เวลา 08:30 น. | คอนโดมิเนียมของน่าน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านสีทึบเข้ามาในห้องนอนที่รกไปด้วยสายไฟและหนังสือเรียน น่านนอนกลิ้งไปมาบนเตียงขนาดห้าฟุต สองมือดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง พยายามข่มตาหลับต่อ แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อวานที่สนามแข่งรถกลับฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง
‘ทีหลังห้ามห่างจากกู หรือห้ามอยู่คนเดียวอีก... เข้าใจไหมยัยเปี๊ยก?’
เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ และสัมผัสรัดแน่นจากวงแขนแกร่งที่โอบกอดเธอไว้จากด้านหลัง... ทุกอย่างมันยังแจ่มชัดจนน่านเผลอยกมือขึ้นมาลูบต้นแขนตัวเองเบาๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มเห่อร้อนขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่แอร์ในห้องเปิดไว้ที่ยี่สิบสององศา
“บ้าเอ๊ย... เลิกคิดถึงหน้าไอ้พี่แคนเดี๋ยวนี้นะไอ้น่าน! เขาก็แค่ตกใจที่ลูกจ้างเกือบโดนกระทืบตายคาสนามนั่นแหละ ไม่ได้มีความหมายอะไรแอบแฝงหรอก!”
น่านดีดตัวลุกขึ้นนั่งยีผมตัวเองจนฟูฟ่อง สะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่หัวเตียงขึ้นมาดูเวลา แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นการแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์ที่เด้งค้างอยู่บนหน้าจอ
[Kan.C_K] : ตื่นหรือยัง [Kan.C_K] : วันนี้มีเรียนกี่โมง [Kan.C_K] : อย่าลืมกินข้าวเช้า แล้วเลิกเรียนปุ๊บก็ตรงมาที่อู่เลย ห้ามแวะเถลไถลที่ไหนเด็ดขาด
ข้อความถูกส่งมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า น่านจ้องหน้าจอตาไม่กะพริบ ร้อยวันพันปีตั้งแต่รู้จักกันมา (ซึ่งก็เพิ่งไม่กี่วัน) ไอ้รุ่นพี่จอมเผด็จการคนนี้ไม่เคยทักไลน์มาหานอกเวลางานเลยสักครั้ง แถมประโยคที่พิมพ์มา... ถึงจะดูห้วนๆ สไตล์มาเฟียสั่งการ แต่มันก็แฝงไปด้วยความใส่ใจจนคนอ่านใจเต้นผิดจังหวะอีกรอบ
“อะไรของเขาวะเนี่ย ผีเข้าหรือไง” น่านบ่นพึมพำ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เสียฟอร์ม
[Nan_Tuner] : ตื่นแล้ว! มีเรียนเก้าโมงครึ่งยันบ่ายสาม เลิกแล้วจะรีบไป ไม่หนีหรอกน่า!
กดส่งไปได้ไม่ถึงสิบวินาที ข้อความก็ขึ้นสถานะว่า ‘อ่านแล้ว’ ทันที ราวกับอีกฝ่ายจับโทรศัพท์รออยู่ น่านเผลอกลั้นหายใจรอข้อความตอบกลับ แต่รออยู่เกือบนาทีก็ไม่มีอะไรเด้งขึ้นมาอีก เธอจึงถอนหายใจยาว โยนโทรศัพท์ทิ้งไว้บนเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเอง
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้งตอนที่น่านกำลังแปรงฟัน เธอชะโงกหน้าออกมาดูจากหน้าประตูห้องน้ำ
[Kan.C_K] : เดินไปไหนมาไหนก็ดูตาม้าตาเรือด้วย ถ้าไอ้พวก Phantom มันมาป้วนเปี้ยนแถวคณะ รีบโทรหากูทันที เข้าใจไหมยัยเด็กโง่
น่านเม้มริมฝีปากที่เต็มไปด้วยฟองยาสีฟัน พยายามกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย... ไอ้พี่แคนบ้า ด่าว่าโง่แต่เช้าเลยนะ!
เวลา 12:15 น. | ลานเกียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
บรรยากาศช่วงพักเที่ยงของคณะวิศวะฯ ยังคงวุ่นวายและเต็มไปด้วยฝูงชนเสื้อช็อปหลากหลายสีสัน น่าน ไอ้เจ และไอ้ไมค์ นั่งประจำที่อยู่ที่โต๊ะหินอ่อนตัวเดิมใต้ต้นจามจุรีใหญ่ บนโต๊ะมีจานข้าวที่พร่องไปกว่าครึ่งและชีทเรียนวิชา Data Structure ที่วางระเกะระกะ
“ไอ้น่าน มึงเป็นอะไรของมึงวะ นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จิ้มข้าวเปล่าเข้าปากมาสิบนาทีแล้วเนี่ย ผีบ้าที่ไหนเข้าสิงมึง” ไมค์ที่ทนดูพฤติกรรมแปลกประหลาดของเพื่อนไม่ไหว เอ่ยปากทักขึ้นมาพลางใช้ตะเกียบชี้หน้า
“ห... ห้ะ? ยิ้มอะไร ใครยิ้ม กูแค่คิดสูตรคำนวณโค้ดไม่ออกโว้ย!” น่านสะดุ้งสุดตัว รีบตักหมูทอดกระเทียมเข้าปากคำโตเพื่อกลบเกลื่อน
เจหรี่ตามองเพื่อนสาวอย่างจับผิด “มึงอย่ามาเนียน กูเห็นนะว่ามึงเอาแต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วก็ยิ้มเหมือนคนบ้า ตั้งแต่ไปทำงานใชหนี้ที่อู่นั่น มึงก็ดูแปลกๆ ไปนะ... หรือว่า...”
“หรือว่าอะไร!” น่านถามเสียงหลง
“หรือว่ามึงแอบไปปิ๊งช่างเครื่องในอู่เฮียแคนวะ! ไอ้พี่ท็อปใช่ป่าว! กูเห็นวันนั้นพี่แกมาหยอกๆ มึงอยู่” เจตบโต๊ะฉาดใหญ่ ทำหน้าเหมือนโคนันยอดนักสืบที่ไขคดีสำเร็จ
น่านแทบจะพ่นข้าวออกจากปาก “แค่กๆ! มึงจะบ้าเหรอไอ้เจ! พี่ท็อปกะล่อนจะตายชัก กูไม่ได้ชอบโว้ย กูไม่ได้ชอบใครที่อู่นั้นทั้งนั้นแหละ!”
“อ้าว... ไม่งั้นมึงจะอาการหนักแบบนี้เหรอวะ หรือมึงโดนใช้งานหนักจนสมองเบลอ” ไมค์ส่ายหัว “แต่พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่วันที่กูกับไอ้เจไปขัดพื้นลานจอดรถอู่เฮียแคนนะ กูก็ไม่กล้าเดินผ่านหน้าคณะอีกเลย รัศมีความโหดเฮียแกแม่งแผ่ซ่านไปถึงหน้าปากซอย”
“นั่นดิ ขนาดมึงเป็นผู้หญิง ตัวก็แค่นี้ เฮียแกยังด่าเอาๆ ไม่มีความปรานีเลยสักนิด กูสงสารมึงจริงๆ ยัยหมวย ที่ต้องไปตกนรกทั้งเป็นแบบนั้น” เจพยักหน้าสมทบ ทำหน้าเศร้าสร้อยเห็นอกเห็นใจเพื่อนรักเสียเต็มประดา
น่านอ้าปากจะเถียงว่าจริงๆ แล้วไอ้รุ่นพี่หน้าโหดคนนั้นก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น (แถมยังแอบซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้ตลอด) แต่ก็ต้องหุบปากฉับ เมื่อจู่ๆ เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวรอบๆ ลานเกียร์ก็ค่อยๆ เงียบลงราวกับมีใครไปกดปุ่มปิดเสียง
นักศึกษาหลายสิบชีวิตพร้อมใจกันหันไปมองทางเดินเชื่อมระหว่างตึกภาควิชาเครื่องกลและลานเกียร์
ร่างสูงโปร่งของ ‘แคน’ เดือนวิศวะยานยนต์ปี 4 กำลังเดินก้าวอาดๆ ตรงเข้ามาที่ลานเกียร์ของเด็กปี 3 ซึ่งปกติแล้วพวกรุ่นพี่ปี 4 แทบจะไม่ลงมาเหยียบโซนนี้เลยถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย แคนอยู่ในชุดนักศึกษาถูกระเบียบ ทับด้วยเสื้อช็อปสีเลือดหมูที่มีตราสัญลักษณ์ประธานรุ่นปักอยู่ที่อกซ้าย ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งแผ่รังสีอำมหิตจนรุ่นน้องที่เดินสวนมาต้องรีบหลบทางให้เป็นแถบๆ ราวกับทะเลแหวก
“เชี่ย... พูดถึงผี ผีก็มา” ไมค์หน้าซีดเผือด ค่อยๆ หดคอลงต่ำ
“ไอ้น่าน มึงไปทำกราฟรถเฮียแกพังหรือเปล่าวะ ทำไมแกเดินหน้าตึงมาทางโต๊ะเราเลยเนี่ย” เจกระซิบเสียงสั่น มือคว้าแขนเสื้อน่านไว้แน่น
น่านเองก็ใจเต้นตึกตัก ไม่คิดว่าแคนจะโผล่มาที่คณะเวลานี้ แถมสายตาคมกริบของเขายังจ้องตรงเป๋งมาที่เธอคนเดียวตั้งแต่เดินพ้นหัวมุมตึกมาแล้ว
ร่างสูงเดินมาหยุดยืนค้ำหัวอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนของพวกเธอ แคนปรายตามองไอ้เด็กผู้ชายสองคนที่นั่งหน้าซีดอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าจิ้มลิ้มของคนที่กำลังทำตาโตเหมือนกระต่ายตื่นตูม
ปึก!
แก้วพลาสติกขนาดใหญ่ที่มีน้ำสีชมพูเย็นเฉียบพร้อมไข่มุกเต็มแก้ว ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะตรงหน้าน่าน ตามด้วยกล่องแซนด์วิชทงคัตสึหมูทอดชิ้นโตจากร้านคาเฟ่หน้ามอที่ปกติต้องต่อคิวยาวเหยียด
น่านกะพริบตาปริบๆ สลับมองของกินบนโต๊ะกับใบหน้าเรียบเฉยของคนตัวสูง “พ... พี่แคน เอามาให้ใครอะ?”
“เอามาเซ่นเจ้าที่มั้ง” แคนตอบกลับหน้าตาย น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทตามสไตล์ “เห็นเมื่อเช้าตอบไลน์ช้า นึกว่าหิวจนเป็นลมตายคาเตียงไปแล้ว... กินๆ เข้าไปซะ ยัยเปี๊ยก ตัวจะได้เลิกแคระแกร็นสักที”
ประโยคนั้นทำเอาลานเกียร์ที่เงียบอยู่แล้ว ยิ่งเงียบกริบลงไปอีก ทุกสายตาจับจ้องมาที่โต๊ะของพวกเขาเป็นตาเดียว เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเบาๆ
‘เฮ้ย นั่นเฮียแคนปี 4 ซื้อขนมมาให้ยัยน่านเด็กไอทีเหรอวะ!’ ‘แก... เฮียแคนมีมุมแบบนี้ด้วยเหรอวะ ปกติเห็นแต่ด่ากราด!’ ‘ยัยหมวยนั่นไปสนิทกับเดือนมหา'ลัยตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!’
น่านหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก ไม่รู้ว่าอายสายตาคนทั้งคณะหรือเขินกับคำพูดกวนๆ ของคนตรงหน้ากันแน่ เธอรีบคว้าแก้ว ‘นมเย็นปั่น’ (ของโปรดที่เธอชอบกินประจำเวลาปั่นโค้ด) เข้ามากอดไว้แน่น
“ใครใช้ให้พี่ซื้อมาให้เนี่ย! ฉันกินข้าวเที่ยงแล้วนะเว้ย!” น่านแหวเสียงเบา พยายามรักษาฟอร์มห้าวเป้งของตัวเองไว้ แม้ในใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุอก
“กูเห็นข้าวในจานมึงเหลือบานเบอะ กินข้าวหรือดม ห้ะ?” แคนขมวดคิ้ว เอื้อมมือมาผลักหัวน่านเบาๆ หนึ่งทีจนหน้าม้าแตก “กูบอกแล้วไงว่าช่วงนี้มึงต้องใช้สมองเยอะ ถ้าจูนรถกูพลาดเพราะไม่มีสมาธิ กูจะหักเงินเดือนมึง... อ้อ ลืมไป มึงทำงานใช้หนี้ ไม่มีเงินเดือนนี่หว่า”
“เผด็จการ! ไอ้หน้าเลือด!” น่านด่าขมุบขมิบ แต่ก็ยอมเจาะหลอดดูดนมเย็นเข้าปาก ความหวานเย็นชื่นใจแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาตรงมุมปากโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
เจกับไมค์ที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ฝั่งตรงข้าม แทบจะกรามค้าง พวกมันหันมาสบตากันด้วยความสับสนขั้นสุด... นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ! เฮียแคนสุดโหดที่เดินมาด้วยรังสีฆาตกร กลับเดินเอาแซนด์วิชกับนมเย็นมาประเคนให้เพื่อนกูถึงโต๊ะ แถมยังมาลูบหัว (แบบรุนแรง) อีก!
แคนละสายตาจากน่าน หันไปมองไอ้เด็กปี 3 สองคนที่อ้าปากค้างอยู่ แววตาคมกริบของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและดุดันขึ้นมาทันที
“พวกมึงสองคนน่ะ” แคนชี้หน้าเจกับไมค์ “เป็นเพื่อนสนิทมันใช่ไหม”
“ค... ครับผม!” ทั้งสองคนตอบรับเสียงแข็งราวกับทหารเกณฑ์เจอครูฝึก
“ช่วงนี้พวกมึงช่วยดูแลเพื่อนมึงให้ดีๆ ด้วย” แคนพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังพอจะให้คนโต๊ะข้างๆ ได้ยิน “เมื่อวานมีหมาลอบกัดจากทีมแข่งอื่น มาป้วนเปี้ยนแถวอู่กู... กูไม่อยากให้ยัยเปี๊ยกนี่โดนหางเลขไปด้วย ยัยนี่มันยิ่งห้าวๆ โง่ๆ ชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่ ถ้าพวกมึงเห็นใครหน้าตาแปลกๆ ใส่เสื้อแจ็คเก็ตทีม Phantom Racing มาวนเวียนแถวคณะ ให้รีบโทรหากูทันที... เข้าใจไหม?”
น่านเบิกตากว้างเมื่อได้ยินแคนพูดแบบนั้นกลางลานเกียร์ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการ ‘ประกาศอาณาเขต’ ให้ทุกคนในคณะรู้ว่าเธออยู่ภายใต้การดูแลและปกป้องของเขาอย่างเป็นทางการ
เจกับไมค์พยักหน้ารัวๆ “เข้าใจครับเฮีย! พวกผมจะดูแลไอ้น่านอย่างดี ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยครับ!”
“ดี” แคนรับคำสั้นๆ ก่อนจะหันกลับมามองน่านที่ยังคงนั่งดูดนมเย็นตาแป๋ว “ส่วนมึง... เลิกเรียนแล้วมารอหน้าคณะ กูเอารถมาจอดรอแล้ว จะพาไปอู่เลย กราฟช่วงเกียร์สามเมื่อวานยังมีจุดต้องแก้อีกนิดหน่อย”
“รู้แล้วน่า! สั่งเป็นพ่อเลยนะ” น่านบ่นอุบอิบ
แคนกระตุกยิ้มมุมปาก โน้มตัวลงมาใกล้จนหน้าผากแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ที่ปลายจมูกรั้นของน่าน “ถ้ากูเป็นพ่อมึง มึงคงโดนตีขาลายไปนานแล้ว ยัยเด็กดื้อ... ตั้งใจเรียนล่ะ เลิกคลาสแล้วเจอกัน”
พูดจบ ร่างสูงก็หมุนตัวเดินล้วงกระเป๋ากลับออกไปทางเดิม ทิ้งความปั่นป่วนวุ่นวายไว้เบื้องหลังอย่างสมบูรณ์แบบ แผ่นหลังกว้างในเสื้อช็อปสีเลือดหมูค่อยๆ ลับสายตาไป ทิ้งให้น่านนั่งตัวแข็งทื่อ ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวจนแทบจะระเบิดออกมา
บรรยากาศรอบลานเกียร์กลับมามีเสียงฮือฮาอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
“เชี่ยยยยยยยย!!” เจแหกปากลั่นเมื่อแน่ใจว่าแคนเดินไปไกลแล้ว มันกระโจนข้ามโต๊ะมาเขย่าคอเสื้อน่านอย่างบ้าคลั่ง “ไอ้น่าน! มึงอธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! นี่มันอะไรกันวะ! ทำไมเฮียแคนสุดโหดของคณะ ถึงได้กลายร่างเป็นผัวทิพย์สายเปย์ เอาขนมมาส่งมึงถึงที่แบบนี้!”
“ผ... ผัวทิพย์บ้าอะไรของมึง! ปล่อยกูไอ้เจ คอกูจะหักแล้ว!” น่านพยายามแกะมือเพื่อนออก หน้าแดงลามไปถึงใบหู
“มึงไม่ต้องมาปิดกูเลยยัยหมวย!” ไมค์ชี้หน้า “ไอ้สายตาหวานเชื่อมปนดุเมื่อกี้นี้มันคืออะไร! ไอ้การก้มหน้าลงมาใกล้ๆ จนจมูกจะชนกันนั่นมันคืออะไร! มึงไปทำอีท่าไหนให้เดือนมหา'ลัยกลายเป็นหมาหวงก้างได้ขนาดนี้วะเนี่ย!”
“กูบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร! เขาก็แค่กลัวกูไม่มีแรงจูนรถให้เขาแค่นั้นแหละ! แล้วเรื่องที่เขามาเตือนพวกมึง ก็เพราะเมื่อวานกูเกือบมีเรื่องกับทีมคู่แข่งที่สนาม เขาในฐานะนายจ้างก็ต้องดูแลความปลอดภัยลูกจ้างดิวะ!” น่านแถจนสีข้างถลอก หยิบแซนด์วิชทงคัตสึขึ้นมากัดคำโตเพื่อหนีการจับผิด
เจกับไมค์หรี่ตามองหน้ากัน ก่อนจะพร้อมใจกันประสานเสียง
“ลูกจ้างพ่องงงงง! สายตาแบบนั้นเขาเรียกว่าสายตาคนคลั่งรักโว้ยยยย!”
น่านแทบจะมุดหน้าหนีลงไปใต้โต๊ะหินอ่อนให้รู้แล้วรู้รอด เธอสบถด่าเพื่อนอยู่ในใจ แต่ลึกๆ แล้ว เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... สัมผัสอุ่นๆ บนศีรษะ และคำพูดปกป้องที่แสนจะเผด็จการของแคนเมื่อครู่นี้ มันทำให้กราฟความรู้สึกในหัวใจของเธอ ‘พุ่งทะลุเรดไลน์’ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เวลา 15:30 น. | หน้าอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์
หลังจากฝืนทนเรียนวิชาเขียนโค้ดจนจบ (โดยที่ในหัวมีแต่หน้ากวนๆ ของพี่แคนลอยไปลอยมา) น่านก็เดินลากขาออกมาที่หน้าคณะตามจุดนัดหมาย แดดยามบ่ายสามยังคงร้อนแรง แต่มันก็ยังสู้ความร้อนแรงของรถสปอร์ตสีดำสนิทที่จอดเด่นหราอยู่หน้าบันไดคณะไม่ได้เลย
Nissan GT-R R35 คันเก่งของแคนจอดนิ่งสนิท ดึงดูดสายตานักศึกษาที่เดินผ่านไปมาให้ต้องเหลียวมอง และยิ่งดึงดูดสายตามากขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าของรถร่างสูงยืนพิงประตูฝั่งคนขับอยู่ แคนสวมแว่นตากันแดดสีดำ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ ท่าทางดูสบายๆ แต่อนุภาพทำลายล้างหัวใจสาวๆ รุนแรงระดับสิบริกเตอร์
น่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหา
“มาเร็วนี่ นึกว่าจะต้องให้ขึ้นไปตามถึงห้องเรียน” แคนทักขึ้นเมื่อเห็นร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้ เขาปลดล็อกรถให้
“ก็พี่เล่นขู่ซะขนาดนั้น ใครจะกล้าเบี้ยวล่ะ” น่านเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร สอดตัวเข้าไปนั่งในเบาะหน้าซ้ายที่ตอนนี้เริ่มจะคุ้นเคยกับมันเสียแล้ว
แคนเดินอ้อมมาขึ้นรถฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์จนเสียงท่อคำรามกระหึ่ม แอร์เย็นฉ่ำในรถปะทะเข้ากับใบหน้าที่ชื้นเหงื่อของน่านจนเธอต้องหลับตาพริ้มด้วยความสบาย
“กินแซนด์วิชหมดไหม” แคนถามขึ้นลอยๆ ขณะหมุนพวงมาลัยพารถเคลื่อนตัวออกจากหน้าคณะ
“หมดสิ ของฟรีใครจะเหลือ” น่านตอบหน้าตาย “คราวหลังไม่ต้องลำบากซื้อมาหรอกนะ ฉันหากินเองได้ ไม่ต้องมาทำตัวเป็นป๋าเปย์กลางลานเกียร์หรอก เพื่อนฉันแตกตื่นกันหมดแล้ว”
แคนแค่นหัวเราะในลำคอ “กูไม่ได้เป็นป๋าเปย์ กูแค่ลงทุนกับ Data Engineer ของกู... ถ้ามึงทำงานให้กูคุ้มค่าอาหาร มึงอยากกินอะไรบนโลกนี้ กูก็จะหามาประเคนให้”
รถสปอร์ตพุ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าสู่อู่ C.K. Racing น่านหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนขับที่กำลังมีสมาธิอยู่กับถนน แว่นตากันแดดปกปิดดวงตาคมกริบของเขาเอาไว้ ทำให้เธอแอบมองเขาได้ถนัดขึ้น
“พี่แคน...” น่านเรียกชื่อเขาเบาๆ
“อืม ว่าไง”
“เรื่องเมื่อวานที่สนาม... ขอบคุณนะ ที่มาช่วยฉันไว้” น้ำเสียงของน่านอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่หลงเหลือคราบยัยเด็กห้าวหน้าหมวยเลยแม้แต่น้อย
แคนชะงักไปนิดนึง เขาละสายตาจากถนนหันมามองน่านแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองทางต่อ มุมปากหนากระตุกยิ้มบางๆ ที่ดูอบอุ่นจนคนมองใจสั่น
“ไม่ต้องขอบคุณ... กูบอกแล้วไง ว่ากูไม่มีทางปล่อยให้ใครมาแตะต้องคนของกูหรอก... ยัยเปี๊ยก”
คำว่า ‘คนของกู’ ดังก้องอยู่ในหัวของน่านซ้ำไปซ้ำมา... เอาล่ะสิ ดูเหมือนว่าการไปทำงานใชหนี้ที่อู่ C.K. Racing ในช่วงเย็นวันนี้ บรรยากาศมันคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะหัวใจของคนจูน กับ เครื่องยนต์ของนายสนาม มันเริ่มจะซิงก์ข้อมูลเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบเสียแล้ว.