊ดแต่ต้องรักษากิริยาไว้สุดฤทธิ์ ซือหม่าเซียงได้รับรายงานจากบ่าวรับใช้ว่าคุณหนูจิวหรงกลับมาแล้ว นางจึงปรี่มาพร้อมไม้เรียว เจอบุตรสาวกำลังยืนกระทืบเท้าอยู่หน้าจวน เสียกิริยาลูกหลานผู้ดีอย่างร้ายแรง ซือหม่าเซียงจึงเงื้อไม้ฟาดไม่เลี้ยงทันที “เจ้าเป็นสตรี หนำซ้ำยังไม่ได้ออกเรือน มีอย่างที่ไหนเที่ยวเล่นจนมืดค่ำ ข้าจะตีเจ้าให้หลังหัก!” “โอ๊ยๆ ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว จะไม่หนีเที่ยวอีกแล้วเจ้าค่ะ โอ๊ยๆ ท่านแม่ข้าเจ็บ” “ถ้าไม่อยากเจ็บแล้วทำไมถึงไม่รู้จักเชื่อฟัง อย่าหนีนะ ข้าจะฟาดเจ้าให้ตาย” ซือหม่าเซียงไล่ตีบุตรสาวไม่หยุด ไม่สนใจแม้ว่าหยางจิวหรงจะร้องโอดโอย ขณะที่มารดากำลังเงื้อไม้ตี บ่าวก็วิ่งเข้ามาแจ้งว่าหยางเส้าหมิงได้รับบาดเจ็บ ซือหม่าเซียงตกใจจนถึงกับทำไม้หล่นจากมือ พอตั้งสติได้ก็รีบวิ่งไปดูบุตรชายทันที “ลูกแม่ เจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่ ใครทำร้ายเจ้า มีคนไปแจ้งนายท่านแล้วหรือยัง หมอล่ะ? หมออยู่ที่ไหน ลูกชายข้าบาดเจ็บ” “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ ข้าฝึกซ้อมอยู่ในวังแล้วเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยเท่านั้นเอง โปรดอย่าทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตวุ่นวาย” หยางเส้าหมิงถูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าที่หัวไหล่ พวกท่านอาทั้งสอง รวมทั้งหยางเจี้ยนเฉิงและหยางกงทราบเรื่องก็มาดูอาการ หยางจิวหรงเองก็มาดูพี่ชายด้วย เขาเล่าว่าเผลอเดินเข้าไปใกล้แท่นซ้อมยิงจึงถูกเกาทัณฑ์เข้า แผลไม่ลึกมากและได้รับการรักษาเบื้องต้นมาแล้ว แต่ซือหม่าเซียงร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุดจึงถูกไล่ให้ออกไปด้านนอก “ท่านแม่... พี่เส้าหมิงเขา...” หยางจิวหรงติดตามพี่ชายออกนอกเมือง แล้วทำไมเขาถึงบอกคนอื่นๆ ว่าอยู่ในวัง เมื่อหยางจิวหรงมองเข้าไปด้านในห้อง สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของบิดากับท่านปู่ดูตึงเครียดแปลกๆ เหมือนกำลังหวาดระแวงอะไรบางอย่าง นางจึงพยายามเมียงมองด้วยความสงสัย แต่บิดาก็เดินมาปิดประตูหน้าต่างพร้อมไล่ทุกคนให้แยกย้ายไปไกลๆ ห้ามใครยุ่มย่ามเด็ดขาด “ไม่สำเร็จขอรับ” หยางเส้าหมิงกระซิบกระซาบ รายงานผลให้หยางกงทราบ “ดวงมันแข็งจริงๆ ช่วงนี้เจ้าต้องระวัง พยายามทำตัวปกติ อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเจ้าบาดเจ็บ” “ขอรับท่านปู่” “ลูกเฉิง เจ้าไปสืบข่าวที่วังอี๋เซียน ดูท่าทีของไท่จื่อด้วยว่าสงสัยอะไรเราหรือไม่ จำไว้ว่าอย่าเอ่ยถามก่อน หากเป็นไปได้ให้ป้ายสีไปที่องค์ชายจ้าวลู่” “ขอรับท่านพ่อ” “หากทำให้เสือสองตัวกัดกันจนอ่อนแรงแล้วเราค่อยยิงเสือสองตัวนั้นทิ้ง ถ้าเทียบกันแล้วยังไงองค์ชายจ้าวลู่มีไทเฮาสนับสนุน มีสายพระโลหิตแท้จริง ภาษีดีกว่าไท่จื่ออยู่แล้ว” “ท่านพ่ออย่าลืมระวังฮองเฮากับตระกูลเสิ่น” “ข้าไม่ให้ราคาพวกนั้นหรอก พวกมันมีเงินแต่ไม่มีทหารในมือเหมือนอย่างเรา จะไปกลัวทำไม” หยางกงแค่นหัวเราะและหันเหความสนใจไปที่หลานสาวคนงามซึ่งนับวันชักจะเที่ยวเล่นจนควบคุมยาก “ก่อนจะส่งมอบนางให้องค์ชายจ้าวลู่ ชื่อเสียงของนางจะต้องไม่มีเรื่องด่างพร้อย เนื้อตัวห้ามมีร่องรอยบุบสลายเด็ดขาด นับจากวันนี้ไปจนกว่าจะถึงวันงาน ห้ามนางก้าวออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว” “ขอรับ” คืนนั้นหยางจิวหรงต้องคุกเข่าอยู่หน้าป้ายบรรพชน หยางกงสั่งงดอาหารสามมื้อ ห้ามทุกคนพบหน้าและนางต้องคุกเข่าสำนึกผิดในห้องจนกว่าบิดามารดาจะยกโทษให้ หยางจิวหรงนึกถึงตัวต้นเหตุจึงยิ่งเจ็บใจแทบกระอัก ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ นางจึงขอสาบานว่าจะต้องทวงบัญชีแค้นให้จงได้!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD