บทที่3 มีใจ มีเรา [18+]

2375 Words
ห้องนอนส่วนตัวของเอื้องฟ้ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ยกเว้นโต๊ะทำงาน ดังนั้นวศินจึงอนุญาตให้เอื้องฟ้าใช้ห้องหนังสือของเขาได้ เอื้องฟ้าแค่จะแกะลายมือไก่เขี่ยให้เป็นระเบียบเท่านั้น หากไม่ใช่งานที่ต้องใช้สมาธิมาก เอื้องฟ้าก็จะมานั่งทำการบ้านที่โถงรับแขก เธอนั่งบนพื้นแล้วใช้โต๊ะกลางโซฟารับแขกเป็นโต๊ะการบ้านซะเลย เอื้องฟ้ารีบแกะลายมือไก่เขี่ย เธอไม่ผัดวันประกันพรุ่ง วันนี้ยังจำรายละเอียดที่อาจารย์สอนได้ ฉะนั้นจึงเป็นวันที่แกะลายมือได้ง่าย เรียบเรียงและทบทวนใหม่ เอื้องฟ้าได้ความเข้าใจที่มากขึ้น “ทำไมถึงไม่ใช้ห้องหนังสือล่ะ โต๊ะทำงานก็มีพร้อม” “คุณวศินยังไม่นอนเหรอคะ” “ผมถามคุณก่อนนะ” “พอดีหนูแค่นั่งแกะลายมือตัวเองค่ะ ไม่ได้ใช้สมาธิหรือเวลามากมายอะไร ก็เลยออกมาทำงานข้างนอกค่ะ” เอื้องฟ้าอธิบาย เธอมองวศินเดินถือขวดไวน์และแก้วตรงมายังโถงรับแขก วันนี้เขาทำให้เธอเกร็ง เมื่อร่างหนาสูงเลือกนั่งโซฟาที่เธอใช้พิงหลัง แก้วและขวดไวน์ถูกตั้งลงบนโต๊ะ หากเอื้องฟ้าจะมองวศิน เธอจะต้องเอี่ยวคอไปด้านหลังแล้วเงยหน้าเล็กน้อย แน่นอนว่าเอื้องฟ้าไม่ทำอย่างนั้น เธอคิดว่ามันเป็นการเสียมารยาท ยิ่งกว่านั้นคือเอื้องฟ้าไม่ชอบสบตากับวศิน ความสนใจจึงโฟกัสไปยังสมุดเลคเชอร์แทน “หนูรบกวนเวลาคุณวศินหรือเปล่าคะ” “ผมสิต้องถามว่าผมรบกวนคุณหรือเปล่า” “ไม่ค่ะ” “ลายมือดูแตกต่างกันมาก สงสัยอาจารย์จะเป็นคนสอนไว” ไม่เพียงแค่พูด แต่ยังโน้มลำตัวลงมา เอื้องฟ้าใช้หางตามอง เห็นใบหน้าหล่อเหลาอยู่ระดับเดียวกันกับใบหน้าเธอ ระยะห่างเกือบเรียกว่า ‘หายใจรดต้นคอ’ เอื้องฟ้ารู้สึกปั่นป่วน แต่ภายนอกยังคงสงบนิ่งตามสไตล์ เธอลอบสูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วตอบ “ใช่ค่ะ” “ใกล้เสร็จแล้วหรือยัง” “อีกนิดเดียวค่ะ คุณวศินนอนดึกเหรอคะ” โดยปกติแล้ว เอื้องฟ้าไม่ใช่คนที่จะมาถามคำถามพวกนี้เลย แต่เพราะวศินทำให้เธอรู้สึกปั่นป่วน เธอจึงต้องผ่อนคลายสถานการณ์โดยการพูดคุย “ปกติผมนอนเที่ยงคืน” “เพิ่ง 2 ทุ่ม คุณวศินยังต้องทำงานต่ออีกเหรอคะ” “ครับ” “ดื่มแบบนี้ก็สามารถทำงานต่อได้เหรอคะ” “แค่ขวดเดียวทำอะไรผมไม่ได้หรอก” “คุณวศินคงคอแข็งมาก” “ข้อดีของคนคอแข็งคือไม่มีใครมอมเหล้าได้” “มีคนเคยทำแบบนั้นเหรอคะ” วศินรู้สึกชอบช่วงเวลานี้.....ช่วงเวลาที่เขาปั่นป่วนเธอได้สำเร็จ จนเธอกลายเป็นคนช่างถาม เอื้องฟ้าดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นเยอะ หากเขารู้ว่ารุกหนักแล้วมันมีผลลัพธ์ดีขนาดนี้ คงทำไปนานแล้ว “สมัยยังเป็นหนุ่มค่อนข้างมีเยอะ แต่ตอนนี้ผมมีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลังเลยไม่มีคนกล้าทำ แต่ถึงทำก็ไม่สำเร็จ ผมไม่ใช่คนที่ใครจะมาหลอกได้ง่ายๆ” “ค่ะ” แค่ ‘ค่ะ’ เท่านั้นเหรอ ทำไมถึงไม่ถามอะไรเพิ่มเติม โดยเฉพาะคำถามเรื่องผู้หญิง วศินอยากให้เอื้องฟ้าถามต่อ มันจะได้เข้าทางเขา อยากตอบคำถามเรื่องความโสดมาก ‘พี่ยังโสดอยู่นะหนู’ หากให้พูดออกไปโต่งๆ มันไม่ใช่นิสัยของเขา มีคำถามจึงมีคำตอบ แต่เธอจะตอบ ‘ค่ะ’ แล้วเงียบไปแบบนี้ไม่ได้ ความรู้สึกวศินคล้ายคนถูกทิ้งเอาไว้กลางทางอย่างไรอย่างนั้น เขาต้องพยายามหาเรื่องคุย ไม่ทำให้มันเกิดความเงียบนานจนเกินไป บรรยากาศเมื่อสักครู่มันกำลังดีอยู่แล้วเชียว ทิ้งไว้นานมันกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี วศินที่กำลังยกไวน์ขึ้นจิบนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ลองดื่มไวน์หน่อยไหม” “ที่คุณวศินดื่มเหรอคะ” เอื้องฟ้าไม่ได้มองเขา เธอหันไปมองขวดไวน์ที่ตั้งอยู่ทางด้านข้าง “ใช่” “ไม่ดีกว่าค่ะเดี๋ยวเมา” “รู้ไหมว่ามันทำมาจากองุ่น ถ้ามองให้มันเป็นน้ำองุ่นก็ไม่มีอะไรน่ากลัว รับประกันว่าอร่อยกว่าไอศกรีมเยอะ เผลอๆ ปีหน้าคุณไม่อยากกินไอศกรีมแต่อยากดื่มไวน์แทนใครจะไปรู้” “หนูคงไม่มีเงินซื้อหรอกค่ะ” “ผมคิดว่าคุณควรขอผมนะเอื้องฟ้า” วศินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหายไปไหนก็ไม่รู้ และไม่นานวศินก็เดินกลับมาพร้อมแก้วใหม่ ที่แท้เขาหายไปหยิบแก้วมาให้เธอนั่นเอง แต่เธอยังไม่ได้บอกเลยนะว่าเธอจะดื่มไวน์ ด้วยความที่อายุน้อยกว่าแถมวศินยังเป็นเจ้านาย อุตส่าห์เดินไปหยิบแก้วพร้อมรินไวน์ให้เรียบร้อย เอื้องฟ้าคงปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะ “ลองดูไม่เสียหาย ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องดื่มต่อ แต่ฝึกเอาไว้ก็ดีนะ อนาคตคุณอาจได้เข้างานสังคม งานปาร์ตี้ต่างๆ จะได้รู้ลิมิตตัวเองว่าควรดื่มมากน้อยแค่ไหน ผู้ชายสมัยนี้น่ากลัวกว่าที่คุณคิดนะ” “ขอบคุณค่ะ” วศินกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เมื่อเอื้องฟ้ารับแก้วถือไว้ เธอค่อยๆ จิบทีละนิดเพื่อชิมรสชาติ แต่เมื่อมีครั้งหนึ่งก็มีครั้งสองและครั้งสามจนกระทั่งหมดแก้ว วศินจึงรินให้ใหม่ เอื้องฟ้าไม่กล้าขอหรอก แต่เขารู้ว่าเธอชอบก็เลยรินไวน์เพิ่มให้เรื่อยๆ +++++++++++++++ วศินโน้มตัวลงมาอีกครั้ง ชะโงกหน้าไปใกล้ใบหน้าสวยเย็นชา จมูกดมกลิ่น สายตากวาดมองผิวเนียนละเอียดที่แดงระเรื่อเพราะฤทธิ์ไวน์ เอื้องฟ้าหันหน้ามามองเขา เธอไม่ได้พยายามหลบหน้าเหมือนทุกครั้ง ใบหน้าที่ห่างกันเพียงคืบเดียว สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของกันและกัน ดวงตาหงส์ที่ดูเหย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับกลายเป็นดวงตาหงส์หวานหยาดเยิ้มราวกับน้ำผึ้ง “เอื้องฟ้า” เสียงแหบพร่าเซ็กซี่มาก “ขา” เธอขานรับเสียงหวานหยดย้อย แค่ ‘ขา’ คำเดียวทำเอาคนฟังอ่อนระทวย แต่เอื้องฟ้าไม่รู้หรอกว่า เธอมีอิทธิพลกับความรู้สึกเขามากมายแค่ไหน เขาหวังว่าไวน์ที่เอื้องฟ้าดื่มไปมันจะทำให้เธอพูดมากและมีความกล้ากว่าปกติ หมับ!!....และเอื้องฟ้าไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง มือเรียวคว้าใบหน้าเขาเอาไว้ เธอคลี่ยิ้มแล้วลูบแก้มเขาพร้อมกับตบเบาๆ จากนั้นเธอก็จับหนวดเขาดึงเล่นเบาๆ “คิกๆ คิกๆ” เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงหัวเราะเอื้องฟ้า เธอน่ารักมากนะ แต่เธอคงไม่รู้ตัว “สนุกเหรอ” “ขา” “ขาอะไร” “คิกๆ คิกๆ” นอกจากคุยกันไม่รู้เรื่อง เอื้องฟ้ายังหัวเราะแล้วเล่นหนวดเขาอย่างไม่เกรงกลัวอีกด้วย เธอดูมีความสุข ซึ่งเขาไม่อยากขัดความสุขนั้น “สติไปหมดแล้วสินะ” “รู้ น่ารักค่ะ” “ผมเหรอ” “คุณวศินหล่อ” “ใครน่ารักล่ะ” “หนูค่ะ เอื้องฟ้าน่ารัก” ก็ไม่ถึงกับสติหายซะทีเดียว เพียงแต่เอื้องฟ้าควบคุมอารมณ์และคำพูดของตัวเองไม่ได้ หากในเวลาปกติเธอมักจะระมัดระวังการกระทำและคำพูด พอเมาก็แสดงออกในทางตรงกันข้าม “ใช่ เอื้องฟ้าน่ารัก” “ฮึก!” อยู่ดีๆ เธอก็สะอื้นแล้วก็ปล่อยโฮออกมา น้ำตาหลั่งไหลเป็นสายธาร “ฮือๆ ฮือๆ ฮือๆ” วศินคิดว่าคำพูดของเขาคงไปกระตุ้นต่อมความเศร้าเธอเข้า ผ่านโลกมากเยอะก็พอเข้าใจ เอื้องฟ้าคงเจออะไรมาเยอะเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ใหญ่ใจดี(คิดไม่ซื่อ)อย่างวศิน จึงอาสาอุ้มร่างบอบบางที่นั่งอยู่บนพื้นให้ขึ้นมานั่งบนตัก มอบอกกว้างแข็งแรงให้เธอได้ซบ “ฮือๆ ฮือๆ ฮือๆ” แขนข้างหนึ่งตวัดโอบรอบเอวบาง มืออีกข้างวางบนศีรษะเล็กแล้วลูบปลอบโยน เอื้องฟ้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ เธอช่างน่าสงสาร เพราะแบบนี้เขาจึงต้องรีบอุทิศตัวเองเพื่อเธอโดยเร็ว จะได้มีสิทธิ์หลายเรื่องในชีวิตของเธอ โดยไม่ต้องยับยั้งชั่งใจเมื่อต้องตัดสินใจและลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเอื้องฟ้า “คนเย็นชาอะไรขี้งอแงจัง” “ฮือๆ ม....ไม่มีใครรักหนู ฮือๆ น่ารักแล้วแต่ไม่มีใครรักหนูเลย ฮึกๆ ฮือๆ” “แบบนี้นี่เองเด็กน้อย” เขาเชยคางเรียวมนขึ้น เพื่อจะได้มองหน้าเธอได้ชัดๆ น้ำตานองหน้าแต่ก็ยังน่ามอง นิ้วมือหนาช่วยเกลี่ยน้ำตาออก เอื้องฟ้ามองเขาผ่านม่านน้ำตา เธอคงสับสนและว้าวุ่นใจอยู่ไม่น้อยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ พูดมากไม่พอยังกล้าจับหน้าจับหนวดเขาเล่น แถมยังร้องไห้งอแงเหมือนเด็กน้อย ตอนนี้ก็ยังทำเสื้อเขาเปียกและยังนั่งตักเขาอีกด้วย วศินรู้สึกว่าเอื้องฟ้าหน้าแดงมากกว่าเดิม เขามองเธอนิ่ง ราวกับว่าต้องการสะกดเธอเอาไว้ด้วยเสน่ห์เกินต้านทาน แค่จ้องตาก็ทำให้ฝั่งตรงข้ามอ่อนระทวย ยิ่งเอื้องฟ้าควบคุมสติตัวเองไม่ได้แบบนี้ ยิ่งง่ายสำหรับเขา ใบหน้าหล่อเหลามาดเข้มเลื่อนไปใกล้ชิด จนปลายจมูกเขาและเธอชิดกัน วศินกดปลายจมูกโด่งลงบนหน้าผากเพื่อหยั่งเชิง เมื่อคนบนตักไม่ปฏิเสธ จึงใช้ริมฝีปากแตะลงบนเปลือกตาทั้งสองข้าง ค่อยๆ ขยับมายังแก้มซ้ายและขวา ทำช้าๆ อย่างอ้อยอิ่ง จนกระทั่งถึงริมฝีปากนุ่มสีชมพู เขารอให้เอื้องฟ้าปฏิเสธแต่เธอกลับนิ่งเฉย วศินจึงลองเชิงอีกครั้งโดยการขบริมฝีปากนุ่มเบาๆ แค่นั้นแหละทำให้เอื้องฟ้าเอามือตีไหล่เขาเป็นการตอบโต้ แรงเท่ามด ไม่สะเทือนเขาหรอก “กัดปากหนูทำไมคะ” “ไม่ชอบให้กัดเหรอ” “ไม่ค่ะ” “งั้นทำอย่างอื่นได้ไหม” คนถูกถามที่อยู่ในอาการเมากรึ่มทำหน้างง ทำอย่างอื่นนี่คืออะไร วศินไม่รอให้เอื้องฟ้าปฏิเสธ ปิดปากเธอด้วยปากเขา กดแนบสนิทกัน เลียกลีบปากนุ่มแล้วดุนเบาๆ เชื่องช้าละเมียดละไม แม้ใจร้อนแต่ก็อดทนพาเอื้องฟ้าเดินไปทีละขั้นไม่ก้าวกระโดด โอบกอดเธอเอาไว้แล้วใช้มือลูบไล้กายสาวไปด้วย แผ่นหลัง เรียวแขน และเรียวขา เอื้องฟ้าสวมกระโปรงเป็นใจให้แก่เขา ขณะที่ลิ้นหนาแหย่เข้าไปในปาก มือหนาก็มุดหายเข้าไปใต้ชายกระโปรง เธอสั่นสะท้านวาบหวิว ความตื่นเต้นพลุ่งพล่าน เลือดสูบฉีดไหลเวียนเร็วแรงจนร้อนผ่าวไปหมด วศินเจ้าเล่ห์ใช้จูบหลอกล่อความสนใจ เพื่อที่เขาจะได้กระทำการล่วงเกินเธอโดยง่าย พระเอกสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องแสนดี ลูบไล้เรียวขาขยับมือเข้าไปจนถึงขอบกางเกงใน จากนั้นจับมันรูดดึงลง เพราะเธอนั่งจึงเกิดการติดขัด แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้มากประสบการณ์ ไม่นานกางเกงในจิ๋วก็รูดลงไปตามขาเรียว วศินดันขาเรียวให้อ้าออก จูบยังคงดูดดื่ม ความเก้กังงุ่มง่ามไม่ใช่ปัญหา เขานำพาเธอได้ ยิ่งเธอเมาเธอยิ่งหลงลืมตัว เอื้องฟ้ากระตือรือร้นกับบทเรียนแปลกใหม่ในชีวิต “อื้ออออ ~” เธอไม่รู้จักเสียงคราง แต่วศินกำลังทำให้เธอได้รู้จักมัน ตอนนี้เอื้องฟ้าก็เริ่มครางแล้ว เพราะเขาจูบเธอ เสียงครางของเธอมันจึงดังอยู่ในลำคอ ฝ่ามือหนาและร้อนผ่าว กอบกุมเนินเนื้อสาวเอาไว้ กดนิ้วโป้งลงบนปุ่มกระสั่นแล้วคลึงเบาๆ นิ้วชี้และนิ้วกลางเกลี่ยกลีบเนื้อใหญ่ ขยับมากรีดกรายกลางรอยแยกระหว่างกลีบทั้งสอง ถูไถขึ้นบนลงล่างจนเจิ่งนอง สัมผัสมีความลื่นไหลได้ดีเยี่ยม ขณะนั้นวศินถอนจูบ เอื้องฟ้าหอบหายใจกระเส่า วศินจูบขมับบอบบางแผ่วเบา เอื้องฟ้ามองไปยังกลางกายที่ถูกบุกรุก เธอพลุ่งพล่านวาบหวิวมากกว่าตกใจซะอีก “ชอบไหม” “ท....ทำ....ทำอะไร” “ทำให้เด็กหยุดร้องไห้” “หยุดแล้ว อ....อื้ออออ!!!” เธอครางแล้วแอ่นสะโพกไปด้านหน้าเข้าหามือวศิน เขาหัวเราะเอ็นดูเธอ มืออีกข้างจับขาเรียวหนึ่งข้างให้เหยียบโต๊ะ ทำให้เธอเปิดเผยความงดงามมากยิ่งขึ้น เขาสัมผัสได้ถนัดถนี่ขึ้น “อยากครางก็ครางสิ” “ลวนลามหนู อะ ~ อะ ~ อ๊าส์ ~” “คนเมาพูดเรื่อยเปื่อย” สุดสิ้นคำนั้น วศินทำให้เอื้องฟ้าได้รู้จักคำว่า ‘ครางดังลั่นห้อง’ เป็นยังไง นิ้วมือหนาเสียดสีเร็วแรงอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่เขาไม่ได้จับเธอเขย่า แต่เอื้องฟ้ากลับรู้สึกว่าร่างเธอมันสั่นสะเทือน “อ๊าส์ๆ อ๊าส์ๆ อ๊าส์ๆ” เสียงครางถี่ดังสลับกับเสียงลมหายใจหอบ “แฮ่กๆ แฮ่กๆ แฮ่กๆ” ในท้องรู้สึกมวนราวกับมีผีเสื้อกระพือปีกบิน ร่างกายตึงและเกร็ง เธอแอ่นสะโพกไปข้างหน้าจนสุด รู้สึกว่าร่างถูกโยนขึ้นไปข้างบน วศินประกบปากจูบดูดกลืนเสียงกรี๊ดร้อง เธอสั่นเทิ้ม พื้นที่เร้นลับมันกระตุก มีน้ำเมือกไหลเยิ้มออกมาเป็นทาง วศินยังไม่เอามือผละออกจากตรงนั้น เขายังสนุกกับการเขี่ยมันเล่นไปพร้อมๆ กับสำรวจตรวจตรา เอื้องฟ้ารู้สึกว่าความตึงเครียดถูกปลดปล่อย จากการกระทำวาบหวิวน่าอับอายที่วศินมอบมันให้แก่เธอ ริมฝีปากเผยอรับลิ้นเขาให้เข้ามาแหวกว่ายค้นหาความหวาน แขนสองข้างตวัดโอบลำคอหนาแน่น วศินจับร่างบางบนตักลุกขึ้นยืน ริมฝีปากปรนเปรอจูบไม่ห่าง นั่นก็เพื่อดึงความสนใจของเอื้องฟ้า ตอนนั้นเองที่เขายืนตามเธอแล้วถอดกางเกงลง ท่อนล่างเปลือยเปล่า แล้ววศินนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง อุ้มร่างบางขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอนกายลงนอน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD