“ท่านปู่เจ้าขา เป็นความผิดของเป่าหนิงเอง ท่านปู่อย่าลงโทษพี่ชายเลยนะเจ้าคะ”
น้ำตาเม็ดโตไหลพรั่งพรูราวกับสร้อยไข่มุกสายขาด ดวงตากลมโตแดงก่ำราวกระต่ายน้อยในฤดูหนาว โสวฝู่ผู้เฒ่าที่ตั้งใจจะทำใจแข็งลงโทษสองพี่น้องให้หลาบจำ
ทว่า...เมื่อเห็นน้ำตาของหลานสาวคนเล็ก หัวใจที่แข็งดั่งหินผาก็พลันอ่อนยวบลงทันที ใครจะรู้ว่าขุนนางเฒ่าผู้ซื่อตรง ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่ฮ่องเต้ กลับกลายเป็นคนที่แพ้ทางหลานสาวเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ฮ่องเต้ผู้เป็นศิษย์เมื่อรู้เรื่องนี้ครั้งแรก ยังถึงกับหัวเราะไม่ออก แต่ต่อมาก็มักจะหยอกล้อชายชราเรื่อง “ความลำเอียง” อยู่บ่อยครั้ง
“เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ต้องร้องแล้ว ใครก็ได้...ไปปล่อยคุณชายสามออกจากศาลบรรพชนที” เมื่อได้ยินคำสั่งนั้น เซี่ยหรงเหยาก็ยกมือปาดน้ำตา ใบหน้าเล็กเผยรอยยิ้มสดใสขึ้นมาทันที ความดีใจแสดงออกชัดเจน
สิบหกปีที่ผ่านมานี้ นางก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ถึงภายนอกจะดูซุกซนเกเร แต่กับคนในครอบครัว...นางกลับอ่อนโยนและน่ารักเสมอ ไม่เคยข่มเหงบ่าวไพร่ในเรือนเลยสักครั้ง
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าข้างนอกจะมีข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับนางเช่นไร แต่คนในจวนสกุลเซี่ยก็ไม่มีวันเชื่อเลยแม้แต่น้อย
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในตระกูลเซี่ย ถูกส่งรายงานถึงตำหนักรัชทายาทอย่างละเอียด องครักษ์เงาสามคนถูกวางตัวไว้รอบกายหญิงสาว เพื่อคอยรายงานความเคลื่อนไหวและป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น
ยามนี้...เหล่าผู้ติดตามคนสนิทของรัชทายาทหนุ่ม ต่างมองเซี่ยหรงเหยาเป็นนายหญิงอีกคนของพวกตนโดยปริยาย
“เจ้าจิ้งจอกน้อย...มีความสามารถทำให้จิ้งจอกเฒ่าอย่างเซี่ยโสวฝู่ยอมลงให้ได้ นางช่างไม่ธรรมดาจริงๆ”
ชายหนุ่มเอ่ยชื่นชมจากใจจริง หลังได้รับฟังรายงาน
“อีกไม่นานจะมีงานประมูลที่หอเมฆา ส่งเทียบเชิญให้ตระกูลเซี่ยและว่าน...” ร่างสูงเอ่ยเบาๆ
“พ่ะย่ะค่ะ” สืออีคุกเข่ารับคำสั่ง ก่อนถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน
ทิ้งให้ห้องโถงใหญ่เหลือเพียงแสงตะเกียงสลัว และเงาร่างสูงของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของตำหนัก มู่หรงฉางชิงยามนี้อยู่ในชุดคลุมสีดำ หลุดลุ่ย เผยให้เห็นมัดกล้ามเรียงตัวสวยที่ผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน
ทว่า...บนผิวกายกลับมีร่องรอยแผลเป็นมากมาย สิ่งนี้ยิ่งขับเน้นให้บุรุษผู้นี้ดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม ดวงตมคมลึกลับจ้องมองนิ้วมือเรียวยาวที่กำลังควงจอกเหล้าไปมา ก่อนจะยกขึ้นกระดกลงคอ
รสขมฝาดแผ่ซ่านในลำคอ แต่กลับทิ้งรสหวานละมุนไว้ในภายหลัง แววตาคมกริบทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับเห็นภาพหญิงสาวผู้หนึ่งในความทรงจำ
“เป่าหนิงเอ๋ย...เป่าหนิง เจ้าจิ้งจอกน้อย”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นแผ่วเบา
“อีกไม่นาน เปิ่นไท่จื่อจะทำให้เจ้าเป็นของเราในไม่ช้า”
นิ้วมือเรียวยาวแตะที่ริมฝีปากหยักเบาๆ ราวกับกำลังรำลึกสัมผัสอ่อนนุ่มของหญิงสาวในค่ำคืนนั้นได้อย่างชัดเจน
แววตาเยือกเย็นของแม่ทัพผู้เคยผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน พลันแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นและอ่อนโยน อย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
ภายในห้องอันเงียบงัน เหล้าในจอกหมดลงอีกครั้ง แต่รอยยิ้มบางบนริมฝีปากบางของรัชทายาทหนุ่ม กลับยังไม่จางหายไปแม้แต่น้อย ยามเมื่อนึกถึงใบหน้างามที่มักจะสดใสอยู่เสมอ ราวกับดวงตะวันบนท้องฟ้า
ทางด้านสองพี่น้องเซี่ย หลังได้รับอภัยโทษจากผู้เป็นปู่ พวกเขาก็ถูกกักบริเวณอยู่แต่ภายในจวนติดต่อกันสิบวันเต็ม เซี่ยหรงเหยาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายจนแทบจะปีนกำแพงหนีออกไปเอง
ขณะกำลังนั่งเหม่อมองสวนดอกเหมยอยู่นั้น เสียงสาวใช้รายงานว่า มีแขกจากตำหนักรัชทายาทมาเยือน ทำให้หญิงสาวรีบลุกขึ้นแทบจะทันที
สืออี องครักษ์คนสนิทขององค์รัชทายาท เดินทางมาพร้อมเทียบเชิญงานประมูลจากหอเมฆา เมื่อได้ยินเช่นนั้น...ร่างบางพลันตรงดิ่งไปยังห้องตำราของโสวฝู่ผู้เฒ่าโดยไม่รอช้า
เพราะนางจดจำได้ดี...งานประมูลครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต และมีบางสิ่งที่อีกสองปีต่อจากนี้ จะทำให้มู่หรงจ้านนั่งในตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างมั่นคง
“ท่านปู่ ข้าอยากเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้เจ้าค่ะ” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับมือเล็กที่บีบนวดหัวไหล่ของชายชราอย่างเอาใจ
โสวฝู่ผู้เฒ่าชะงักเล็กน้อย ดวงตาลุ่มลึกแฝงรอยยิ้มบาง ทั้งที่ในใจรู้อยู่แล้ว ว่าหลานสาวคนเล็กมาออดอ้อนเช่นนี้ ย่อมมีจุดประสงค์เป็นแน่ แต่ก็มิได้เอ่ยออกมา
“เป่าเอ๋อมีอะไรที่อยากได้หรือ”
“ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าค่ะ หลานเพียงอยากไปเปิดหูเปิดตาเท่านั้น”
คำพูดซื่อๆ ของนางทำให้ชายชราหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่ก็ยังไม่วางใจนัก หลายปีที่เลี้ยงดูหลานสาวคนนี้มา เขารู้ดีว่านางไม่เคยทำสิ่งใดโดยไร้เหตุผล ใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ได้ๆ เช่นนั้นเจ้าก็ไปกับเจ้าสามก็แล้วกัน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านปู่ เป่าหนิงรู้ว่าท่านปู่รักหลานที่สุด!” หญิงสาวหัวเราะร่า กอดแขนชายชราแน่นอย่างออดอ้อน ก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องหนังสือไปด้วยความดีใจ ทิ้งให้โสวฝู่ผู้เฒ่านั่งมองตามหลังด้วยรอยยิ้มเอ็นดูปนระอา
“เด็กคนนี้...ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ” ชายชราพึมพำเบาๆ พลางส่ายหน้า แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความรักและเอ็นดูที่ยากจะปิดบัง
ไม่กี่วันต่อมา รถม้าของจวนโสวฝู่แล่นตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างช้าๆ ภายในรถม้า...เซี่ยหรงเหยานั่งนิ่ง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
วันนี้นางงัดเงินก้นหีบที่สะสมมาหลายปีออกมาทั้งหมด เพราะสิ่งที่กำลังจะถูกนำออกประมูลในวันนี้ นางจะไม่มีวันยอมให้ตกไปอยู่ในมือของมู่หรงจ้าน
เพราะสิ่งนั้นคือใบเบิกทาง ที่จะทำให้เขาได้ขึ้นเป็นรัชทายาทได้อย่างมั่นคงในอีกสองปีข้างหน้า และนางจะต้องเปลี่ยนชะตานั้นให้ได้
เมื่อรถม้าตระกูลเซี่ยหยุดลงที่หน้าหอเมฆา ร่างบางในชุดผ้าไหมสีอ่อนก้าวลงมาอย่างสง่างาม โดยมีเซี่ยชิงสือ พี่ชายคนที่สามคอยประคองอยู่ด้านข้าง
ดวงตาคู่งามเหลือบมองรอบบริเวณ ก่อนจะสะดุดเข้ากับรถม้าตระกูลว่านที่จอดอยู่อีกด้าน ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางอย่างดีใจ
แสงแดดยามสายสะท้อนกับผิวขาวนวลราวหยก ทำให้ภาพของหญิงสาวในยามนั้นงดงามจนผู้คนรอบข้างถึงกับหยุดมอง
สตรีที่มีชื่อเสียงไม่ดีในเมืองหลวง แต่เมื่อยามแสดงออกอย่างอ่อนโยนกลับงดงามเหนือสามัญ บุรุษหลายคนที่บังเอิญเห็น ต่างเผลอมองอย่างหลงใหล
“ไม่อยากมีตาเอาไว้มองแล้วอย่างนั้นหรือ” เสียงทุ้มดุดันดังขึ้นจากประตูทางเข้าหอเมฆา ทำบุรุษเหล่านั้นรีบหลบสายตาแทบไม่ทัน
ร่างสูงโปร่งในชุดดำก้าวออกมาพร้อมค้อมกายคารวะ
“คุณชายเซี่ย คุณหนูสี่เซี่ย เชิญที่ห้องพิเศษชั้นสองขอรับ”
เป็นสืออี องครักษ์คนสนิทขององค์รัชทายาทนั่นเอง เมื่อสองพี่น้องขึ้นไปยังห้องพิเศษเรียบร้อยแล้ว เซี่ยหรงเหยาจึงเอ่ยถามตรงๆ ด้วยด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะเห็นว่าสืออีที่ค่อนข้างมีฝีมือ แต่กลับมาทำหน้าที่ดูแลพวกตนพี่น้อง
“นี่สืออี...คงมิใช่ว่าหอเมฆาเป็นขององค์รัชทายาทหรอกนะ”
องครักษ์หนุ่มชะงักเล็กน้อย นางรู้ได้อย่างไร
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ขอรับ เพราะนายท่านของเราเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของหอเมฆา” สืออีเลี่ยงตอบตรงๆ เพื่อให้พวกเขาไม่รู้สึกประหม่า คำตอบนั้นทำหญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะมันไม่ผิดจากที่คาดไว้
ทว่าที่นางไม่รู้คือ...เกินครึ่งของกิจการในเมืองหลวง รวมถึงตามหัวเมืองใหญ่ของแคว้นเป่ยหมิง ล้วนอยู่ภายใต้สิทธิ์ขาดของมู่หรงฉางชิงทั้งสิ้น
แม้จะบอกว่า เขาเป็นเพียงหุ้นส่วนของหอเมฆา แต่แท้จริงแล้ว ชายหนุ่มเพียงต้องการทำให้ดูเหมือนว่า ตนไม่ได้เข้ามาแทรกแซงการประมูลในครั้งนี้ก็เท่านั้น
“ท่าทางองค์รัชทายาทจะรวยมากเลยสินะ” เซี่ยหรงเหยาเอียงกายไปกระซิบกับพี่ชายเสียงเบา
“ต่อให้เป็นเพียงหุ้นส่วน แต่เงินที่เข้ากระเป๋าคงมีไม่น้อย” เซี่ยชิงสือพยักหน้าเห็นด้วย
พี่น้องตระกูลเซี่ยแม้ร่ำรวย แต่กฎการใช้เงินล้วนถูกจำกัด ไม่เหมือนลูกขุนนางหลายคนที่ชอบทำตัวเจ้าสำราญ ออกท่องเที่ยวยามราตรีไม่เคยขาด