บทที่2 ผู้ใหญ่รังแกเด็ก

2477 Words
วันศุกร์รายชื่อนักเรียนได้ทุนการศึกษาถูกประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อย เทพธิดาดาวซวยยังคงรักษาสถิติซวยซ้ำซวยซ้อนเอาไว้อย่างมั่นคง ไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้ เอื้องฟ้าเสียใจ แต่เธอทำดีที่สุดแล้ว ไม่ได้ก็คือไม่ได้ เธอต้องทำใจและยอมรับมัน แต่ถึงอย่างนั้น ในเช้าวันเสาร์มันทำให้เธอตื่นมาตาบวมได้เหมือนกัน ใช่แล้วล่ะ เมื่อคืนเธอนอนร้องไห้ หลากหลายเรื่องมันผสมปนเป ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน เธอไม่ใช่ฮีโร่จอมแกร่ง เอื้องฟ้ารู้สึกว่าช่วงนี้เธอรู้สึกอ่อนแอมากเป็นพิเศษ แต่เพราะผ่านนอกเธอดูเป็นคนนิ่งเงียบ บุคลิกเย็นชาจอมหยิ่ง ไม่มีใครรู้หรอกว่าข้างในของเธอมันเปราะบางมากแค่ไหน “นายท่านอยู่ข้างในนะครับ” “ค่ะ ฉันจะพยายามทำเสียงเบาให้มากที่สุด” “คุณเอื้องฟ้าทำความสะอาดข้างนอกก่อนก็ได้ครับ เสาร์อาทิตย์นายท่านตื่นสายประมาณ 9-10 โมงเช้า” “ได้ค่ะ” เอื้องฟ้ารู้สึกงงเล็กน้อย ในเมื่อชลบอกว่าเจ้านายเขาตื่นสาย แต่เมื่อเธอเดินเข้ามาก็พบกับวศินนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟอยู่ในโถงรับแขก ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอ เอื้องฟ้าจึงเดินเข้าไปหา “สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้ วศินพยักหน้ารับไหว้เธอ เขาทำทีเป็นเมินเฉยต่อร่องรอยความเศร้าเสียใจของเอื้องฟ้า ทั้งที่เป็นห่วง แต่เล่นบทผู้ใหญ่รังแกเด็กไปแล้ว ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้และเขาไม่ชอบย้อนอดีตซะด้วย “เช้าแบบนี้กินอะไรมาแล้วหรือยัง” “เรียบร้อยแล้วค่ะ” “คุณดูเพลียๆ นะ ไหวหรือเปล่า” “ไหวค่ะ” “งั้นเริ่มงานเลยจะได้กลับไปพักผ่อน วันนี้ท้องฟ้าครึ้มด้วย เสื้อผ้าซักตากแล้วค่อยรีดพรุ่งนี้” “ค่ะ ฉันขอตัวทำงานก่อนนะคะ” ไม่โอ้เอ้ให้เสียเวลา เอื้องฟ้ารู้ทุกซอกทุกมุมของที่นี่ เธอเดินไปจัดการกับเสื้อผ้าก่อน ตะกร้าเสื้อผ้าถูกแยกเอาไว้หมดแล้วเพิ่มความสะดวกให้เอื้องฟ้า ระหว่างรอเสื้อผ้าในเครื่องซักอบแห้งเสร็จ เอื้องฟ้าก็เอาเวลาตรงนั้นไปทำความสะอาดส่วนอื่น ขะมักเขม้นทำงานหัวหมุน เดินไปเดินมา เข้าห้องนั้น ออกห้องนี่ เจ้าของห้องก็นั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน วันนี้เขาให้เธอทำความสะอาดห้องทำงานเขาด้วย นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องนั่งที่เดิมอยู่ก็เป็นได้ “เสร็จแล้วเหรอ” “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ” “ดูเหมือนว่าคุณจะกลับไม่ได้แล้วล่ะ ฝนเทลงมาอย่างหนัก” เขาหันไปยังผนังกระจก มองเห็นวิวทิวทัศน์ทั่วกรุงเทพมหานคร ฝนตกแรงและฟ้าร้องคำราม เอื้องฟ้าพิจารณาฝนฟ้าอากาศข้างนอก ไม่ว่ามันจะตกแรงหรือไม่อย่างไรเธอก็ไม่สมควรอยู่ที่นี่นาน “ฉันกลับได้ค่ะ” “ผมจะออกไปข้างนอกพอดีเดี๋ยวผมขับรถแวะไปส่ง แต่ก่อนจะออกไปข้างนอกตอนนี้ผมหิวมาก คิดว่าคุณเองก็หิวเหมือนกัน คุณทำอาหารเป็นหรือเปล่า” “ทำเป็นแค่อาหารทำธรรมดาค่ะ” อาหารธรรมดาที่คนทั่วไปกิน แต่คนรวยระดับนี้คงไม่มีทางกินมันแน่ นั่นเพราะเงินเขาเยอะ จึงสามารถเลือกเมนูอาหารที่ดีให้ตัวเองได้ ในขณะที่คนเงินน้อยอย่างเธอ แค่ไข่เจียวก็เพียงพอแล้ว เอื้องฟ้าต้องบอกให้วศินได้รู้ หากเขาจะให้เธอทำอาหารแบบเชฟมิสลิน เขาคงต้องผิดหวังแล้วล่ะ “ทำอาหารธรรมดาแบบของคุณให้ผมกินได้ไหม” “ได้ค่ะ” “ทำเผื่อตัวเองด้วยล่ะ วันนี้เราคงต้องนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกัน” รู้ว่าเอื้องฟ้ามีคำถาม รู้ว่าเธอต้องปฏิเสธ เขารู้ทุกอย่างนั่นแหละ ดังนั้นเมื่อพูดเอาแต่ใจตัวเองเสร็จ วศินก็หนีเข้าไปหลบตัวอยู่ในห้องทำงาน เอื้องฟ้าเป็นคนมีมารยาทแถมยังไม่พูดมาก เขาก็รู้อีกว่าเอื้องฟ้าจะไปทำกับข้าวแทนที่จะเดินตามเขามา ไข่เจียวกรอบ ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ ผัดหน่อไม้ฝรั่งกุ้ง ข้าวสวยร้อน เธอตักแบ่งแยกเป็นสัดส่วนของเขาและของเธอ นั่นแปลว่าเขาได้นั่งกินข้าวกับเอื้องฟ้า แต่กินใครกินมัน ผู้หญิงคนนี้เหนือความคาดหมายอีกแล้วสินะ “อาหารธรรมดาของคุณผมเคยกินมันนะ แต่มันจะธรรมดาหรือไม่นั่นก็อยู่ที่รสชาติและคนทำด้วย” “ค่ะ” หากเป็นผู้หญิงคนอื่น เขาพูดมาขนาดนี้เธอคงถามต่อว่า ‘อาหารที่ฉันทำมันธรรมดาไหม’ ขณะเดียวกันก็คาดหวังคำตอบว่า ‘มันไม่ธรรมดา เป็นเมนูที่วิเศษและอร่อยมากที่สุด’ แต่เพราะเธอคือเอื้องฟ้า เธอจึงพูดแค่คำว่า ‘ค่ะ’ คำเดียว วศินเองก็ไม่ใช่คนพูดมากเท่าไหร่นัก ทว่านับตั้งแต่ได้รู้จักเอื้องฟ้า เขาก็กลายเป็นคนพูดมากไปซะแล้ว เพื่อให้เธอได้พูดตอบโต้กับเขา วศินเป็นคนมีความพยายามมากทีเดียว เกิดความเงียบขึ้น เมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อจนกระทั่งกินเสร็จ วศินคนเดิมที่เป็นผู้เริ่มต้นบทสนทนา “ขอบคุณสำหรับอาหารนะ อร่อยและผมชอบมันมาก” “ได้วัตถุดิบจากตู้เย็นของคุณค่ะ อาหารมื้อนี้ขอบคุณมากนะคะ” เธอยกจานอาหารทั้งหมดไปแยกเศษอาหารแล้วเอาจานเข้าตู้ล้างอัตโนมัติ จากนั้นก็มาเช็ดทำความสะอาดโต๊ะอาหารต่อ ก่อนจะเดินกลับมาเอาจานจากตู้ล้างอัตโนมัติไปเก็บ เสร็จแล้วจึงเดินมาหาวศิน ก่อนจะออกไปข้างนอกด้วยกัน ท่ามกลางความงุนงงของบอดี้การ์ด “นายท่านมีธุระที่ไหนวะชล” “ทุกวันนี้ฉันเหมือนคนทำงานบกพร่องยังไงก็ไม่รู้” “ได้ยินมาว่านายท่านสั่งบอดี้การ์ดไปจัดการบางอย่างเกี่ยวกับคุณเอื้องฟ้า” “เรื่องทุนหรือเปล่า นายท่านไม่ได้ให้ทุนคุณเอื้องฟ้า ทั้งที่เธอน่าสงสารแถมยังทำคะแนนสอบได้ดี ชีวิตของเธอตอนนี้สมควรได้ทุนการศึกษาสุดแล้ว ดูสิ....นายเห็นตาเธอใช่ไหม บวมและแดงขนาดนั้นคงเสียใจมาก” บอดี้การ์ดเป็นอาชีพที่มีไหวพริบดี วางแผนป้องกันเก่ง เคลื่อนไหวเร็ว เก่งเรื่องการต่อสู้และใช้อาวุธ ที่ขาดไม่ได้คือการสังเกตผู้คน เมื่อเช้าชลเห็นสภาพเอื้องฟ้า บอกตรงๆ ว่าสงสาร เขาไม่เข้าใจว่าเจ้านายของเขาทำไมต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กด้วย “ไม่ใช่ เอาเป็นว่าฉันได้ยินมาปากต่อปากเลยไม่กล้ายืนยัน แต่ถ้าบอกแล้วนายเหยียบเอาไว้เลยนะ” “โอเค ฉันจะเหยียบให้มิดเลย” ตฤณขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเรื่องที่บอดี้การ์ดเหล่าต่อๆ กันมา เขายังไม่ปักใจเชื่อ คำสั่งถูกสั่งออกไปแล้ว แต่ตฤณที่รู้จักเจ้านายตัวเองดี จึงคิดว่าบอดี้การ์ดน่าจะอำกันเล่นมากกว่า “ให้ตายฉันก็ไม่เชื่อ นายท่านไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องแบบนั้น” “ฉันก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าพรุ่งนี้คุณเอื้องฟ้าไม่มาทำงาน นั่นแสดงว่าเราสองคนรู้จักเจ้านายตัวเองน้อยเกินไป” +++++++++++++++++ อาสาขับรถมาส่งโดยให้เหตุผลว่ามีธุระต้องออกมาข้างนอกพอดี และเพราะฝนตกหนักมาก วศินจอดรถหน้าตึกโครงการที่เอื้องฟ้าอาศัยอยู่ จากนั้นเขาก็เดินถือร่มอ้อมมาเปิดประตูรับเธอ พาเดินไปส่งถึงข้างใน เอื้องฟ้าเข้าใจการกระทำของวศิน ไม่ได้คิดไกลอื่นนอกจาก คนผู้หนึ่งที่มีจิตใจดีเอื้อเฟื้อน้ำใจต่อผู้หญิงตัวเล็ก กล่าวขอบคุณและกล่าวลา แต่พระเจ้าเล่นตลกกับชีวิตเธออีกแล้ว เมื่อเอื้องฟ้าเปิดประตูเข้ามาในห้อง พบว่าข้าวของถูกรื้อค้นกระจุยกระจายไปหมด ห้องที่จัดอย่างเป็นระเบียบ ตอนนี้เละเทะไม่มีชิ้นดี เอื้องฟ้าไม่มีศัตรูที่ไหน นอกจากครอบครัวปชาบดีที่จงเกลียดจงชังเธอ “ไหนบอกว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้วยังไง” เอื้องฟ้าไปหานิติบุคคลเพื่อบอกเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วขอกล้องวงจรปิด แต่ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อกล้องวงจรปิดมันเสีย หากทว่ามีสิ่งที่ทำเอาเอื้องฟ้าล้มทั้งยืน ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เมื่อคอนโดที่เธออยู่และคิดว่ามันเป็นของเธอ ตอนนี้มันได้ถูกขายคืนโครงการแล้วเรียบร้อย “พี่ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้แจ้งน้องเอื้องฟ้า พี่เห็นว่าชื่อเจ้าของคอนโดและเบอร์ติดต่อเป็นของคุณไพโรจน์พี่ก็เลยโทรไปเบอร์นั้น และเรื่องมันกะทันหันมาก พี่เป็นแค่นิติบุคคลธรรมดาเลยไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าทางผู้บริหารเขาคิดจะทำอะไรกันอยู่” “คุณพ....” เมื่อกำลังจะหลุดปากเรียกไพโรจน์ว่าพอก็ต้องชะงักแล้วพูดใหม่ “คุณไพโรจน์ขายมันจริงๆ เหรอคะ” “ใช่ค่ะ ถ้าหากเป็นพี่ก็ขายนะ เพราะเจ้าของโครงการซื้อคืนในราคาที่มากกว่าเดิมถึงสองเท่า เพื่อนพี่ที่อยู่ตึกเดียวกับน้องเอื้องฟ้าก็ยอมขายเหมือนกันนะ ตอบตกลงปุบจ่ายเงินปับ” “หนูอยู่ได้ถึงวันไหนคะ” “สิ้นเดือนนี้จ๊ะ” “ขอบคุณมากค่ะ งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ” เอื้องฟ้ากลับมาที่ห้องของตัวเอง เดินไปดูปฏิทิน สิ้นเดือนนี้ที่ว่าเหลือเวลาอีกแค่สามวันเท่านั้นเอง เธอจะหาห้องเช่าทันได้ยังไง ไหนจะเรียนไหนจะทำงาน คิดแล้วก็เหนื่อยล้า ทำไมพ่อและแม่ต้องปล่อยให้เธอเกิดมาด้วยนะ ทั้งที่ไม่มีใครรักและต้องการเธอเลยสักคนเดียว เย็นวันนั้นหลังจากทำความสะอาดและจัดห้องตัวเองเสร็จ เอื้องฟ้าตั้งใจโทรหาไพโรจน์เพื่อขอคำอธิบายกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ ไพโรจน์ปิดเครื่องหรือไม่ก็อาจบล็อกเบอร์โทรศัพท์ นี่คือคำอธิบายที่ชัดเจนแล้วล่ะ เอื้องฟ้าจึงตัดสินใจโทรหาวศินเพื่อลางาน “คุณทำธุระเสร็จค่อยมาทำงานก็ได้” “ฉันคงไม่ได้ทำงานสักระยะค่ะ” “ทำไม” “ฉันต้องหาห้องเช่าใหม่ให้ทันสิ้นเดือนค่ะ ขอโทษคุณวศินด้วยนะคะ” “อีก 3 วันก็สิ้นเดือนแล้วจะหาห้องเช่าทันได้ยังไง” “ฉันต้องพยายามค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” “โอเค ถ้าหากคุณหาห้องเช่าไม่ได้ โทรหาผมได้นะ” “ขอบคุณค่ะ” ไม่รู้ว่าเขาพูดไปตามมารยาทหรือเปล่า แต่จากที่ได้รู้จักวศิน คำพูดและการกระทำของเขา แสดงให้เห็นว่าเขามีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์มาก เอื้องฟ้าไม่คิดขอความช่วยเหลือ แต่เธอก็ซาบซึ้งในน้ำใจของวศิน ภายในสามวันเอื้องฟ้าไปเรียนปกติแต่ไม่ได้ทำงานที่ไหน เธอวิ่งวุ่นกับการหาห้องเช่าตามอพาร์ตเมนต์ มีห้องว่างเยอะเมื่อหาในเว็บ แต่พอไปถึงอพาร์ตเมนต์กลับพบว่าห้องว่างที่เคยมีบางที่ก็ถูกจองและบางที่ก็มีคนเข้าอยู่แล้ว สรุปว่าสามวันที่สูญเสียไปเอื้องฟ้าไม่ได้อะไรเลย และวศินก็โทรเข้ามาหาเธอ “ผมเป็นห่วงเลยโทรมาถาม คุณเป็นยังไงบ้าง หาห้องได้ไหม” “ไม่ค่ะแต่พรุ่งนี้อาจจะได้ค่ะ” “คุณบอกว่าต้องย้ายออกสิ้นเดือนไม่ใช่เหรอ” “ค่ะ” “ผมอยู่หน้าคอนโดคุณ ลงมาหาผมหน่อยสิ ถ้าคุณไม่ได้ไปไหนต่อ พอดีผมแวะกินข้าวผ่านมาทางนี้เลยแวะมาหาคุณด้วย” เหตุผลของเขาฟังขึ้น เมื่อเขาพูดมันกับผู้หญิงที่ไม่หลงตัวเองและเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างเอื้องฟ้า เธอไม่คิดว่าเขากำลังจีบหรืออ่อยเธออยู่ แต่เธอคิดว่าเขาคือคนมีน้ำใจคนหนึ่งเท่านั้นเอง “คุณมาถึงนานแล้วเหรอคะ” “ผมเพิ่งขับรถมาถึง” “รอสักครู่นะคะ” เอื้องฟ้าอยู่ในชุดนักศึกษา เธออยู่ชั้นสี่จึงลงมาหาวศินได้อย่างรวดเร็ว เขาจอดรถอยู่หน้าตึก คอนโดที่อยู่เป็นโครงการใหญ่ พื้นที่มาก มีตึกอยู่ทั้งหมดสี่ตึก คนอยู่มากจึงมีรถสัญจรไปมาอยู่ตลอดเวลา เอื้องฟ้าเดินข้ามถนนมาหาวศิน ด้วยความเร่งรีบของเธอ และด้วยความที่ถูกชะตากับความซวย ทำให้เธอสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกองกับพื้น รองเท้าแตะคีบราคาหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าขาด วศินที่นั่งมองอยู่ในรถยิ้มให้กับความซุ่มซ่ามของเอื้องฟ้า ก่อนที่เขาจะลงจากรถแล้วรีบวิ่งไปช่วยพยุงเธอ เธอได้แผลที่หัวเข่ามาด้วย แต่ไม่ร้องสักแอะเดียว เอื้องฟ้าดูชิวกับแผลมาก “ขอบคุณค่ะ” “ไม่เป็นไรใช่ไหม” “ไม่ค่ะ” “รองเท้าคุณขาด” “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังมีอีกหนึ่งคู่” “ผมมีเวลาไม่มาก” เขาพาเธอมานั่งคุยในรถเพื่อความเป็นส่วนตัว ที่นี่ไม่ได้มีแค่เขากับเธอ บอดี้การ์ดที่เขาสั่งให้ตามเอื้องฟ้าอยู่ห่างๆ ก็กำลังเฝ้ามองสถานการณ์ “เข้าเรื่องเลยนะ” “ค่ะ” “ไปอยู่กับผมไหม ยังไงผมก็จ้างคุณแล้ว ถ้าไปอยู่กับผม คุณทำหน้าที่เป็นแม่บ้านให้ผม ดูแลเรื่องทำความสะอาดและอาหารการกิน ผมจะจ่ายค่าจ้างให้คุณเป็นรายเดือน คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปหางานพิเศษเสริมที่ไหนอีก อยู่กับผมตลอดเวลาแค่นี้” “คุณสะดวกเหรอคะ” “คุณเป็นคนขยันและทำงานเก่งนะ แถมไม่ใช่คนที่ตื่นตาตื่นใจกับความหรูหรา ไม่หยิบจับของคนอื่น นอกจากผมจะสะดวกแล้วผมก็ยังชอบมากอีกด้วย ชอบคนที่ไว้ใจได้” “ค่ะ” “งั้นคืนนี้คุณก็ไปอยู่ที่คอนโดผมเลยก็แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าผมจะให้ลูกน้องมาเก็บของคุณไปไว้ที่คอนโดผม คุณคงเก็บของหมดแล้ว” “ขอบคุณมากนะคะ” “ผมมักดีลคนที่ไว้ใจได้มาอยู่กับผมเสมอ ผมกำลังทำเพื่อตัวเองอยู่” วศินให้เอื้องฟ้าไปเก็บเสื้อผ้าที่จำเป็น จากนั้นเขาก็พาเธอขับรถกลับคอนโดทันที ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบอดี้การ์ดเป็นคนจัดการต่อ เอื้องฟ้าได้นอนห้องข้างวศิน ห้องใหญ่พอๆ กับห้องเขา มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เอื้องฟ้าคิดว่าตอนนี้เธอกำลังเป็นแม่บ้านระดับเฟิร์สคลาส
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD