“ว่าไง... ยัยเปี๊ยก”
ยัยเปี๊ยก?
เมื่อนางหันหน้ามา จ้าวเฉินฟงก็ปล่อยมือแทบจะทันที เขาสวมชุดแตกต่างจากครั้งที่ทั้งสองพบกันนอกวัง ซึ่งชุดสีน้ำเงินนั้นเทียบไม่ได้เลยกับชุดปักลวดลายมังกรละเอียดลออ เหมี่ยน[1]ที่เขาสวมบ่งบอกฐานะไม่ธรรมดา เมื่อรวมเข้ากับท่วงท่าสง่าผ่าเผย เต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์ตามแบบฉบับบุรุษเพศวัยฉกรรจ์ ทำให้เขาน่าเกรงขามยิ่ง หยางจิวหรงฉีกยิ้มตาหยีตามที่มารดาสอน จากนั้นก้าวถอยเล็กน้อยเพราะรูปร่างสูงใหญ่กำยำเสียจนยืนบังตัวนางเสียมิด
ใครหนอ?
ตามมารยาทอันดีงามแล้ว นางจะต้องเอ่ยชื่อและตำแหน่งของอีกฝ่ายพร้อมคำนับอย่างนอบน้อม หยางจิวหรงพยายามยิ้มเป็นมิตรขณะสบตาเขา ค่อยๆ มองดวงตาคมกริบคู่นั้น ไล่มายังจมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักงามเหมาะเจาะ สันกรามของบุรุษหนุ่มมีรอยเคราคมเข้ม จุดเด่นคือสง่าราศีที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องสยบ นางจึงรู้สึกคุ้นๆ ก่อนจะเบิกตากว้าง รอยยิ้มละมุนละไมตามแบบฉบับคุณหนูชั้นสูงหายวับในพริบตา
“เจ้าบ้า... ไอ้...”
หยางจิวหรงระลึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือที่ไหน นางจึงยั้งปากของตนเองได้ทันแล้วถลึงตาจ้องเหมือนจะกัดคอหอยคนตัวใหญ่ตรงหน้า ท่าทีของจ้าวเฉินฟงสุภาพและเป็นมิตรกว่าครั้งก่อนที่พบกัน มุมปากมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับไว้เหมือนเป็นอีกหนึ่งหน้ากากที่เขาสวมไว้ หยางจิวหรงจึงเผลอตัว เท้าเอวยืนจังก้าใส่ทันที
“จะหาเรื่องอะไรข้าอีกล่ะ!”
หยางกงเห็นว่าผู้ใดมาพูดคุยกับหลานสาวก็ตกใจ แต่กลบเกลื่อนท่าทีขณะก้าวเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม ในขณะเดียวกันหยางเจี้ยนเฉิงก็ดึงแขนบุตรสาวส่งให้ฮูหยิน จ้าวเฉินฟงมิได้ว่ากระไรและมิได้มองมาที่นางอีก
“เจ้าไปรู้จักไท่จื่อตั้งแต่เมื่อไร”
“ท่านแม่บอกว่าเขาเป็นใครนะเจ้าคะ?”
“ท่านผู้นั้นคือไท่จื่อ แม่จะชำระความเจ้าภายหลัง” ซือหม่าเซียงกระซิบดุเสียงเขียว หยางจิวหรงจึงยิ่งคอหด
“ซวยแล้ว ทำไมคนโหดร้ายแบบนั้นถึงเป็นไท่จื่อนะ” เมื่อหยางจิวหรงทราบฐานะที่แท้จริงของเขา นางก็ทำตาเหลือกโปนและกระซิบบอกน้องชายว่านางคงต้องถูกตัดขาไปต้มกินแน่
“ทำไมถึงต้องถูกตัดขาล่ะพี่หญิง”
“ก็...”
หยางกงหัวเราะเสียงดัง แสดงท่าทีเหมือนชายชราผู้ใจดี “ถวายพระพรไท่จื่อ ได้ยินว่าระยะนี้ทรงป่วยไข้ มิค่อยได้ออกจากวังมาช่วยฝ่าบาทว่าราชการ ไม่ทราบว่าสุขภาพเป็นเช่นใดบ้าง”
“ไม่แย่ไม่ดี ตัวข้ากับโรคภัยกำลังดูเชิงกันอยู่ หากพลั้งเผลอเมื่อใดอาการก็กำเริบทุกคราว”
หยางจิวหรงเคยได้ยินมาว่ามารดาแท้ๆ ของจ้าวเฉินฟงจะเป็นคนสกุลเสิ่น ส่วนพระบิดาของเขาคือพระเชษฐาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ด้วยข้อหาการเมือง ฮองเฮาจึงรับเลี้ยงเด็กชายไว้เพื่อข่มอำนาจพวกสนม เมื่อรู้ว่าตนตกอยู่ในกระดานชิงอำนาจของวังหลัง จ้าวเฉินฟงจึงสร้างความดีความชอบมาตั้งแต่เยาว์ ทั้งฝีมือการคุมทัพและใช้สอยคนก็โดดเด่น ฮ่องเต้ทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมจึงเลือกพระโอรสบุญธรรมผู้นี้เป็นรัชทายาท เหล่าบัณฑิตกับแม่ทัพหลายคนก็สนับสนุน ทว่าการสืบราชสมบัตินั้นจ้าวลู่ได้เปรียบกว่าในฐานะเลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้ อีกทั้งเป็นคนเหลี่ยมจัด ซื้อตัวนางสนมให้คอยเป่าหูพระราชบิดาและสั่งสมขุนนางเป็นพวก คอยทูลยุให้ฮ่องเต้เปลี่ยนพระทัย ในยามนี้รัชทายาททรงมีผู้หนุนหลังเหลืออยู่ไม่มากนัก หยางกงคิดหยั่งเชิงจึงแกล้งเอ่ยความนัย
“วันนี้ฝ่าบาททรงเลือกงิ้วเรื่องมังกรสำแดงฤทธิ์ ยามแสดงอำนาจยิ่งใหญ่จะทะยานขึ้นกลางเวหา หากเจ็บป่วยหรืออ่อนแอจะดิ่งลงมหาสมุทร ซุ่มตัวรอเวลาแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็อยู่ได้เพราะมังกรมีสติปัญญาเฉียบแหลม ท่านว่าฝ่าบาททรงเลือกงิ้วเรื่องนี้ต้องการจะยกย่องผู้ใด”
ดวงตาของจ้าวเฉินฟงทอประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว
“ข้าด้อยปัญญา ได้เป็นรัชทายาทมีคนนับถือได้ก็เพราะใบบุญพระมารดาชุบเลี้ยง บริวารผู้ติดตามรับใช้น้อยนิดมิอาจเทียบบารมีใคร ผู้ใดจะเป็นมังกรสำแดงฤทธิ์นั้น ข้าก็มิกล้าคาดเดา”
“หากไม่มีความสามารถ ฝ่าบาทย่อมไม่เลือกพระองค์เป็นผู้สืบทอด ไฉนจึงถ่อมตัว” หยางกงแสร้งยกย่อง “ทุกวันนี้กระหม่อมเล็งดูแล้ว ผู้มีปัญญาในแผ่นดินจะหาผู้ใดเทียบไท่จื่อได้ไม่”
บังเอิญจังหวะนั้นโรงงิ้วกลางอุทยานตีฉาบกลองดังลั่น จ้าวเฉินฟงสะดุ้งตัวไหวและเอามือป้องหูไว้ เมื่อแน่ชัดว่าเป็นเสียงงิ้วจึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยางกงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ “กระหม่อมแก่หงอมเต็มที ส่วนพระองค์ยังหนุ่มแน่น เกิดเป็นชาย รับหน้าที่ออกรบ ไยจึงขวัญอ่อนนัก”
“ควายง่อก๊ก[2]เห็นพระจันทร์ก็หอบ ตัวข้ากลัวเสียงฟ้ามาตั้งแต่เล็ก พระบิดาจึงส่งข้าไปคุมกองทัพเพื่อแก้นิสัย แต่ข้าเกลียดนักจึงพักอยู่แต่ในจวน ปล่อยให้ตันหยงเป็นผู้ดูแลทัพ เฮ้อ... นับว่าข้ามีบุญที่ได้ตันหยงคอยช่วย”
“ตันหยงผู้นี้มีความสามารถ กระหม่อมนับถือ”
หยางกงกระหยิ่มยิ้ม นึกดูแคลนรัชทายาทผู้นี้ว่าลักษณะท่าทางภูมิฐาน แต่อุปนิสัยขี้ขลาดตาขาวไร้ปัญญา หยางกงจึงวางใจ ไม่นึกระแวงใดๆ อีก แต่หยางจิวหรงรู้สึกไม่วางใจและเชื่อว่าความอ่อนแอของผู้ชายคนนี้เป็นเพียงฉากหน้า เขาซุกซ่อนดาบคมกริบไว้ภายใต้หน้ากากไว้นานแรมปี เขาทำไปเพื่ออะไรกัน?
“หม่อมฉันนับถือยิ่งนักเพคะ” หยางจิวหรงย่อกายพร้อมน้องชายและมารดา แทนที่นางจะพูดทักทายตามแบบแผน นางกลับพูดว่า ‘ขอนับถือ’ จ้าวเฉินฟงถึงกับหลุดยิ้ม
“นับถือเรื่องใด”
“ท่านอาจารย์มักจะสอนให้หม่อมฉันทำตนให้เหมือนต้นไผ่ อ่อนน้อมถ่อมตนไม่ฝืนลมพายุร้าย ยืนหยัดอดทนต่อทุกสภาวะ ผู้ที่อ่อนน้อมกว่าผู้นั้นจะยิ่งได้เปรียบ หม่อมฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่วันนี้ได้เรียนรู้จากไท่จื่อแล้ว”
ร่างสูงใหญ่สบตานาง ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้ ใกล้เสียจนหยางจิวหรงสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของเขาที่รดลงบนแก้มและได้กลิ่นหอมระเรื่อจากกายของเขา
“หนูเปี๊ยก... คนเราหากเอาแต่แข็งข้อ ไม่รู้จักสงบปากคำ ชีวิตมักจะไม่ยืนยาวหรอกนะ”
หยางจิวหรงผงะถอยห่างจากเขาทันที จ้าวเฉินฟงเองก็เดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางจึงยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัย ผู้ชายคนนี้น่าขนลุกที่สุด
---------
[1] หมวกหรือมงกุฏที่ชนชั้นสูงสวมครอบมวยผม
[2] ควายง่อก๊ก คือควายแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง บริเวณนี้เวลาหน้าร้อนจะร้อนยาวนาน ควายเป็นสัตว์ไม่ชอบความร้อน เมื่อเห็นพระจันทร์ก็สำคัญผิดว่าเป็นพระอาทิตย์จึงเกิดอาการหอบ อุปมาคนที่มีจิตใจหวาดหวั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อพบสิ่งที่คล้ายคลึงกันก็เกิดความกลัวโดยอุปทาน