“ข้าไม่นิยมพวกคนสองหน้า ม้าที่ข้ามอบให้หลานชายท่านเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้คงจะไม่จำเป็นต้องใช้สอยแล้วกระมัง” หยางกงกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ดังนั้นจึงรีบงัดไม้เด็ดขึ้นมาใช้นั่นคือหยางจิวหรง
“ฝ่าบาท วันนี้เป็นวันดี ทรงมีพระกรุณาจัดงานเฉลิมฉลองแก่ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ ทั้งละครงิ้วและคณะนางรำล้วนมีฝีมือเป็นหนึ่ง เวลานี้บรรยากาศภายในอุทยานช่างรื่นรมย์ กระหม่อมจึงขอเสนอเสียงเพลงพิณวิเศษเสริมแต่ง เหล่าขุนนางผู้สร้างผลงานทั้งหลายคงจะยิ่งปีติยินดียิ่งขึ้น”
“เพลงพิณวิเศษงั้นรึ ข้าไม่เคยได้ยิน”
“ศิลปะระบำรำฟ้อนและดนตรี ฝ่าบาทคงจะได้ชมมานับมิถ้วน แต่ผู้ที่จะบรรเลงพิณถวายในวันนี้คือหลานสาวของกระหม่อมเอง มิทราบว่าทรงสนพระทัยหรือไม่”
“น่าสน ลองดูสิ”
“จิวหรง ออกมานี่”
หยางจิวหรงสะดุ้งโหยง ตั้งสติแล้วเดินก้มหน้าออกมาเบื้องพระพักตร์ “ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงพระเจริญเพคะ หม่อมฉันหยางจิวหรง... ขออนุญาตเล่นพิณถวายเพคะ”
“เจ้าลองเล่นเพลงให้ข้าฟังสักเพลงสิ ถ้าเล่นดีจะมีรางวัลให้”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” นางวาดฝ่ามือขึ้นเป็นสัญญาณแก่นางกำนัล “นำหงส์จรัสแสงมาให้ข้า”
“พิณนี้มีชื่อด้วยหรือ”
“เพคะ พิณนี้ชื่อว่า ‘หงส์จรัสแสง’ เป็นพิณโบราณที่หม่อมฉันได้รับมาจากอาจารย์มู่หยงตานเพคะ”
“มู่หยงตาน? มู่หยงตานที่เป็นปรมาจารย์คีตศิลป์ใช่หรือไม่”
“เพคะ แม้ว่าฝีมือของหม่อมฉันยังเทียบไม่ถึงเสี้ยวของท่านอาจารย์ แต่ยินดีบรรเลงเพลงถวายเพคะ ขอฝ่าบาทและทุกท่านช่วยวิจารณ์ด้วย” หยางจิวหรงนั่งอยู่ในเรือนต้นไม้ซึ่งหอมอบอวลไปด้วยดอกไม้ ท่วงท่าขณะกรีดนิ้วไปตามสายพิณช่างอ่อนหวานแช่มช้อย มีรอยยิ้มสดใสตามวิสัยของผู้รักดนตรี
เมื่อเข้าสู่ภวังค์สมาธิแล้ว ปลายนิ้วของนางจึงเริ่มขยับราวกับสายน้ำ บรรเลงเพลงด้วยทำนองแปลกหูทว่าไพเราะ ลีลาเสียงเดี๋ยวกรีดแหลมกระโชกกระชั้นดุจพายุ เดี๋ยวก็ลดลงต่ำชวนสะท้านหัวใจแม้แต่หินผายังหลอมละลาย นางกรีดเสียงพิณโบราณด้วยความมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงความเป็นเลิศแห่งศิลป์ ไหลลื่นไปตามทำนองของศาสตร์อันลี้ลับซึ่งแฝงอยู่ในท่วงทำนอง เหนี่ยวนำอารมณ์ผู้ฟังให้เคลิบเคลิ้มเข้าสู่ภวังค์ลืมตัว ปล่อยจิตใจล่องลอยไปกับบรรยากาศ ทุกคนเข้าใจโดยสิ้นสงสัยว่าเหตุใดนางจึงได้สืบทอดหงส์จรัสแสง
บังเอิญสายพิณขาดกระเด็น เสียงเพลงสวรรค์พลันหยุดชะงัก อู๋ซวงเบือนหน้าหนีเพราะกำลังต่อสู้กับความรู้สึกผิดบาป ส่วนทุกคนต่างกลั้นหายใจเงียบกริบ รอดูว่าหยางจิวหรงจะทำเช่นใด
นางกลับยิ้มนุ่มนวลและเริ่มต้นขับร้อง
ฟ้าดินประทานเมตตา ไม่ว่าทารกหรือคนชราล้วนซาบซึ้งศรัทธา
พระเดชานุภาพสุดคาดเดา ผองชนแคว้นจ้าวล้วนรุ่งเรืองด้วยพระกรุณา
เสียงใสกังวานของนางสะกดองค์ชายจ้าวลู่ไว้ราวกับต้องมนต์ ถึงกับหลุดปากว่าเสียงของนางได้ผูกหัวใจเขาไว้ทั้งหมดแล้ว เพียงฟังเสียงเพลงใสกังวานและยลโฉมอันพิลาส เพียงแค่นั้นก็เป็นความสุขเหลือคณา จ้าวลู่จึงลุกขึ้นปรบมือเสียงดัง ปากก็เอ่ยชมไม่หยุด เจียวเจียวเห็นเป้าหมายในดวงใจของตนทำตัวโลเลเปลี่ยนใจง่ายดาย นางจึงกำชายกระโปรงของตนจนเล็บจิกมือ
“บทกวีนี้มีแต่สรวงสวรรค์จึงพึงมี แผ่นดินนี้เคยได้ยินสักกี่ครั้ง”
หยางจิวหรงก้มหน้าตลอดเวลาและตอบรับอย่างสุภาพ “ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงชม ฝีมือจิวหรงยังอ่อนด้อย ขายหน้าต่อหน้าทุกท่านแล้ว”
“ดนตรีที่เจ้าเล่นข้าฟังไม่คุ้นหู เป็นดนตรีที่เจ้าเรียบเรียงใหม่งั้นรึ”
“มิได้เพคะ เป็นผลงานของท่านอาจารย์เรียบเรียงจากเพลงชนเผ่านอกด่าน”
“พวกนอกด่านเป็นพวกไร้อารยะ ไฉนมู่หยงตานจึงลดตัวลงไปหยิบมาใช้” ฮ่องเต้ทรงทำสงครามกับชนเผ่านอกด่านหลายครั้งจึงรู้สึกไม่พอพระทัยที่หยางจิวหรงเลือกบรรเลงเพลงนี้
“กระแสมักนิยมของแปลกใหม่ ในโลกหล้านี้มีดนตรีสุดยอดอยู่มากมายที่ดัดแปลงจากดนตรีต่างแดนเพคะ ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่าหากอยากรู้จักคนชนชาติใดก็ให้ฟังดนตรีของเขา ดนตรีของชนเผ่านอกด่านมิได้เหนือกว่าดนตรีของเราที่มีต้นกำเนิดมายาวนาน แต่ดนตรีนอกด่านก็ใช้เป็นกระจกสะท้อนแก่พวกเราได้ การเรียนรู้ศิลป์ให้กว้างขวางล้วนเป็นผลดีต่องานศิลป์เพคะ”
“อืม... รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ยอดเยี่ยมมาก”
เสียงชื่นชมยินดีมาจากทั่วทุกทิศ หยางกงจึงค่อยมีกำลังใจว่าหลานสาวสามารถแสดงฝีมือต่อหน้าองค์ชายจ้าวลู่ได้อย่างไร้ที่ติ จ้าวเฉินฟงหลับตาฟังเสียงพิณของนางจนกระทั่งเพลงขับร้องจบลง เขาไม่ได้กล่าวชื่นชมใดๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ฮองเฮาทรงมองสังเกตพระโอรสบุญธรรมอยู่ตลอด ก่อนจะมีรับสั่งขึ้นมาลอยๆ
“ตัดไผ่อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าเหลือลูก คิดการใหญ่ใจคอต้องโหดเหี้ยม อย่าได้ใจอ่อนเพราะอิสตรีเด็ดขาด”
“...”
จ้าวเฉินฟงนิ่งเงียบ ฮองเฮาทรงสันทัดเรื่องการวิเคราะห์คนจึงวิจารณ์ลูกหลานสกุลหยางด้วยสายตาเฉียบแหลม “หยางเส้าหมิงผู้นี้เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ บ่ากว้างไหล่บึกบึนทำให้นึกถึงราชสีห์จอมสง่างามแต่ด้อยปัญญา เปรียบเหมือนม้าชั้นดี แต่หากให้เทียบกับน้องสาวแล้ว นางเปรียบเหมือนวัว วัวย่อมดีกว่าม้า เจ้าเห็นด้วยหรือไม่”
“ลูกเห็นตรงกับเสด็จแม่ทุกประการ”
จ้าวเฉินฟงรู้ความนัยที่ฮองเฮาต้องการสื่อ เพราะม้าดีแค่ไหนก็ขี่ได้แค่คนเดียว แต่วัวบรรทุกของหนักเดินได้วันละสามพันเส้น น้ำหนักที่วัวแบกนั้นย่อมมากกว่าน้ำหนักคนคนหนึ่งแน่นอน[1]
ร่างสูงใหญ่กำยำหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็ตัดสินใจเด็ดขาด
“ปีนี้อายุเท่าไรแล้ว” ฮ่องเต้รับสั่งถามแต่นางยังคงประหม่าเพราะยังจำที่ท่านปู่บอกได้ว่าจะยกนางให้องค์ชายจ้าวลู่ นางไม่ต้องการเช่นนั้นจึงอึกอักอ้ำอึ้ง หยางกงจึงกระตุ้นให้หลานสาวเป็นผู้ตอบ
“จิวหรง”
“สิบ... สิบห้าเพคะ”
“วัยสิบห้านับว่าเป็นปีทองที่จะไม่หวนคืนกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง ปู่ของเจ้าหมายตาผู้ใดไว้ให้เจ้าแล้วหรือยัง สนใจลูกชายของข้าหรือไม่”
“หม่อมฉัน...”
“ว่าอย่างไร”
หยางจิวหรงก้มหน้าไม่ยอมตอบ ใบหน้าแดงก่ำโดยไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์เขินอายเลยแม้แต่น้อย เพราะนางกำลังจะร้องไห้ ทว่าองค์ชายจ้าวลู่มีความสุขเหลือประมาณ มั่นใจเต็มร้อยว่าจะได้ตัวหยางจิวหรงมาครอบครองแน่นอนแล้ว แต่หยางกงยังไม่ทันประกาศออกมา จ้าวเฉินฟงก็ก้าวลงมาจากพลับพลาอย่างสง่างามมาหยุดเบื้องหน้านาง
องอาจสูงส่ง... ทว่าเย็นเยียบ
ชายผู้มีใบหน้าคมเข้มดุจเทพแตะมือลงบนพวงแก้มของหยางจิวหรง มือของเขาอุ่นร้อน ใหญ่และแข็งแรงพอที่จะโอบอุ้มนางขึ้นหากเขาคิดจะทำ ร่างสูงสง่าส่งยิ้มอ่อนโยน เป็นยิ้มเจิดจ้าที่ชวนให้สายตาพร่าเลือน เขาประทานกำไลหยกเนื้องามล้ำ บนกำไลหยกมีห่วงข้อทองประทับตราราชวงศ์ เขาสวมข้อมือให้นางด้วยตนเองท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เป็นอันรู้กันว่ารัชทายาทได้หมั้นหมายหยางจิวหรง หลานสาวคนโตของมหาเสนาบดีเรียบร้อยแล้ว
หยางจิวหรงตื่นตะลึง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสียงผู้คนจึงฮือขึ้น
“คุณหนูหยาง ยินดีด้วย คุณหนูช่างโชคดี”
ท่ามกลางเสียงชื่นชมยินดีรอบตัวหยางจิวหรงนั้น เสิ่นฟงอี้ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างลืมตัวและมองญาติผู้สูงศักดิ์อย่างเจ็บแค้น ในขณะที่หยางกงเป็นเพียงผู้เดียวที่มีสีหน้าหนักใจราวกับต้องโทษประหาร นั่นเพราะก่อนหน้านี้เขาตกลงจะยกหลานสาวคนนี้ให้แก่องค์ชายจ้าวลู่แล้ว แม้หยางกงคิดจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่ก็ตระหนักว่าผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ของแผ่นดินได้หมายปองหลานสาวแล้ว จะบังอาจยกนางให้ผู้ใดมิได้อีก
เหมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่มีทางจะเข้ากันได้ หยางกงเคร่งเครียดขณะเห็นหลานสาวคนงามอยู่กับจ้าวเฉินฟง สกุลหยางจะไม่มีวันก้มหัวให้จ้าวเฉินฟง รัชทายาทที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของฮ่องเต้
“เจ้าเป็นของข้า... นี่เป็นชะตาชีวิตของเจ้า”
จ้าวเฉินฟงกระซิบเบาจนแทบไม่ได้ยิน ประโยคนั้นคล้ายสายลมพัดผ่านมาแล้วผ่านไป สมองนางถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ ในภายหลังหยางจิวหรงถึงได้เรียนรู้ว่าเขามองนางด้วยหัวใจอันเย็นชาสมชื่อ รอยยิ้มที่เขามอบให้เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง และเขาจะทำให้นางเจ็บปวดแสนสาหัสไปชั่วชีวิต
[1] อุปมาว่าสามารถแบกรับภาระหนักอึ้งได้