เอื้องฟ้าดีใจที่ไพโรจน์รับนัด เธอแต่งตัวสวยกว่าทุกวัน มีกล่องของขวัญ มันคือสิ่งมีค่าทั้งทางใจและราคา เอื้องฟ้าตรากตรำทำงานหนักเพื่อของขวัญชิ้นนี้ เธออยากให้ไพโรจน์ภูมิใจในความมุ่งมานะที่เธอทำเพื่อพ่ออย่างไพโรจน์ แต่ดูเหมือนความมุ่งมานะเธอมันจะสูญเปล่าซะแล้ว นอกจากไพโรจน์จะไม่ยินดียินร้ายกับของขวัญ ยังปฏิเสธรับอีกด้วย
“ดูแลตัวเองได้แล้วสินะ”
“หนูทำงานอย่างหนัก เพื่ออยากให้ของขวัญวันเกิดคุณพ่อค่ะ”
“เธอไม่มีวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปชาบดี”
“หนูแค่อยากให้คุณพ่อเอ็นดูหนูบ้าง”
“แค่ฉันส่งเสียงเลี้ยงดูเธอจนอายุ 20 ปีมันก็น่าจะพอแล้วนะ”
“ถ้าหนูเรียนจบหนูจะต้องทดแทนบุญคุณคุณพ่อแน่นอนค่ะ”
ถึงแม้ไพโรจน์จะไม่ใส่ใจเธอเหมือนลูกที่เกิดจากภรรยาหลวง แต่ไพโรจน็มีบุญคุณส่งเสียค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ให้เธอตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก จนกระทั่งอายุยี่สิบปีบริบูณร์
“ครอบครัวของเราไม่ต้องการความกตัญญูจากเธอหรอกนะเอื้องฟ้า เวลาที่ผ่านมาและเศษเงินที่เสียไปของสามีฉัน ฉันจะถือซะว่าทำทานให้พวกเด็กไร้หัวนอนปลายเท้าก็แล้วกัน”
อุษามณีเลื่อนเก้าอี้นั่งข้างสามี แสะยิ้มขณะที่ดวงตามองเอื้องฟ้าอย่างดูแคลนระคนสมเพช ไม่มีใครเชิญอุษามณีมา เธอเชิญตัวเองมาที่นี่เพื่อทวงสัญญาที่สามีเคยให้ เมื่อไพโรจน์ไม่กล้าพอที่จะขับไสไล่ส่ง อุษามณีก็จะทำหน้าที่นั้นเอง
“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง”
อุษามณีเชิดหน้า ไม่รับไหว้ เอื้องฟ้าเคยชินกับการกระทำของอุษามณีที่แสดงออกต่อเธอ แม้รู้ว่าอุษามณีจะแสดงออกอย่างไร แต่เอื้องฟ้ายังมีมารยาทกับอุษามณีเสมอ
“คุณมาได้ยังไง วันนี้คุณมีนัดดื่มน้ำชากับเพื่อนไม่ใช่เหรอ”
“ฉันรู้ว่าคุณนัดกับเอื้องฟ้า ฉันเลยยกเลิกนัดกับเพื่อนเพื่อมาจัดการปัญหาที่ค้างคา คุณใจเย็นมากเกินไปและฉันเองก็ทนมามากเกินที่จะทนไหว”
“เอื้องฟ้ายังเรียนไม่จบ”
“คุณสัญญากับฉันว่าจะเลี้ยงดูเอื้องฟ้าจนถึงอายุ 20 ปี จากนั้นคุณจะไม่ใยดีเอื้องฟ้าอีก”
“มีอะไรก็ไปคุยกันที่บ้าน”
“ไม่ค่ะ” อุษามณียืนกราน หันหน้ามาทางเอื้องฟ้า ดวงตาของอุษามณีเหมือนมีลูกไฟอยู่ หากเผาเอื้องฟ้าให้มอดไหม้ได้คงทำไปแล้ว “เธอเสวยสุขบนความทุกข์ของฉันและครอบครัวมามากพอแล้ว ได้เวลาที่เธอจะต้องออกไปจากครอบครัวของเราได้แล้ว”
เอื้องฟ้าถูกผลักไสตั้งแต่ยังแบเบาะ แม่คลอดเธอออกมาแต่ไม่เลี้ยง ส่วนพ่อเลี้ยงเธอด้วยเงิน ไม่เคยอุ้ม ไม่เคยกอด ไม่เคยหอม และไม่เคยรักเธอเลย ดูเหมือนว่าทุกคนต้องการผลักไส ราวกับเธอเป็นตัวกาลกิณีอย่างไรอย่างนั้น
‘เธอเข้มแข็ง เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเอื้องฟ้า’ ปลอบใจตัวเอง พยายามอย่างยิ่งในการกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่ต้องการใช้ความอ่อนแอเรียกคะแนนสงสาร เพราะรู้ว่านอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว มันยังทำให้ได้รับความน่าสมเพชตามมาอีกด้วย
“คุณพ่ออยากให้หนูออกจากชีวิตของคุณพ่อเหรอคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“หนูถามคุณพ่อไม่ใช่คุณผู้หญิง”
“เด็กไร้มารยาท”
“พอเถอะอุษามณี” ไพโรจน์ห้ามปรามอุษามณี
นั่งอยู่ในร้านอาหาร แม้ระยะห่างระหว่างโต๊ะอาหารมันจะห่างกันมาก แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นส่วนตัว ยิ่งอุษามณีเป็นคนพูดเสียงดัง และยิ่งแขกน้อยเสียงพูดคุยยิ่งได้ยินชัดหากตั้งใจฟัง
“พอได้ยังไง ฉันไม่พอแน่ถ้าคุณคิดเก็บเด็กนี่เอาไว้ คุณอยากให้ฉันตรอมใจตายก่อนหรือไง ถึงจะผลักไสมันออกจากชีวิตของฉันกับลูกได้ เธอเองก็เหมือนกัน เลิกเข้ามาวุ่นวายกับครอบครัวฉันได้แล้ว หน้าด้านหน้าทน เธอคงหวังว่าคุณไพโรจน์จะยกสมบัติให้ล่ะสิ หึ....ทำมาเป็นอยากทดแทนบุญคุณ อย่าคิดว่าฉันรู้ไม่ทันเธอนะ หน้าตาใสซื่อแต่ก็คงเหมือนแม่เธอที่ชอบแย่งของคนอื่น”
“คุณอุษามณีไม่อาจคนบ้างหรือไง พอได้แล้ว”
“ถ้าต้องการให้ฉันพอก็ไล่มันออกไปจากชีวิตครอบครัวของเราก่อนสิ แค่ให้เงิน คอนโด และนามสกุลมันก็มากเกินพอแล้ว ฉันไม่รู้ว่าคุณมีความจำเป็นเก็บมันเอาไว้ทำไม หรือเพราะคุณรักและเอ็นดูมันกว่าลูกของเรา”
“ไม่ใช่อย่างนั้น คุณช่วยสงบปากสงบคำบ้างเถอะ”
“ฉันจะไม่หยุดจนกว่าคุณจะไล่มันออกไปจากชีวิตครอบครัวของเรา”
ไพโรจน์ลอบถอนหายใจ ยังจำคำสัญญาที่ให้เอาไว้กับอุษามณีได้ อย่างไรก็ต้องเลือกครอบครัว เอื้องฟ้าเป็นเหมือนส่วนเกิน เป็นความผิดของไพโรจน์ที่ครั้งหนึ่งเคยรักสนุก ทำให้ภรรยาผู้เพียบพร้อมและน่ารักกลายเป็นผู้หญิงร้ายกาจอย่างที่เห็น
และอุษามณีอดทนกับความทุกข์ทรมานมามากพอแล้ว เพื่อทำตามสัญญาและเพื่อทำให้อุษามณีมีความสุข ครอบครัวจะกลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม ไพโรจน์จึงจำเป็นต้องผลักไสลูกที่เกิดจากความผิดพลาดออกจากชีวิต
“ฉันและเธอเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก ฉันทำหน้าที่พ่อสิ้นสุดแล้วเอื้องฟ้า เราไม่มีบุญคุณต่อกัน ทุกอย่างที่ฉันให้ฉันไม่เอาคืน ค่าเล่าเรียนฉันจ่ายเอาไว้ล่วงหน้าจนกระทั่งเธอจบปริญญาตรี ส่วนที่เหลือเธอต้องจัดการเอง”
“ขอบคุณค่ะ”
อุษามณียิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนจะฉุดสามีลุกขึ้นยืน วางเงินค่าอาหารแล้วเดินควงแขนกันออกไป ทิ้งให้เอื้องฟ้านั่งเดียวดายกับความเสียใจ เธอไม่เคยพาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปชาบดีเลย เธออยู่ในที่ของเธออย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สิ่งที่เธอหวังไม่ใช่ทรัพสมบัติ แต่เป็นความรักจากพ่อต่างหาก ความรักที่เธอทำได้แค่เฝ้ามองดูจากที่ไกลๆ แต่ไม่เคยได้รับมันเลยสักครั้ง
เอื้องฟ้าเก็บของขวัญใส่กระเป๋า บริกรเก็บค่าอาหาร เอื้องฟ้าไม่รอเงินทอน เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปอย่างมั่นคง ทั้งที่แขนขามันไร้เรี่ยวแรงจนแทบทำให้ล้มได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังฝืนอดทนอย่างที่เธอทำ
เธอไม่เคยได้เป็นคนเก่งของใครนอกจากเป็นคนเก่งของตัวเอง
++++++++++++
เอื้องฟ้าไม่รู้หรอกว่า เธอกำลังตกเป็นที่น่าสนใจของใครคนหนึ่ง เมื่อเธอเดินผ่านโต๊ะเขาไป นับตั้งแต่เธอมาถึงจนกระทั่งจากไป วศิน อัครบดินทร์ รู้เห็นทุกฉากทุกตอน วศินหันหน้าไปมองลูกน้องคนสนิทที่นั่งทานอาหารอยู่โต๊ะด้านข้าง ตฤณและชลรีบลุกมาหาเตรียมพร้อมรับคำสั่ง
“ตามเธอไป ฉันต้องการประวัติของเธอ”
“ครับ”
เจ้าของคำสั่งยังนั่งนิ่งเงียบสงบ เขาดูไม่เหมือนคนที่จะสนใจอะไรได้ง่าย ใบหน้าหล่อเหลาในวัยสี่สิบห้าปี มองผ่านผนังกระจกชมวิวทิวทัศน์ของทะเลตึกสูงในเมืองหลวงประเทศไทย อาหารหลากหลายเมนูชวนน้ำลายสอ ไม่ได้อยู่ในความสนใจของวศินอีกต่อไป ดวงตาจดจ้องมองไปข้างหน้า ขณะที่สมองกำลังครุ่นคิดในสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดามันได้
วศินนั่งอยู่ในร้านอาหารนานนับชั่วโมง ได้เวลาทำงานจึงกลับเข้าออฟฟิศ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดโดยไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อทำงานเสร็จกลับคอนโดก็พบตฤษและชลยืนรอยู่หน้าห้อง
“ได้เรื่องแล้วใช่ไหม”
“ครับ”
“เข้าไปนั่งคุยกันข้างในสิ”
“ครับนายท่าน”
ประวัติส่วนตัวของเอื้องฟ้าถูกพิมพ์มาอย่างละเอียด อ่านเข้าใจง่าย เป็นอย่างที่วศินคิดเอาไว้ไม่มีผิด ชะตาชีวิตของผู้หญิงคนนี้น่าสงสารมาก ขณะเดียวกันเอื้องฟ้าเป็นผู้หญิงฝักใฝ่ในการเรียน แม้ไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบแต่เธอก็ตั้งใจเพื่ออนาคตของตัวเอง และไม่ว่าเอื้องฟ้าจะพยายามโชว์ศักยภาพหรือโชว์ความดีมากเท่าไหร่ เธอยังคงเป็นคนเดิมที่ไม่มีใครเห็นหัว
“ผลการเรียนดีแบบนี้ น่าเสียดายที่เธอไม่ทำตามความฝัน”
ในประวัติส่วนตัวระบุว่า เอื้องฟ้ามีอาชีพในฝันอยากเป็นหมอ แถมยังสอบติดหมออีกด้วย หากทว่าเอื้องฟ้าก็เลือกปฏิเสธอาชีพในฝัน นั่นเพราะมันต้องใช้เงินในการเรียนมาก ถึงแม้ได้ทุนการศึกษาก็ยังไม่พอ ดังนั้นเธอจึงเลือกเรียนบัญชีแทน แต่ด้วยความที่เป็นคนขยันเรียนและเก่ง เขาเชื่อว่าอนาคตของเอื้องฟ้าจะต้องไปได้ไกลอย่างแน่นอน
“เธอไม่มีเพื่อนเหรอ”
“ไม่ครับ ผมคิดว่าเธอคงเอาเวลาว่างไปทำงานพาร์ทไทม์จนหมดแล้วครับ มีเรื่องบังเอิญที่ทำให้ผมตกใจเหมือนกันนะครับ” ตฤณส่งซองเอกสารอีกซองให้เจ้านาย
“อะไร”
“นายท่านลืมไปแล้วเหรอครับว่าปีนี้นายท่านมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาคณะบัญชี”
“เหรอ”
“ครับ เธอคือผู้ที่สอบได้คะแนนสูงที่สุดครับ”
ริมฝีปากกระตุกยิ้มบางเบา วศินเปิดเอกสารดู เป็นเอกสารรายชื่อของผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาจากเขา คะแนนยังไม่เปิดเผยต่อนักศึกษา มีผู้สอบผ่านเกณฑ์ทั้งหมดยี่สิบคน และวศินต้องการเพียงแค่สิบคนเท่านั้น เขาไม่ได้ดูแค่คะแนนสอบ แต่ดูความประพฤติของนักศึกษาด้วย
ตฤณและชลจะได้รับหน้าที่ให้ตามส่องดูพฤติกรรมของนักศึกษา
“นอกจากชีวิตน่าสงสารแต่เธอเป็นคนเก่งที่น่าชื่นชมมากครับ ถูกพ่อขับไสไล่ส่งแบบนี้ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะมอบทุนการศึกษาให้เธอนะครับ”
“ไม่ ฉันจะไม่ให้ทุนการศึกษาเอื้องฟ้า”
ตฤณและชลไม่สามารถออกความคิดเห็นกับเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่วศินตัดสินใจแล้ว วศินนั่งอ่านประวัติส่วนตัวของเอื้องฟ้าต่อ พร้อมกับนั่งเลือกนักศึกษาที่เขาต้องการให้ทุนการศึกษา
“10 คนที่ฉันเลือก ถ้าใครประวัติไม่ดีก็หาคนที่ประวัติดีมาทดแทน แต่ห้ามเอาเอื้องฟ้าเด็ดขาด”
“ครับนายท่าน”
“ส่วนชลคืนนี้นายติดต่อไปที่บริษัททำความสะอาด ฉันต้องการตัวเด็กทำงานพาร์ทไทม์อย่างเอื้องฟ้า มาทำความสะอาดที่คอนโดพรุ่งนี้”
“ได้ครับ ผมจะจัดการอย่างเร่งด่วนครับ”
“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ฉันต้องการพักผ่อน”
สองหนุ่มกลับไปปฏิบัติภารกิจใหม่ต่อ หากไม่เสร็จก็นอนไม่ได้ และไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของสองหนุ่ม วศินพึงพอใจเมื่อชลโทรมาแจ้ง พรุ่งนี้เอื้องฟ้าจะเข้ามาทำความสะอาดคอนโดช่วงสาย
Rrrrrrrrrrrr
สายตรงจากชนาธิปเลขาของวศิน โทรสายตรงหาชลในยามวิกาล ชลกดรับสายทันที ถึงยุ่งแค่ไหนก็ต้องรับ วศินอยู่ในเวลาพักผ่อน ชนาธิปที่เป็นเลขาอาจติดต่อไม่ได้ เขาจะเป็นคนรับหน้าที่ฝากเรื่องแทน
“ครับคุณชนาธิป”
“ผมโทรมารบกวนหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
“วันนี้มีปัญหาอะไรหรือเปล่า นายท่านสบายดีไหม”
ชลทำหน้างุนงง วศินยังคงสบายดี วันนี้ก็ยังไปทำงานกระปรี้กระเปร่าดี ชลไม่เห็นความผิดปกติของวศิน เมื่อสองชั่วโมงก่อนออกคอนโดของวศิน ก็ยังเห็นวศินสบายดี
“ก็สบายดีนะครับ คุณชนาธิปมีอะไรหรือเปล่าครับ เอะ....หรือว่านายท่านไปเที่ยวแล้วไม่ได้บอกผม”
“ไม่ใช่หรอก แต่นายท่านโทรมาบอกว่าพรุ่งนี้จะไม่เข้าทำงาน ผมก็ไม่กล้าถามเหตุผล ด้วยความเป็นห่วงเลยโทรมาถามคุณชลนี่แหละ”
“นายท่านคงอยากพักผ่อน”
“โอเค ถ้าไม่ได้ป่วยก็ดีแล้วล่ะ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ครับ”
สมควรแล้วที่ชนาธิปแปลกใจ ร้อยวันพันปี ถ้าหากไม่ป่วยหรือมีเรื่องฉุกเฉินที่ใหญ่โต วศินไม่มีทางลางานกะทันหัน วศินเป็นนักลงทุนและนักธุรกิจที่มีงานเยอะ เวลาส่วนตัวกับเวลางานถูกจัดเอาไว้อย่างเหมาะสม
วศินรู้ดีว่าถ้าหากทำบางอย่างกะทันหัน มันจะทำให้เวลารวนไปหมด วศินจึงมักหลีกเลี่ยงการทำให้ตารางชีวิตมันรวนเสมอ ซึ่งครั้งอื่นชลก็พอเข้าใจ แต่ครั้งนี้ชลไม่เข้าใจ และยังไม่รู้เหตุผลด้วยว่าทำไมวศินถึงเลือกแบบนี้
“มีเรื่องอะไรที่เราพลาดไปอย่างนั้นเหรอ”
เหมือนทำหน้าที่ขาดตกบกพร่อง ชลรู้สึกไม่สบายใจ วศินไม่รู้หรอกว่า คืนนั้นทั้งคืนตนได้ทำให้ลูกน้องคนสนิทอย่างชลต้องนอนเอามือก่ายหน้าผาก