เวลา 18:45 น. | ถนนใหญ่หน้าคอนโดมิเนียมหรู
ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยามเย็นที่เคยเป็นสีส้มอิฐ บัดนี้ถูกกลืนกินด้วยเมฆฝนสีดำทะมึนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงบ่าย เสียงฟ้าร้องครืนคราดดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ ก่อนที่หยาดฝนเม็ดใหญ่จะเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนใดๆ
ร่างเล็กของ ‘น่าน’ เดินกอดกระเป๋าเป้ใบเก่งของตัวเองแน่น ก้าวเดินฉับๆ ไปตามฟุตบาทที่เริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน เสื้อเชิ้ตลายสก็อตและกางเกงยีนส์ของเธอเปียกปอนลู่แนบไปกับลำตัว ความหนาวเย็นจากสายฝนปะทะเข้ากับผิวเนื้อ แต่ก็ยังไม่หนาวเหน็บเท่ากับคำพูดตอกย้ำความอ่อนแอที่เพิ่งได้รับจากผู้ชายที่เธอเริ่มเปิดใจให้
‘มึงมันก็แค่เด็กผู้หญิงดื้อรั้นที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว! กูไม่สามารถปกป้องมึงได้ตลอดเวลาหรอกนะน่าน!’
คำพูดของแคนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท น่านกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดลอดออกมา น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบสองแก้มผสมปนเปไปกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก เธอรู้ว่าเขาเป็นห่วง แต่การปกป้องด้วยการกักขังและตัดเธอออกจากสิ่งที่เธอรัก มันคือความเห็นแก่ตัวที่สุด
“ไอ้คนบ้าอำนาจ... ไอ้คนใจร้าย...” น่านสบถด่าคนต้นเรื่องเสียงสั่นเครือ ขาทั้งสองข้างเริ่มหนักอึ้ง อาการไข้ที่เพิ่งจะหายดีเหมือนจะกลับมาโจมตีอีกครั้งเมื่อโดนฝนสาดกระหน่ำ แต่สัญชาตญาณความดื้อรั้นก็สั่งให้เธอก้าวเดินต่อไป ห้ามหันหลังกลับไปเด็ดขาด
ปริ๊น! ปริ๊น!!
เสียงแตรรถดังก้องฝ่าเสียงสายฝนมาจากทางด้านหลัง แสงไฟหน้ารถสว่างจ้าสาดกระทบแผ่นหลังเล็กจนเกิดเงาทอดยาวไปตามฟุตบาท น่านไม่ได้หันไปมอง เธอคิดว่าเป็นแค่รถที่ขับผ่านไปมา แต่เสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มอย่างคุ้นหูกลับแล่นเข้ามาเทียบชิดริมฟุตบาทตรงตำแหน่งที่เธอเดินอยู่พอดิบพอดี
รถ SUV สีดำสนิทจอดเบรกสนิท ประตูฝั่งคนขับถูกผลักออกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ของ ‘แคน’ ก้าวลงมาจากรถโดยไม่สนใจร่มที่วางอยู่เบาะหลัง เขายอมปล่อยให้สายฝนสาดกระหน่ำลงบนชุดนักศึกษาของตัวเองจนเปียกโชก ก้าวยาวๆ ตรงดิ่งเข้ามาคว้าข้อมือเล็กของคนที่กำลังเดินหนีเอาไว้แน่น!
“ปล่อยฉันนะ!” น่านตวัดเสียงแหว สะบัดข้อมือสุดแรงเกิด แต่ก็ไม่เป็นผล คีมเหล็กของแคนล็อกข้อมือเธอไว้แน่นหนา
“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้น่าน! ฝนตกหนักขนาดนี้มึงจะบ้าเดินตากฝนไปถึงไหน อยากตายนักหรือไง!” แคนตวาดแข่งกับเสียงฟ้าร้อง แววตาคมกริบของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนและเกรี้ยวกราดเมื่อเห็นสภาพลูกแมวตกน้ำที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ตรงหน้า
“ฉันจะตายก็เรื่องของฉัน! ไม่เกี่ยวกับพี่! ปล่อย!” น่านทุบกำปั้นลงบนท่อนแขนแกร่งอย่างไม่ลดละ “พี่บอกเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นภาระ! งั้นก็ปล่อยภาระอย่างฉันไปสิวะ จะตามมาทำไม!”
“กูบอกตอนไหนว่ามึงเป็นภาระ! กูบอกว่ากูห่วงมึง! มึงเลิกเถียงแล้วขึ้นรถเดี๋ยวนี้ ก่อนที่กูจะหมดความอดทนแล้วอุ้มมึงโยนเข้าไป!” แคนไม่พูดเปล่า เขาดึงร่างเล็กให้เดินตามไปที่ประตูรถฝั่งผู้โดยสาร
“ไม่ไป! ฉันไม่กลับไปให้พี่ขังไว้หรอกนะ! ฉันจะกลับหอ!” น่านยื้อตัวไว้สุดแรง ใช้เท้าซ้ายยันขอบประตูรถเอาไว้ไม่ยอมก้าวขึ้นไป
เส้นความอดทนของเดือนวิศวะสุดโหดขาดผึงลงในวินาทีนั้น แคนไม่ได้แค่ขู่ แต่เขาทำจริง ร่างสูงตวัดวงแขนรวบทั้งเอวบางและข้อพับเข่าของน่าน ยกตัวเธอลอยหวือขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายราวกับอุ้มเด็กเล็กๆ!
“เฮ้ยยย! ปล่อยนะไอ้พี่แคน! ไอ้บ้าอำนาจ! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้!” น่านดิ้นพราดๆ ทุบตีไหล่กว้างไม่ยั้ง
แคนไม่สะทกสะท้าน เขายัดร่างเล็กลงไปบนเบาะหนังฝั่งผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดทับตัวเธอและล็อกดังคลิก!
“ถอยไป! ฉันจะลง!” น่านพยายามจะปลดล็อกเข็มขัด
แต่แคนไวกว่า เขากดล็อกประตูอัตโนมัติจากแผงควบคุมฝั่งคนขับ ก่อนจะก้าวขึ้นรถแล้วปิดประตูดังปัง! ตัดขาดเสียงพายุฝนภายนอกออกไปจนหมด เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของคนสองคนที่เปียกปอนไปทั้งตัว
แคนสตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดฮีตเตอร์เพื่อไล่ความหนาวเย็นให้คนตัวเล็กที่นั่งกอดกระเป๋าเป้ตัวสั่นเป็นลูกนก น่านหันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง ไม่ยอมสบตา น้ำตายังคงไหลอาบแก้มเงียบๆ
“มึงจะดื้อไปถึงไหนวะน่าน...” แคนถอนหายใจยาวๆ มือหนายกขึ้นเสยผมที่เปียกชุ่มของตัวเองลวกๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตวาดกร้าวเหมือนเมื่อครู่ แต่มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “มึงรู้ไหมว่าตอนที่มึงวิ่งหนีออกมา หัวใจกูแทบจะหยุดเต้น”
น่านแค่นหัวเราะในลำคอ “หยุดเต้นเพราะกลัวไม่มีคนจูนรถให้ล่ะสิ ไม่ต้องห่วงหรอก ไฟล์สคริปต์ฉันส่งให้พี่ท็อปหมดแล้ว พี่เอาไปใช้แข่งได้เลย แล้วก็... เชิญหา Data Engineer คนใหม่ที่เก่งกว่าฉัน ที่ไม่ต้องมาคอยเป็นภาระให้พี่ได้เลย”
คำพูดประชดประชันที่แสนจะเย็นชานั้น ทำเอาแคนต้องขบกรามแน่น เขาทุบพวงมาลัยรถไปหนึ่งทีอย่างระบายอารมณ์ ก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเอง แล้วเอี้ยวตัวไปดึงไหล่บางของน่านให้หันกลับมาเผชิญหน้า
“มึงเลิกพูดคำว่าภาระสักทีได้ไหมน่าน!” แคนจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บวมช้ำ แววตาดุดันของเขาอ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเจ็บปวด “กูไม่เคยเห็นมึงเป็นภาระ... แต่กู ‘กลัว’ มึงเข้าใจคำว่ากลัวไหมวะ!”
น่านชะงักริมฝีปากที่กำลังจะเถียง เธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่แข็งแกร่งและเย่อหยิ่งอย่างแคน ใช้คำว่า ‘กลัว’ กับอะไรเลยในชีวิต
“กูเป็นนักแข่งรถ... กูอยู่กับความเร็วและความตายมาตลอด กูไม่เคยกลัวรถคว่ำ ไม่เคยกลัวแพ้...” แคนพูดเสียงพร่า มือหนาที่จับไหล่ของเธออยู่สั่นสะท้านเล็กน้อย “แต่ตอนที่กูเห็นไอ้พวกระยำนั่นมันจับตัวมึง... ตอนที่เห็นรอยช้ำบนแขนมึง... กูกลัวจนแทบจะเป็นบ้า กลัวว่าถ้ากูไปช้ากว่านั้นแค่เสี้ยววินาที มึงจะเป็นยังไง”
หยาดน้ำตาของน่านร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มาจากความโกรธ แต่มาจากความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านน้ำเสียงและแววตาของผู้ชายตรงหน้า
“กูรู้ว่ามึงเก่ง กูรู้ว่ามึงมีความสามารถ...” แคนลดมือลง เปลี่ยนมาประคองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปียกปอนของเธอ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้อย่างเบามือที่สุด “แต่กูยอมให้มึงไปเสี่ยงไม่ได้... ถ้าการแข่งครั้งนี้มันทำให้มึงต้องตกเป็นเป้าหมาย กูยอมถอนตัวจากการแข่งยังดีกว่าต้องเห็นมึงเจ็บตัวเพราะกู”
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของนายสนาม ทำให้กำแพงความดื้อรั้นของน่านพังทลายลงจนหมดสิ้น ผู้ชายคนนี้ยอมทิ้งศักดิ์ศรี ยอมทิ้งการแข่งขันที่เขารัก เพียงเพื่อแลกกับความปลอดภัยของเธออย่างนั้นเหรอ?
“พี่แคน... ไอ้คนโง่...” น่านสะอื้นฮัก เอื้อมมือเล็กไปจับท่อนแขนแกร่งของเขา “ถ้าพี่ถอนตัว พี่ก็แพ้ไอ้แม็คสิ... แล้วอู่ C.K. ของพี่ล่ะ ศักดิ์ศรีของทีมล่ะ”
“ช่างแม่งศักดิ์ศรีสิวะ” แคนตอบสวนทันควัน แววตาหนักแน่นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “ศักดิ์ศรีมันดูแลมึงไม่ได้... กูสนใจแค่มึงคนเดียว ยัยเด็กไอที”
น่านเม้มริมฝีปากแน่น ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นกระหน่ำรุนแรงจนแทบจะระเบิด ความโกรธเคืองที่เคยมีถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักและความหวงแหนที่เธอก็มีให้เขาไม่ต่างกัน
“ฉันไม่ยอมให้พี่ถอนตัวหรอกนะ” น่านส่ายหน้า พูดเสียงหนักแน่นขึ้น “ฉันจะอยู่จูนรถให้พี่ ฉันจะเป็น Data Engineer ของพี่... แต่พี่ต้องสัญญา ว่าจะไม่ขังฉันไว้แต่ในห้อง พี่ต้องให้ฉันไปยืนอยู่ข้างสนาม ให้ฉันได้ทำหน้าที่ของฉัน... และฉันสัญญา ว่าฉันจะไม่ดื้อ ไม่เดินไปไหนคนเดียวอีก... ให้ฉันอยู่ข้างๆ พี่นะแคน”
สรรพนามที่เปลี่ยนไป พร้อมกับแววตาเว้าวอนที่ส่งมา ทำเอาแคนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้ให้กับยัยเด็กหน้าหมวยคนนี้อย่างราบคาบ ไม่มีทางที่เขาจะปฏิเสธดวงตาคู่นี้ได้เลย
“เออ... กูยอมแพ้มึงแล้วน่าน” แคนดึงร่างเล็กที่เปียกปอนเข้ามากอดแนบอกอย่างสุดแสนจะรักใคร่ ซุกหน้าลงกับลาดไหล่บาง “กูจะให้มึงไปสนาม แต่ห้ามห่างจากตัวกูแม้แต่ก้าวเดียว... ถ้ากูเห็นมึงเดินไปไหนโดยไม่มีกู หรือไม่มีไอ้เจไอ้ไมค์เดินตาม กูจะจับมึงมัดติดกับเบาะรถแข่งกูจริงๆ ด้วย”
“รู้แล้วน่า... เผด็จการเหมือนเดิมเลย” น่านกอดตอบแผ่นหลังกว้างของเขา ซุกหน้าลงกับแผงอกอุ่นๆ ที่ทำให้ความหนาวเย็นจากสายฝนปลิวหายไปจนหมด
ในที่สุด... พายุฝนภายนอกก็ไม่สามารถทำลายความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นภายในรถคันนี้ได้อีกต่อไป
เวลา 19:30 น.
แคนพาน่านกลับมาที่เพนต์เฮาส์ของเขาอีกครั้ง คราวนี้บรรยากาศแตกต่างจากเมื่อชั่วโมงที่แล้วอย่างลิบลับ ไม่มีเสียงตวาด ไม่มีการวิ่งหนี มีเพียงความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังปะทุขึ้นในใจของคนทั้งคู่
“เข้าไปอาบน้ำก่อนเลย เดี๋ยวไข้กลับ” แคนดันหลังน่านให้เดินเข้าไปในห้องนอนใหญ่ของเขา ก่อนจะเดินไปค้นตู้เสื้อผ้า หาเสื้อยืดตัวที่เล็กที่สุดและกางเกงวอร์มขาสั้นมาส่งให้เธอ “ใส่เสื้อกูไปก่อน เสื้อผ้ามึงเปียกหมดแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้กูให้คนไปเอาชุดที่หอมาให้”
น่านรับเสื้อผ้ามาอย่างว่าง่าย หน้าแดงระเรื่อเมื่อต้องเดินเข้าไปในห้องน้ำส่วนตัวของเขา กลิ่นสบู่อาบน้ำและแชมพูของเขาอบอวลอยู่เต็มห้อง ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยอายสัมผัสของเขาตลอดเวลา
ยี่สิบนาทีต่อมา น่านเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่เสื้อยืดสีดำของแคนยาวลงมาคลุมจนเกือบถึงเข่า กางเกงขาสั้นที่เขาให้มาแทบจะมองไม่เห็น ผมซอยสั้นเปียกหมาดๆ ถูกเช็ดลวกๆ ด้วยผ้าขนหนู เธอเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น ก็พบว่าแคนอาบน้ำเสร็จแล้วเช่นกัน (เขาคงไปใช้ห้องน้ำแขกด้านนอก)
แคนอยู่ในชุดกางเกงวอร์มขายาวสีเทา ไม่สวมเสื้อ เผยให้เห็นแผงอกกว้างและหน้าท้องที่มีลอนกล้ามเนื้อเรียงตัวสวยงามแบบคนที่ออกกำลังกายและทำงานช่างมาอย่างหนัก รอยแผลเป็นเล็กๆ ตรงสีข้างยิ่งเพิ่มความดุดันและเซ็กซี่ให้กับเดือนวิศวะคนนี้จนน่านต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอ รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
แต่สายตาของเธอกลับไปสะดุดเข้ากับมือขวาของเขาที่กำลังเช็ดผมอยู่... รอยถลอกและเลือดที่ซึมออกมาจากข้อนิ้วทั้งสี่ บ่งบอกถึงแรงกระแทกที่รุนแรงจากการชกกำแพงเมื่อตอนที่เธอวิ่งหนีออกไป!
“พี่แคน! มือพี่ไปโดนอะไรมา!” น่านรีบเดินเข้าไปหา คว้าข้อมือแกร่งของเขามาดูด้วยความตกใจ แผลแตกที่ข้อนิ้วค่อนข้างลึกและมีรอยช้ำเลือดช้ำหนอง
แคนชะงัก ชักมือกลับเบาๆ “ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่กระแทกกำแพงนิดหน่อย... กูชกพลาดน่ะ” เขาโกหกหน้าตาย
“พลาดบ้าอะไร แผลลึกขนาดนี้ พี่เป็นนักแข่งรถนะแคน! มือสำคัญที่สุดไม่ใช่หรือไง!” น่านดุเสียงเขียว ลากแขนคนตัวโตให้เดินมานั่งลงบนโซฟา ก่อนที่เธอจะเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาล (ที่เขาเพิ่งใช้ทายาให้เธอเมื่อหัวค่ำ) กลับมาวางบนโต๊ะกระจก
น่านทรุดตัวลงนั่งบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเขา ตำแหน่งเดียวกับที่เขานั่งเมื่อตอนเย็น คราวนี้เป็นเธอที่ต้องทำแผลให้เขาบ้าง น่านเปิดขวดน้ำเกลือ เทใส่สำลี แล้วค่อยๆ แตะลงบนแผลแตกที่ข้อนิ้วของเขาอย่างเบามือที่สุด
“แสบไหม... ฉันจะพยายามเบามือนะ” น่านถามเสียงแผ่ว ไม่กล้าเงยหน้าสบตา เพราะตำแหน่งที่เธอนั่งอยู่ มันสูงระดับเดียวกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขาพอดิบพอดี!
“ไม่แสบ...” แคนตอบเสียงพร่า