“วัยรุ่นสมัยนี้ทำอะไรประเจิดประเจ้อ”
นั่นคือคำพูดของวศินตอนที่เขามารับเอื้องฟ้าที่มหาวิทยาลัย เห็นนักศึกษาชายหญิงกอดและหอมกันอย่างไม่อายใคร บางคู่ก็ยืนคุยกระหนุงกระหนิง ภาพเหตุการณ์คู่รักวัยรุ่นเหล่านั้น ทำให้ผู้ใหญ่เดือดเนื้อร้อนใจโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
ทีแรกเอื้องฟ้าคิดเหมือนวศิน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่วศินทำกับเธอแล้ว เอื้องฟ้าถึงได้เข้าใจ ที่เรียกว่าประเจิดประเจ้อน่าจะเป็นผู้ใหญ่อย่างวศินมากกว่า
กลางห้างสรรพสินค้า ผู้คนหนาตาและมีบอดี้การ์ดห้าคนเดินตามไม่ห้าง วศินโอบเอวเอื้องฟ้าไม่ห่าง ทำราวกับเอื้องฟ้าป่วยไข้ไม่มีแรง พูดคุยปกติไม่ได้จะต้องกระซิบกระซาบอย่างใกล้ชิด บางครั้งหอมแก้ม บางครั้งจูบกระหม่อม บางครั้งก็ดอมดมเรือนผมไปจนถึงใช้นิ้วเกี่ยวพันเล่น
และเอื้องฟ้าก็เชื่อว่าถ้าหากวศินกลืนกินเธอตรงนี้ได้เขาคงทำไปแล้ว
วศินประเจิดประเจ้อได้ไม่อายผีสางเทวดาหน้าไหนทั้งนั้น
“คุณพี่”
“ครับ”
“หนูกลัวค่ะ”
“กลัว? กลัวใคร?”
ยังมีหน้ามาถามอีกนะว่ากลัวใคร เธออยู่ใกล้ใครเธอก็กลัวคนนั้นแหละ
ก่อนหน้านั้นภาพลักษณ์ของวศินดูดีมีมาดมาก เขาดูเป็นคนที่ใครเข้าถึงได้ยาก แต่ถ้าเขาอยากเข้าถึงใครนั้นง่ายดายมาก เอื้องฟ้าสังเกตว่าลูกน้องทุกคนให้ความยำเกรงและเคารพวศินมาก เขาไว้เนื้อไว้ตัวไม่ค่อยพูดเล่นกับใครสักเท่าไหร่ ใครอยู่ใกล้มีเหงื่อตกกันบ้างล่ะ
แต่เวลาอยู่กับเอื้องฟ้าแตกต่าง ยิ่งเธอและเขามีความสัมพันธ์ทางกายและกฎหมาย วศินยิ่งเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปากว่ามือถึง หื่นกาม บางครั้งก็หวานโรแมนติก และตอนนี้วศินทำให้เอื้องฟ้ารู้สึกว่ากำลังโดนตาแก่ลวนลาม
เธอกลัวจนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เขากลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“บอกพี่ได้นะ พี่จะจัดการมันเดียวนี้”
“หนูอยากกลับแล้วค่ะ”
“ทำไมล่ะ พี่ตั้งใจพาหนูมากินไอศกรีมนะ”
ยิ่งถามยิ่งตอกย้ำ เอื้องฟ้าตวัดตามองค้อนวศินโดยที่เธอไม่รู้ตัว แต่วศินเห็นเต็มสองตา สร้างความแปลกใจระคนสงสัยให้เขามากทีเดียว เขาไม่ได้หาคำตอบ จิตใต้สำนึกบอกให้เขาต้อง ‘พาเอื้องฟ้ากลับ’ ตามความต้องการของเธอ
เอื้องฟ้าแกะมือแกะแขนเขาไม่ให้โอบกอดเธอ จากนั้นเธอก็เดินนำหน้าลิ่วๆ มองตามหลังหญิงสาวไป ขณะที่กวาดสายตามองรอบบริเวณ เอื้องฟ้าอาจเจอครอบครัวใจร้ายของเธอ นั่นจึงทำให้เธอกลัวจนอยากกลับบ้าน
วศินไม่ได้คิดว่าเอื้องฟ้ากลัวเขา เพราะเขาคือบุรุษที่ผู้หญิงครึ่งค่อนประเทศอยากอยู่ใกล้
“สั่งไอศกรีมกลับด้วยนะ”
“เอาเยอะไหมครับ”
“ทั้งร้านเท่าที่มี”
“ครับ”
ใจดีและเอาใจใส่มากขนาดนี้ เอื้องฟ้าไม่รักไม่หลงเขาก็ให้มันรู้ไปสิ วศินเดินตามเอื้องฟ้าไป เธอเดินเร็วมาก เขาไม่เคยเห็นเอื้องฟ้าเดินจ้ำอ้าวขนาดนี้มาก่อน สงสัยเธอจะกลัวมากอยากหนีกลับเร็วๆ
“อยากแวะที่ไหนอีกหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ”
“พี่สั่งไอศกรีมไปส่งที่บ้านแล้ว เวลาหนูทำการบ้านเหนื่อยๆ จะได้มีของหวานกิน”
“ขอบคุณมากค่ะ”
“แค่นี้เหรอ”
“คะ?” เอื้องฟ้าหันมาหาคนที่นั่งข้างๆ ทำหน้างง แค่นี้เหรอ? ของวศินนั่นคืออะไร นิ่วหน้าเล็กน้อยขณะที่คิดหาคำตอบ นาทีต่อมาเอื้องฟ้าจึงได้เข้าใจ
เธอขยับไปนั่งใกล้วศินมากขึ้น ประนมมือแล้วไหว้ขอบคุณบนอกกว้างแกร่ง “ขอบคุณคุณพี่ค่ะ” วศินลูบศีรษะเอื้องฟ้าเบาๆ เขายิ้มไม่หุบ เอื้องฟ้าน่ารักและน่าเอ็นดูมาก
เธอเงยหน้าขึ้นมา เขาอดใจไม่ไหว จุมพิตบนหน้าผากนูนสวยแผ่วเบา เป็นอีกครั้งที่วศินทำตัวประเจิดประเจ้อไม่เกรงใจคนขับรถ เอื้องฟ้าหน้าแดงระเรื่อ วศินเห็นแล้วชอบใจใหญ่ เขากดศีรษะเธอให้ซบอกกว้างแกร่งอีกครั้ง เป็นที่หลบซ่อนความเขินอายให้เอื้องฟ้าอย่างเต็มอกเต็มใจ
กลับมาถึงคอนโด วศินไม่ได้ตามวอแวเอื้องฟ้า เธอยังคงทำงานบ้านเหมือนเดิม เอื้องฟ้าไม่ยอมให้วศินจ้างคนทำความสะอาดหรือจ้างคนทำอาหาร เธอจัดการเองทุกอย่าง และเขาต้องจ่ายเงินเดือนให้เธอด้วย
เป็นผู้หญิงมีศักดิ์ศรี ทำงานแลกเงิน ทั้งที่เป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของเขาแล้วแท้ๆ วศินยินดีเป็นพ่อบุญทุ่ม แต่ต้องตามใจเอื้องฟ้าไปก่อน
Rrrrrrrrrrrrrr
ขณะที่นั่งเช็คอีเมลก็มีสายเรียกเข้าดังขึ้น ธานินทร์เป็นผู้โทรเข้ามา วศินไม่ได้มีธุระจึงไม่ปฏิเสธสายเรียกเข้าของธานินทร์ รีบกดรับทันที ทั้งที่รู้วาธานินทร์โทรมาไร้สาระกับเขา
“เดี๋ยวนี้ทำตัวมีลับลมคมในนะวศิน”
“ถ้านายปล่อยวางเรื่องคนอื่น หัวนายมันคงไม่รู้สึกหนักแบบนี้”
“ปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยน แสดงว่านายสบายดี”
ความจริงแล้วตั้งใจโทรมากวนประสาทวศินเพื่อเช็คให้แน่ใจว่า วศินยังสบายดีไม่เจ็บป่วย หากจะถามไถ่กันเหมือนคนปกติก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่แนวถนัด แต่กับผู้หญิงธานินทร์ทั้งถามและช่วยตรวจไข้ให้อย่างละเอียดทุกซอกมุมของร่างกาย
เขานี่ช่างเป็นคนสองมาตรฐานได้อย่างน่ารักน่าชัง
“ก็สบายดีทุกวัน”
“ออกมาสังสรรค์กันหน่อยไหม Gen Club ที่เดิม ไหนๆ ก็ว่างกันครบทีมแล้ว”
“นายยังไม่เข็ดสินะ”
“วันนั้นน้องพนักงานคนสวยคงทำนามบัตรของฉันหล่นหาย เธอไม่ได้ตั้งใจเทฉันหรอกน่า ให้ตายเถอะ ฉันหล่อเหมือนซุปเปอร์สตาร์แบบนี้ ใครจะกล้าเทได้ลงคอวะ”
ธานินทร์ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้วศินกำลังแสะยิ้มเย้ยหยันอยู่ วศินไม่ได้อธิบายอะไร ปล่อยให้ธานินทร์หลงตัวเองต่อไป ระหว่างนั้นเขามองเห็นเอื้องฟ้า วศินตวัดตามองมายังนาฬิกาแล้วจึงลุกขึ้นยืนเดินเข้าครัวไปหาเอื้องฟ้า ขณะที่ยังเอาโทรศัพท์แนบหู
วศินพูดเสียงดังมากกว่าปกติจนคนที่อยู่ในสายถึงกับงง
“เพลาได้เพลานะธานินทร์ ฉันอยากให้นายมีสาระและโฟกัสเรื่องงานมากกว่า ฉันจะไม่ออกไปดื่มกับนายและพฤกษ์ในวันนี้ ชอบชวนไปดื่มอยู่เรื่อย”
“อะไรวะวศิน ไม่ไปก็ไม่ไปสิวะ ทำไมต้องทำอารมณ์เสียแล้วด่าฉันด้วย แล้วนายจะพูดเสียงดังทำไม ฉันแสบแก้วหูนะโว้ยยยย!!!”
“ก่อนที่นายจะโฟกัสเรื่องเหล้าและเรื่องผู้หญิง นายต้องโฟกัสงานที่ฉันให้มันเสร็จซะก่อน อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่านายเช่าเครื่องบินเหมาลำทำอะไร ระวังข่าวบ้าง หุ้นดิ่งลงเหวฉันจะตบกบาลนายให้หลุดออกจากคอ”
“อ๊ากกกกกกก!!!!”
วศินกดตัดสาย หัวเราะในลำคอน้อยๆ ก่อนจะเปิดตู้เย็น ทำท่าหยิบขวดน้ำ เทใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่ม เขาทำเหมือนว่าที่เข้ามาห้องครัวเพราะมาหาน้ำดื่ม
และพอดื่มน้ำเสร็จวศินก็มาวอแวกับเอื้องฟ้าต่อทันที
+++++++++++++++++
เอื้องฟ้าไม่ได้ไปเรียนวันเสาร์ อยู่คอนโดก็ทำงานบ้าน ซักเสื้อผ้า เปลี่ยนชุดเครื่องนอน และทำอาหารมื้อกลางวันพร้อมของว่างไปให้วศิน ไม่รู้วศินเป็นอะไร เขาถึงได้ขอให้เธอทำอาหารมื้อกลางวันไปส่งให้ที่บริษัท เอื้องฟ้าคิดว่าหากซื้อกินเองน่าจะสะดวกมากกว่า แถมอาหารที่เธอทำมันก็เทียบไม่ได้กับอาหารที่เขาทานอยู่ประจำ
แต่วศินต้องการแบบนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้
เอื้องฟ้าทำเมนูง่ายๆ ต้มยำปลาซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่ามันคือปลาอะไร แต่เห็นมีในตู้เย็นจึงเอามาทำให้วศิน ส่วนอีกเมนูก็เป็นหน่อไม้ฝรั่งผัดกุ้ง เอื้องฟ้าทำเมนูง่ายๆ เพราะเมนูยากๆ เธอทำไม่เป็นนั่นเอง
ส่วนของว่างเป็นเค้กส้ม แน่นอนว่าความสามารถเธอไม่ถึงขนาดที่จะทำเค้กส้มได้ มันมีอยู่ในตู้เย็น ความจริงแล้วมันคือของว่างกินเล่นของเอื้องฟ้า มันเหลือเยอะมาก วศินเหมาไอศกรีมให้ซะเยอะ เอื้องฟ้าชอบกินไอศกรีม เธอจึงแบ่งเค้กส้มที่เหลือในตู้เย็นให้เขากิน และเอื้องฟ้าชงกาแฟสดจากเครื่องชงกาแฟให้วศินด้วย
เธอแพคของใส่ภาชนะอย่างดี จากนั้นก็ไปอาบน้ำแล้วให้บอดี้การ์ดขับรถไปส่ง
เอื้องฟ้าเดินมาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ พนักงานคงได้รับการอบรมมาดีมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความกระตือรือร้น เอื้องฟ้าเดินเข้ามาคนเดียว บอดี้การ์ดที่มาด้วยกำลังเอารถไปจอด
“ติดต่อธุระอะไรคะ”
“มาพบคุณวศินค่ะ”
“ได้นัดเอาไว้หรือเปล่าคะ”
“ฉันเอาข้าวมาส่งค่ะ”
พนักงานประชาสัมพันธ์ทำหน้าแปลกใจ ทำงานมานานจนพอรู้ว่าวศินไม่เคยมีคนส่งข้าวส่งน้ำให้ถึงบริษัท หากวศินอยากกินมื้อกลางวันที่บริษัท ก็จะมีบอดี้การ์ดคนสนิทจัดการเรื่องอาหารให้
แล้วผู้หญิงคนนี้.....
สายตาของพนักงานประชาสัมพันธ์เริ่มมองเอื้องฟ้าเปลี่ยนไป ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้หญิงมาขอพบวศินที่บริษัท ซึ่งวศินไม่รับแขกผู้หญิง พนักงานประชาสัมพันธ์คิดว่าเอื้องฟ้าคงกำลังตามตื้อวศินอยู่ ฉะนั้นเธอจะปล่อยให้เอื้องฟ้าขึ้นไปสร้างความรำคาญให้เจ้านายไม่ได้ พนักงานประชาสัมพันธ์กลัวโดนเด้งออกจากงาน
“ขอโทษนะคะที่ดิฉันให้คุณเข้าพบท่านประธานไม่ได้ หากไม่ได้นัดเอาไว้ล่วงหน้า”
“คุณวศินสั่งให้ฉันนำอาหารมาส่งที่นี่ค่ะ”
“ตอนนี้ท่านประธานน่าจะประชุมยังไม่เสร็จ”
เอื้องฟ้าลองโทรหาวศินด้วยเบอร์ส่วนตัว แต่วศินปิดเครื่องโทรศัพท์ เขาคงจะนั่งประชุมจริงๆ เอื้องฟ้าไม่รู้จะทำยังไง บอดี้การ์ดที่มากับเธอก็คงนั่งรออยู่ที่รถ
“คุณมีเบอร์ติดต่อบอดี้การ์ดคนสนิทของคุณวศินไหมคะ”
“ไม่มีค่ะ แต่ดิฉันมีเบอร์ผู้ช่วยเลขานะคะ”
“ช่วยโทรให้หน่อยได้ไหมคะ”
พนักงานประชาสัมพันธ์ทำท่าลังเลใจ แต่สุดท้ายก็พยักหน้ายอม ต่อสายโต๊ะผู้ช่วยเลขาให้เอื้องฟ้า รอสายไม่เอื้องฟ้าก็ได้คุยกับผู้ช่วยเลขา
“สวัสดีครับผมฐากูรผู้ช่วยเลขาครับ”
“ฉันเอาอาหารมาส่งให้คุณวศินค่ะ”
“ปกติท่านประธานไม่รับแขกผู้หญิงครับ เพื่อความแน่ใจว่าคุณไม่ใช่ผู้หญิงที่มาตามตื้อท่านประธาน รบกวนแจ้งชื่อและความเกี่ยวข้องกับท่านประธานด้วยครับ”
“เอื้องฟ้า อัครบดินทร์ เป็น...เป็น...” เอื้องฟ้าตะกุกตะกัก จะให้บอกว่าเป็นภรรยาก็ยังไม่ได้เปิดตัวเป็นทางการ ถึงนามสกุลเดียวกันก็เถอะ แต่คนก็อาจจะคิดว่าเธอมโนก็ได้
“เป็นอะไรครับ”
“ฉันเป็นหลานสาวของคุณลุงวศินค่ะ บอกคุณลุงด้วยนะคะว่าหลานสาวมารอนานแล้วค่ะ”
“สักครู่นะครับ เดี๋ยวผมโทรกลับ”
ลูกน้องคนใกล้ชิดรู้จักคนในตระกูลอัครบดินทร์ทุกคน แต่ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อของเอื้องฟ้า ฐากูรแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็รับเรื่องเอาไว้ แล้วรีบดำเนินการโดยเร็ว บางทีข้อมูลที่เขาทราบอาจตกหล่น เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ ฐากูรจะต้องระมัดระวังเรื่องการทำงานไม่ให้บกพร่อง
เขาจดชื่อของเอื้องฟ้าเอาไว้แล้วระบุว่าเป็นหลานสาวของวศินเพื่อจดจำ
ก๊อก!! ก๊อก!! ก๊อก!!
ฐากูรเห็นคนทยอยเดินออกจากห้องประชุม รอให้ทุกคนเดินออกจนหมดฐากูรจึงเคาะประตูก่อนเปิดเข้าห้องประชุมไป วศินกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ โดยมีชนาธิปเลขานั่งประกบอยู่ด้านข้าง
“มีอะไรฐากูร”
“หลานสาวท่านประธานมาขอพบครับ”
“หลานสาว? บ้าเหรอ ฉันไม่มีหลานสาวนะ”
“แต่เธอแจ้งว่าเป็นหลานสาวนะครับ ยังเรียกท่านประธานว่าคุณลุงวศินอยู่เลย”
“ฉันไม่แก่ขนาดนั้น”
“เธอรออยู่ข้างล่างครับและเอาอาหารมาส่งด้วย”
“อาหารเหรอ?”
“ครับ”
วศินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ รีบลุกขึ้นแล้วเดินดุ่มๆ ออกจากห้องทำงานไปท่ามกลางสายตางุนงง ฐากูรต้องโทรกลับไปหาเอื้องฟ้า แต่เขาจะบอกเอื้องฟ้ายังไงล่ะ เจ้านายเล่นหุนหันพลันแล่นออกไปแบบนี้
“ผมต้องโทรไปให้คำตอบกับผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นหลานสาวของท่านประธาน”
“ก็รีบไปจัดการ” ชนาธิปบอกผู้ช่วยเลขา
“ท่านประธานยังไม่ให้คำตอบเลยนะครับว่าต้องการพบหรือไม่”
“คำตอบคือผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หลานสาวและนายก็ต้องโทรไปเชิญเธอกลับบ้านซะ”
“ครับคุณชนาธิป”