บทที่ 5 งานเลี้ยง
วันที่สองเดือนยี่ถือเป็นวันมังกรเชิดหัว ตามธรรมเนียมจีนถือว่าเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ สรรพชีวิตตื่นจากฤดูหนาวอันโหดร้าย พญามังกรจะเริ่มเคลื่อนไหวถือเป็นวันเริ่มต้นทำงานในไร่นา ปีนี้ค่อนข้างพิเศษเพราะวังหลวงจัดละครงิ้วและมีงานเลี้ยงพระราชทานให้เหล่าขุนนาง มหาเสนาบดีหยางกงพร้อมด้วยบุตรชายทั้งสามรวมทั้งหลานๆ มาร่วมงานด้วย หยางกงวางแผนให้หลานสาวอวดความสามารถด้านดนตรี จึงสั่งให้หยางจิวหรงนำพิณหงส์จรัสแสงติดตัวมาด้วย
“คำนับท่านหยางกง เชิญตามข้าน้อยมาทางนี้”
กงกงรับหน้าที่เป็นผู้นำทางและเชื้อเชิญหยางกงกับลูกหลานอย่างนอบน้อม ตระกูลหยางมีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่ ก้าวไปทางใดก็มีแต่คนเคารพนบนอบ
หยางเส้าหมิงซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเป็นราชองครักษ์ก็พลอยยืดอก แต่งกายเต็มยศในมือถือง้าวจันทร์เสี้ยวคมกริบ ก้าวเคียงคู่บิดาและท่านอาทั้งสอง ส่วนหยางจิวหรงและน้องที่โตพอรู้ความแล้วพากันเกาะติดอยู่กับมารดา นางเพิ่งจะได้มีโอกาสติดตามบิดาเข้าวังหลวง ท่าทางเหมือนคนโง่ไปตลาด ตาลายเพราะความยิ่งใหญ่อลังการของวังหลวง
ความรู้สึกแรกที่คิดคือตื่นเต้น มองไปทางไหนก็มีแต่ของสวยของงามแปลกตา แนวกำแพงขึงขังน่ากลัวนั่นร้องเตือนให้นางหวาดเกรง ตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้อง หยางจิวหรงก็ยังไม่กล้าถามท่านปู่ว่าเหตุใดจึงมอบหมายให้นางขึ้นไปสวดมนต์ในวิหารวันนั้น
จนกระทั่งหยางกงเอ่ยขึ้นมา
“เจ้าจะต้องแต่งงานกับองค์ชายจ้าวลู่ให้ได้ อย่าให้ลูกสาวบ้านนั้นแย่งไปได้เด็ดขาด”
“แต่หลานไม่อยากแต่งงาน...”
“เรื่องนี้ตัดสินใจกันไปแล้ว ปู่ไม่ต้องการความเห็นของเจ้า”
หยางจิวหรงก้มหน้านิ่ง ทำได้เพียงร้องไห้คร่ำครวญในใจเพราะการโต้แย้งจะถือว่า ‘ไม่กตัญญูรู้คุณ’ และมีความผิดรุนแรงเทียบเท่ากบฏ เมื่อประตูวังสูงใหญ่เปิดออก มีกระแสลมพัดแรงวูบหนึ่ง หยางจิวหรงก็รู้สึกแล้วว่านับจากนี้ต่อไป โชคชะตาของนางจะไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีกแล้ว
----------------
กำแพงวังชั้นนอกสูงใหญ่และดูน่าเกรงขาม มีการอารักขาอย่างเข้มงวด เมื่อเข้าไปด้านในประตูอีกชั้นก็จะพบกำแพงอีก กำแพงชั้นที่สองนี้สร้างด้วยหินภูเขา มีทหารอารักขาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แม้แต่ผู้ชายใจกล้าแค่ไหนก็ยังกลัว เมื่อหยางจิวหรงตามหลังมารดาไปเรื่อยๆ ก็นึกว่าใกล้ถึงตำหนักใหญ่แล้ว แต่ที่ไหนได้กลับมีกำแพงชั้นที่สาม ทำจากหินอ่อนแกะสลักและประดับเสามังกรนับร้อยต้น คำนวณดูแล้วไม่รู้ว่าต้องใช้เงินและแรงงานมากสักเท่าไร
เมื่อผ่านกำแพงวังทั้งสามชั้น ความยิ่งใหญ่ของวังเกาซานจึงปรากฏ นี่เป็นเพียงวังหนึ่งของทั้งหมด หยางเจี้ยนเฉิงเห็นบุตรสาวมีกิริยาวอกแวก เขาจึงกำชับเสียงขรึม
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านที่เจ้าจะทำตัวเป็นเด็กอีก จงสำรวมคำพูดและระวังตัว อย่าทำให้ท่านปู่ขายหน้าเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
ดวงตาคู่งามมองไปทางไหนก็รู้สึกเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกดดันเข้ามาเรื่อยๆ นางจึงแหงนหน้ามองนกที่กำลังโบยบินอย่างเสรี เมื่อเดินตามกงกงมาสักพักก็เข้าสู่เขตอุทยานซึ่งใช้หินธรรมชาติจำลองเป็นภูเขา ทดน้ำจากแม่น้ำทำเป็นน้ำตก มีแม่น้ำที่ใช้แรงงานขุด เลี้ยงฝูงนกกระเรียนกับกวางนับไม่ถ้วนเหมือนแดนสวรรค์บนโลกมนุษย์ เมื่อหยางจิวหรงสังเกตดอกไม้ตรงหน้าซึ่งงามวิจิตรแต่ไร้กลิ่นหอม เมื่อดูใกล้ๆ ถึงรู้ว่าเป็นดอกไม้ทำจากอัญมณี ฝีมือละเอียดประณีตยิ่งกว่าเนรมิต
ชาววังฟุ่มเฟือยจนน่าตกใจ
“พี่จิวหรง ดูสิ มีนกกระเรียนด้วย” เป่าอวี้ น้องชายคนสุดท้องชี้บอก
“สวยเหลือเกิน แต่ทำไมมันเดินแปลกๆ อย่างนั้นล่ะ” หยางจิวหรงเพ่งมอง ถึงรู้ว่านกกระเรียนแต่ได้กระโดดไปมาแต่บินไม่ได้ เพราะถูกตัดกระดูกปีก นางจึงเบือนหน้าด้วยความเสียใจ “ทำไมมนุษย์ถึงได้โหดร้ายเช่นนี้นะ”
“ตระกูลเสิ่น ท่านเสิ่นสือเจี๋ยและครอบครัวขอเข้าเฝ้า”
กงกงทำหน้าที่ขานเรียกผู้ร่วมงานตามลำดับมาถึงก่อนหลัง ตระกูลเสิ่นเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ อันได้แก่ตระกูลจ้าวซึ่งครองแผ่นดิน ตระกูลขุนนางอย่างซือหม่า ตระกูลหยางคุมสายทหารและตระกูลเสิ่นถูกเรียกว่าเป็นก๊กเศรษฐี
ฮองเฮาทรงเป็นบุตรของเสิ่นสือเจี๋ย อีกทั้งรัชทายาทก็มีเลือดเนื้อของสกุลเสิ่นอยู่ครึ่งตัว ในเวลานี้สกุลเสิ่นจึงก้าวขึ้นมามีอำนาจมากขึ้นและคอยคัดง้างกับสกุลซือหม่ามาโดยตลอด เมื่อหยางกงแสดงตัวไปเข้าเป็นพวกองค์ชายจ้าวลู่ สถานการณ์ของไท่จื่อจ้าวเฉินฟงจึงเริ่มอันตรายขึ้นทุกขณะ
“ไท่จื่อ ทรงแน่พระทัยเรื่องนั้นแล้วแน่นะ หากลงมือไปแล้วอาจให้ผลตรงกันข้าม”
“ข้าตัดสินใจแล้ว เราต้องบุกหน้าเหมือนผ่าลำไผ่ ผ่าไปได้ไม่กี่ปล้องก็จะแตกเป็นแนวเมื่อเผชิญคมมีด”
จ้าวเฉินฟงกำลังพูดคุยอยู่กับคนของตนเอง ถึงได้สังเกตเห็นเสิ่นฟงอี้ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องมาร่วมงานเลี้ยงด้วย น้องชายคนนี้มีเค้าโครงความสง่างาม รูปร่างสูงใหญ่ท่าทางทะมัดทะแมง ทั้งสติปัญญาความสามารถพอจะสูสีกัน แต่วาสนานั้นต่างกันคนละชั้นเพราะฮองเฮาทรงไร้พระโอรสจึงรับจ้าวเฉินฟงมาเลี้ยงดู ฉีกเส้นทางให้เสิ่นฟงอี้อยู่ห่างไกลออกไปอีก หนำซ้ำเสิ่นสือเจี๋ยก็ยังคอยอุดหนุนค้ำชู สอนให้เสิ่นฟงอี้เรียนให้มากๆ เพื่อมาทำงานรับใช้ เขาจึงไม่พอใจที่จ้าวเฉินฟงไม่ต้องทำอะไรก็ได้ครอบครองทุกอย่าง ดังนั้นเสิ่นฟงอี้จึงไม่ชอบหน้าจ้าวเฉินฟงอย่างยิ่ง ถึงกับแต่งหนังสือเสียดสีด้วยสำนวนโวหารอันคมคาย ประณามงูเขียวที่สวมเกล็ดมังกรจนไม่มีชิ้นดี ยามพบหน้าก็ทำไปตามมารยาท ไม่ยอมเสวนาปราศรัยด้วยเหมือนดังสมัยเด็ก
จ้าวเฉินฟงพอจะทราบความไม่พอใจนี้ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับญาติผู้น้อง ครั้งหนึ่งรถม้าของจ้าวเฉินฟงสวนทางกับรถม้าของเสิ่นฟงอี้ รัชทายาทกลับยอมเป็นฝ่ายหลีกทางให้น้องชายไปก่อน เสิ่นฟงอี้ก็หาว่าอีกฝ่ายคิดจะทำให้เขาถูกผู้ใหญ่ตำหนิ ยิ่งพานโกรธเข้าไปอีก
“ท่านไม่คิดจะกำราบคนผู้นี้เสียหน่อยหรือ” ตันหยง ที่ปรึกษาของจ้าวเฉินฟงเคยอ่านถ้อยคำในหนังสือกล่าวโทษแล้วยังนึกเคือง จ้าวเฉินฟงกลับยิ้มมุมปาก สายตามองตามหลังเสิ่นฟงอี้ด้วยแววตาไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ
“เขาโอหังก็จริงแต่เป็นคนเก่ง ความใดผ่านตาก็ท่องได้ทันที ความใดผ่านหูก็จดจำมิรู้ลืม คนเยี่ยงฟงอี้นับว่าน่ากลัวยิ่ง อีกทั้งสำนวนการเขียนของฟงอี้เจ็บๆ คันๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งตื่นเต้นไม่ใช่หรือ”
“จริงตามนั้น กระหม่อมอ่านรวดเดียวจบทีเดียว”
“ข้าชอบลีลาการเขียนของเขา ต้องการจะดึงตัวมาช่วยงาน”
ตันหยงส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยเท่าไรนัก “คนผู้นี้เก่งกาจแต่ใจคอคับแคบ ท่านมีศักดิ์เป็นพี่ชายของเขาและเป็นถึงรัชทายาท เสิ่นฟงอี้ยังไม่รู้จักแยกแยะ เกรงว่าจะไม่ยอมลงให้ท่านง่ายๆ”
“ข้าย่อมมีวิธีเกลี้ยกล่อม”
สายตาของจ้าวเฉินฟงหยุดนิ่งที่ร่างบอบบางชุดสีฟ้าอ่อนซึ่งยืนอยู่ไกลๆ วันนี้คุณหนูหยางจิวหรงช่างเรียบร้อยนุ่มนวล นางยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ในกระถาง แสงตะวันสว่างเรืองส่องแสงนุ่มอาบไล้ร่างเด็กสาวอย่างงดงามเป็นประกายเปี่ยมล้นด้วยความมีชีวิตชีวา และสายลมพัดกลิ่นหอมอ่อนๆ มาจากที่ไหนสักแห่ง กลิ่นดอกไม้ผสมกับกลิ่นส้มหอมสดชื่นชวนหลงใหล
จ้าวเฉินฟงมองใบหน้าผุดผ่องราวกับพระจันทร์และดวงตากลมโตดุจผลท้อของนาง หากใครไม่รู้จักนางก็จะคิดว่านางช่างอ่อนหวานนุ่มนวลประดุจนางหงส์สูงศักดิ์ แต่ความจริงแล้วนางคือหมูป่าดีๆ นี่เอง เมื่อเขานึกถึงน้ำเสียงและท่าทางห่ามๆ ราวกับนักเลงของนาง จ้าวเฉินฟงก็ลอบยิ้มออกมาอย่างไม่อาจควบคุม และรู้ด้วยว่ามีชายหนุ่มที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกำลังมองมาที่นางเช่นกัน
“จิวหรง” เสิ่นฟงอี้แวะคุยกับหยางจิวหรงอย่างยินดี แสดงออกอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบนางอย่างยิ่ง “ข้าเพิ่งได้พุทราหวานๆ มาเยอะ ข้ารู้ว่าเจ้าชอบพุทราจึงเก็บไว้ให้ ข้าจะให้คนส่งมาให้เจ้านะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ฟงอี้ใจดีที่สุดเลย”
“เจ้าแมวท้องแก่ที่เจ้าขอให้ข้าเลี้ยงไว้มันออกลูกมาตั้งห้าตัวเชียวนะ เจ้ามาดูลูกแมวที่บ้านข้าสิ”
“ไปสิๆ ลูกแมวน่ารักมากไหมเจ้าคะ แล้วพี่ฟงอี้ตั้งชื่อให้พวกมันแล้วยัง” หยางจิวหรงคุ้นเคยกับเสิ่นฟงอี้มาตั้งแต่เด็ก เขามักจะมีของเล่นสวยๆ ไม่ก็ของอร่อยๆ มาฝากเสมอ เป่าอวี้เองก็ชอบไปเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันที่สกุลเสิ่นบ่อยๆ เสิ่นฟงอี้จึงมักจะชอบอ้อยอิ่งรอเวลาที่นางจะมารับน้องชายกลับบ้านเสมอ พอรู้ว่าแมวสีขาวตัวสวยที่นางเก็บมาจากตลาดออกลูกแล้ว นางก็ตื่นเต้นมาก
“คุณชายเสิ่น จิวหรง ที่นี่ไม่เหมาะสมที่จะคุยเล่นกัน ชายหญิงไม่ควรแสดงกิริยาไม่เหมาะสม คุณชายเสิ่นเองก็ควรจะให้เกียรติจิวหรงด้วย” ซือหม่าเซียงเอ่ยปากไล่ เสิ่นฟงอี้จึงขอตัวลาตามบิดาไปนั่งประจำที่
“แม่ย้ำเจ้านักหนา เจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็กๆ อีก เจ้ากำลังทำให้ท่านปู่กับท่านพ่อของเจ้าต้องอับอาย สิ่งสำคัญของการเข้าสังคมคืออะไร จำที่แม่สอนได้หรือไม่”
“คำนึงถึงสายตาผู้อื่นมากกว่าความรู้สึกของตัวเองเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ซือหม่าเซียงยังคงตำหนิบุตรสาวด้วยสายตา หยางจิวหรงจึงยืนก้มหน้าสำรวมอยู่ข้างกายมารดาเพื่อรอขันทีขานเรียก นางผ่อนลมหายใจยาวพลางหลับตาลง สายลมต้นฤดูพัดโชยมาลูบไล้ผิวแก้มของนางแผ่วเบา จนกระทั่งมีมืออุ่นร้อนวางลงบนบ่าเล็กๆ ทั้งสองข้าง พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มนวลกระซิบข้างหู
“ว่าไง... ยัยเปี๊ยก”