“ข้าต้องการจะได้หลานสาวท่านไปเป็นชายา ท่านหยางกงคิดเห็นประการใด”
หยางกงลอบยิ้มแต่แสร้งบอกปัด “นางอายุเพียงสิบห้า ยังเด็กเกินไป กระหม่อมรักหลานคนนี้ยิ่งกว่าแก้วตา หากจะหักใจยกให้ผู้ใด กระหม่อมยังไม่ได้ทำใจ”
“ข้าจะยกให้นางเป็นชายาเอก รับรองว่าจะถนอมดูแลอย่างดี”
องค์ชายจ้าวลู่ร้อนรุ่มจนยากจะระงับ หยางกงเห็นว่าเป็นไปตามแผนแล้วจึงยอมตกปากรับคำ “กระหม่อมเชื่อว่าองค์ชายจะต้องเป็นคู่ครองที่ประเสริฐ กระหม่อมยินดียกนางให้ไปรับใช้พระองค์”
จ้าวลู่ดีใจเหมือนได้ของวิเศษ ดีใจอย่างบอกไม่ถูกและคอยชำเลืองมองหยางจิวหรงไม่หยุดหย่อน นางกำลังนั่งชมละครงิ้วอยู่ข้างมารดาและน้องๆ บริเวณข้างเวที และนอกจากองค์ชายจ้าวลู่แล้ว จ้าวเฉินฟงก็มองมาทางนางบ่อยๆ เช่นกัน
แม้ว่าหยางจิวหรงจะถูกมองแต่ยังไม่รู้ตัว ยังคงหัวเราะสนุกสนานกับน้อง ว่ากันว่ารอยยิ้มสดใสของนางทำให้รัชทายาทผู้นิ่งขรึมมีรอยยิ้มตามไปด้วย บางจังหวะเขาก็หลุดหัวเราะเมื่อนึกถึงวีรกรรมข้างกำแพงวัดของนาง เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่านิสัยซุกซนของนางช่างไม่เข้ากับกิริยาสงบเสงี่ยมในตอนนี้เลยสักนิด แต่ความงามเลิศของนางนั้นเป็นของจริง แม้แต่ฮองเฮายังชมความงามของนางว่าไร้ที่ติ พระนางหันมองมาทางพระโอรส รับสั่งขึ้นมาลอยๆ ว่าเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยก
รัชทายาทผู้มีดวงตาคมดุจเหยี่ยวมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ แต่ยังคงจ้องมองเด็กสาวเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดในใจ
“นางเป็นหลานสาวของหยางกงสินะ” องค์หญิงเป่าฉินผู้เป็นพี่สาวยกพัดกลมขึ้นป้องปากขณะกระซิบคุยกับน้องชาย ริมฝีปากแดงหยดย้อยยกสูงขึ้นด้านหนึ่ง “นางช่างเหมาะมาก แววตาเป็นประกายเข้มแข็ง ข้าแน่ใจว่านางจะต้องทำให้เจ้าสมหวัง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
เมื่อละครงิ้วจบลงก็ถือเวลาการแสดงของเหล่านางรำในชุดเพริศพริ้ง บรรดาผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ต่างปรบมือชอบใจและส่งสายตาให้พวกนาง นางระบำในอาภรณ์หรูหราวิจิตรงดงามพากันร่ายรำห้อมล้อมโต๊ะของจ้าวเฉินฟง ทว่าเขาไม่สนใจไยดีต่อสิ่งทั้งหลายที่อยู่เบื้องหน้า ยังคงนั่งตัวตรงเป็นสง่าดุจทองไม่รู้ร้อน และผายมือเชิญให้พวกนางถอยออกไป หยางจิวหรงแม้จะไม่ได้ตั้งใจมองแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนไม้ใจหินโดยแท้
นางรำกับคณะดนตรีต่างมอบความสุขให้แขกเหรื่อเต็มที่ งานเลี้ยงฉลองยิ่งคึกคักตื่นเต้นเมื่อขุนนางที่มีผลงานถูกเรียกตัวออกไปรับรางวัลจากฮ่องเต้ คนที่ดูโดดเด่นที่สุดก็คือหยางเส้าหมิง
“ตำแหน่งราชองครักษ์ถือเป็นตำแหน่งสำคัญ ยิ่งได้คนหนุ่มไฟแรงมาทำงานรับใช้มากๆ ยิ่งดี เสด็จพ่อได้หยางเส้าหมิงมาทำงาน แคว้นจ้าวก็จะยิ่งเหมือนเสือติดปีก ผลงานฝึกทหารองครักษ์ของเขามาตลอดสองปีนี้สร้างกำลังพลฝีมือดีมากมายนับไม่ถ้วน ลูกใคร่ขอเสด็จพ่อพระราชทานม้าประจำตำแหน่งแด่ท่านหยางเส้าหมิงเพื่อเป็นรางวัลด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“อนุญาตตามที่ขอ”
จ้าวเฉินฟงเป็นผู้เสนอรางวัลให้ด้วยตนเอง หยางกงเริ่มรู้สึกผิดท่า เพราะจู่ๆ รัชทายาทก็เสนอรางวัลให้โดยไม่สมเหตุสมผล เมื่อหันไปสบตาองค์ชายจ้าวลู่ แววตาของจ้าวลู่แสดงความเคลือบแคลงสงสัย หยางกงจึงใจหายวาบเพราะรู้ตัวว่ากำลังถูกระแวง รีบร้องบอกให้หลานชายอย่าคุกเข่ารับรางวัล
“จูงม้าเข้ามา!”
หยางเส้าหมิงเป็นนักเลงม้า เมื่อเห็นรางวัลก็รู้ทันทีว่าเป็นม้าดี มันทั้งสูงทั้งใหญ่ เนื้อตัวเป็นสีแดงเพลิงหามีสีอื่นปะปน ยามออกวิ่งก็รวดเร็วประหนึ่งมังกรทะยาน ไม่ว่าไต่เขาหรือลุยน้ำก็สบายดุจวิ่งบนที่ราบ หยางเส้าหมิงมัวแต่ดีใจ ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนว่านี่เป็นหลุมพราง เมื่อเห็นม้าก็ดีใจยิ่ง รีบคุกเข่าขอบพระทัยครั้งแล้วครั้งเล่า
องค์ชายจ้าวลู่มองเขม็งไปที่หยางกงทันที ก่อนจะก้าวออกมาเพื่อให้ตนเองโดดเด่นแข่งกับจ้าวเฉินฟง
“เสด็จพ่อ ผลงานปราบชายแดนของหมิงเซี่ยนและหมิงหลินฝู่เป็นที่ประจักษ์ ทั้งสองทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อแผ่นดิน มีความจงรักภักดีสมควรได้รับการแซ่ซ้อง ลูกขอเสนอให้ทั้งสองได้รับตำแหน่งแม่ทัพปราบบูรพาและแม่ทัพพิชิตอุดร เสริมพระเกียรติฮ่องเต้ให้เป็นที่น่าเกรงขามต่อศัตรู”
“องค์ชายรับสั่งถูกต้อง เรื่องนี้ข้าเห็นด้วย”
ไทเฮาทรงเข้าข้างหลานชายคนนี้อย่างชัดเจน ยิ่งช่วงก่อนไท่จื่อเสียอิทธิพลไปยิ่งทำให้ไทเฮาเลือกข้างชัดเจนว่าจะสนับสนุนใคร พวกหยางกงกับซือหม่าจิ้งจึงยืดตัวขึ้นอย่างฮึกเหิม ตำแหน่งสองแม่ทัพเป็นตำแหน่งสำคัญ มีอำนาจคุมกำลังทหารหลายแสนนาย จ้าวลู่จึงต้องการดึงคนของตนได้รับตำแหน่ง หมิงเซี่ยนกับหมิงหลินฝู่ยังหนุ่มแต่มีผลงานชัดเจน ฮ่องเต้ย่อมต้องทำตามคำขอแน่นอน
“เป็นความคิดของเจ้าเอง หรือว่าความคิดของใครล่ะ”
“เสด็จพ่อ เหตุใดจึงรับสั่งเช่นนี้...”
“ลุงจิ้งของเจ้าคงจะสอนมาล่ะสิ ถ้าคิดจะทำการใดยังต้องยืมสติปัญญาของผู้อื่น เจ้าก็ไม่ควรทำ”
จ้าวลู่รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งที่ฮ่องเต้ปรึกษางานราชการ จ้าวลู่เป็นผู้เดียวที่สามารถตอบฉาดฉานคล่องแคล่ว นั่นเพราะได้ซือหม่าจิ้งช่วยเตรียมคำตอบไว้ให้ จ้าวเฉินฟงทราบเรื่องนี้จึงติดสินบนคนใกล้ชิดของจ้าวลู่ให้ลักคำตอบที่เป็นลายมือของซือหม่าจิ้งมาให้ เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบจึงชิงชังซือหม่าจิ้ง จ้าวลู่ก็พลอยสูญเสียความโปรดปรานโดยไม่รู้ตัว
“เรื่องที่องค์ชายจ้าวลู่เสนอ ไท่จื่อมีความเห็นว่าอย่างไร”
“หมิงเซี่ยนกับหมิงหลินฝู่ สองพี่น้องล้วนเป็นคนรุ่นใหม่มีความสามารถ ฝีมือการรบยอดเยี่ยม สมควรมอบแก้วแหวนเงินทอง สมรสพระราชทานและมอบที่ดินตอบแทน แต่ตำแหน่งแม่ทัพคู่บารมีของเสด็จพ่อเป็นตำแหน่งสำคัญ หากยกให้ง่ายๆ ก็เกรงว่าจะทำให้คนหนุ่มกำเริบเสิบสาน สู้นำตำแหน่งนี้ตั้งเป็นรางวัลให้ทั้งสองแข่งขันกัน หากสามารถสร้างผลงานได้ตามกำหนด ผู้นั้นก็จะได้รางวัลทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ เสด็จพ่อโปรดทรงวินิจฉัย”
“ดี กระตุ้นให้คนหนุ่มเร่งสร้างผลงาน จงจัดการตามที่เจ้าว่า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเฉินฟงเอ่ยไม่กี่คำก็สร้างบุญคุณต่อหมิงเซี่ยนกับหมิงหลินฝู่ นับจากนี้ไปผลงานที่สองพี่น้องทำไว้จะต้องให้ไท่จื่อเป็นผู้รายงานขอตำแหน่ง กลยุทธ์ดึงผู้มีความสามารถไปอย่างแนบเนียนสร้างความเคืองแค้นให้จ้าวลู่อย่างหนัก จ้าวลู่จึงกราดสายตาใส่ซือหม่าจิ้งจนกระทั่งมาหยุดที่หยางกง
“ข้าไม่นิยมพวกคนสองหน้า ม้าที่ข้ามอบให้หลานชายท่านเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้คงจะไม่จำเป็นต้องใช้สอยแล้วกระมัง” หยางกงกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ดังนั้นจึงรีบงัดไม้เด็ดขึ้นมาใช้นั่นคือหยางจิวหรง