สองพี่น้องตระกูลเซี่ยนั่งจิบชาชั้นดี พร้อมของว่างที่ห้องพิเศษ ที่ถูกจัดเตรียมไว้รับรอง ระหว่างรอให้การประมูลเริ่มต้นขึ้น กลิ่นชาหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วห้อง แต่สายตาของเซี่ยหรงเหยากลับจับจ้องไปยังเบื้องล่าง
เมื่อเห็นสหายรักที่ไม่ได้พบกันหลายวัน หญิงสาวรีบวางถ้วยชาลง ก่อนจะลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วตรงดิ่งลงไปยังชั้นหนึ่งทันที
“ว่านหนิงอวิ๋น! เจ้าก็มาร่วมงานประมูลเช่นกันหรือ” เสียงใสเอ่ยทักขึ้นด้วยความดีใจ ก่อนจะคว้ามือสหายรักไว้แน่น
“ใช่แล้ว ข้ามากับพี่ห้า อยากมาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย แล้วนี่เจ้ามากับใครหรือ”
“พี่สามน่ะ ตอนนี้นั่งรออยู่ที่ชั้นสอง ห้องพิเศษ”
“เอ๋ แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้ขึ้นไปที่ชั้นสอง”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เอาอย่างนี้เถอะ เจ้าพาพี่ชายของเจ้าตามข้าขึ้นไปที่ชั้นสองเถิด ที่นี่คนเยอะ ค่อนข้างวุ่นวาย” ว่านหนิงอวิ๋น พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหันหลังเพื่อตามหาพี่ชาย
ทว่า...ยังไม่ทันได้ไปจากที่นั่น สตรีทั้งสองกลับถูกชายแปลกหน้าสองคนขวางทางไว้
“คุณหนูคนงามทั้งสอง จะให้เกียรติทำความรู้จักกับเราสองคนได้หรือไม่” บุรุษรูปร่างสูงโปร่งสองคน แต่งกายราวบัณฑิตผู้ทรงภูมิ ถือพัดในมือโบกไปมา ท่าทางดูสุภาพ แต่แววตากลับแฝงความไม่บริสุทธิ์ใจ เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นถอยห่างเล็กน้อย ก่อนเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ขออภัย เราไม่รู้จักคุณชายทั้งสอง ได้โปรดหลีกทาง”
“อะไรกัน เราเพียงอยากทำความรู้จักเท่านั้น มิได้คิดล่วงเกิน”
บุรุษหนึ่งในนั้น กางแขนออกเพื่อปิดกั้นเส้นทางของพวกนาง
“แต่เราไม่อยากรู้จักพวกเจ้า หลีกทางซะ!” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยเสียงแข็ง ความอดทนของนางเริ่มหมดลง
ชายหนุ่มทั้งสองหัวเราะในลำคอ
“คุณหนูน้อย สุราคารวะไม่ยอมดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์รึ เช่นนั้นข้าจะพาพวกเจ้ากลับจวนไปมีความสุขด้วยกัน รับรองได้เลยว่า ขึ้นสวรรค์เมื่อใด พวกเจ้าสองคนจะต้องชื่นชอบแน่นอน” คำพูดหยาบคายของพวกเขาทำหญิงสาวรู้สึกสะอิดสะเอียน
ทั้งคู่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ แววตาแสดงท่าทีคุกคามอย่างชัดเจน แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ถึงตัวหญิงสาวทั้งสอง ร่างสูงโปร่งในชุดดำสวมหน้ากากหยก ก็พลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า
“ใจกล้าดีนี่...ที่กล้ามาก่อเรื่องภายใต้จมูกของเปิ่นไท่จื่อ”
เสียงทุ้มเย็นเยียบดังขึ้นอย่างทรงอำนาจ และเพียงคำพูดเดียว เสียงพูดคุยภายในหอเมฆา ก็พลันเงียบลงราวกับถูกตัดขาด ผู้คนหันมองด้วยความตกใจ
“อะ...องค์รัชทายาท!” ชายหนุ่มทั้งสองหน้าซีดเผือด รีบถอยหลังแทบจะทันที เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่คือใคร
“ทำไม...หรือเจ้าต้องการมอบสุราลงทันให้เปิ่นไท่จื่อดื่มด้วยเช่นกัน” ดวงตาคมภายใต้หน้ากากหยก เหลือบมองเพียงแวบเดียว แต่กลับทำให้บุรุษทั้งสองเข่าทรุดลงกับพื้นในทันที
“ปะ...เปล่าพ่ะย่ะค่ะ เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด!” เสียงสั่นเครือดังขึ้นพร้อมกับเหงื่อกาฬที่ไหลซึมทั่วใบหน้า ไม่มีใครในหอเมฆากล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เพราะทุกคนรู้ดี...เพียงคำพูดเดียวขององค์รัชทายาท ก็สามารถลบชื่อคนผู้หนึ่งออกจากแผ่นดินเป่ยหมิงได้ในพริบตา
“สำหรับเปิ่นไท่จื่อแล้ว เข้าใจผิดหรือไม่ไม่สำคัญ ยอมสังหารผิดคน ดีกว่าปล่อยให้ศัตรูลอยนวล” คำพูดตัดสินชะตาของชายหนุ่ม ทำอันธพาลทั้งสองแทบจะเป็นลม
“ลากสองคนนี้ออกไปซะ ในเมื่อมีปากแล้วไม่ใช้พูดในเรื่องดีๆ เช่นนั้นลิ้นนี้...ก็ไม่ต้องเก็บไว้”
ความเย็นเยียบจากน้ำเสียงนั้น แผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้องประมูล คำสั่งขององค์รัชทายาทเพียงประโยคเดียว สามารถทำให้ทั่วเมืองหลวงสั่นสะเทือน
ทว่า...แม้ชายหนุ่มจะเหี้ยมโหดเพียงใด แต่องค์ฮ่องเต้กลับไม่เคยสั่งลงโทษต่อการกระทำที่ตามใจตนเองของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะมู่หรงฉางชิงคือ คมมีด คือความหวาดกลัว ที่ฝังรากลึกในใจเหล่าขุนนางเป่ยหมิง
ยิ่งเขาโหดเหี้ยมเท่าใด ความจงรักภักดีของผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยิ่งมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น...
หลังเหตุวุ่นวายสงบลง และทุกอย่างกลับคืนสู่ความเรียบร้อย มู่หรงฉางชิงเดินนำสองสตรี พร้อมกับว่านอวิ๋นเซียวขึ้นไปยังห้องพิเศษชั้นสอง
ในเวลาเดียวกัน ตวนอ๋องที่อยู่ในห้องพิเศษอีกฝั่งหนึ่งก็มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยเช่นกัน ยิ่งเห็นองค์รัชทายาทปกป้องเซี่ยหรงเหยาเท่าใด ความอยากครอบครองในใจก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เมื่อการประมูลเริ่มต้น เสียงเคาะไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะ มู่หรงฉางชิงที่กำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ได้เหลือบมองหญิงสาวที่กำลังให้ความสนอกสนใจเวทีเบื้องล่าง พร้อมแววตาเป็นประกาย
“คุณหนูสี่เซี่ย เจ้ามีสิ่งใดในใจที่อยากได้หรือไม่” คำถามที่เหมือนจะเป็นเพียงคำถามผ่านๆ แต่สำหรับสืออีที่ติดตามชายหนุ่มมาเนิ่นนาน นั่นหมายความว่า...
ความสำคัญของหญิงสาวในใจนายของตน หนักแน่นดั่งขุนเขา เพราะคำถามเช่นนี้...แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่เคยได้รับจากชายหนุ่มสักครั้ง
“ก็...มีบางอย่างที่อยากได้จริงๆ เพคะ เพียงแต่ยังมิได้นำออกมาประมูล”
“มันคือสิ่งใดรึ” คำถามที่สอง และน้ำเสียงขององค์รัชทายาทที่มีต่อหญิงสาว แฝงความสนใจอย่างเห็นได้ชัด จนเซี่ยชิงสือที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับนั่งไม่ติด
“เป่าหนิง น้องเล็งสิ่งใดเอาไว้ บอกมาพี่สามจะซื้อให้เอง”
“ท่านมีเงินหรือ วันก่อนยังขอหยิบยืมจากข้าอยู่เลย”
ร่างบางหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยล้อเลียนพี่ชาย คำพูดล้อเล่นของนาง ทำให้บรรยากาศภายในห้องพิเศษ ดูครึกครื้นขึ้นทันตา
“พี่ชิงสือ ท่านไม่มีเงินหรือ ข้ามีเงินเก็บอยู่สองสามพันตำลึง ท่านยืมข้าก่อนดีหรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ทุกคนในห้องต่างหันมองนางเป็นตาเดียว
“น้องหก ถ้าเจ้ามีเงินเก็บมากมายขนาดนั้น ให้พี่ห้ายืมไม่ดีกว่าหรือ ให้เซี่ยชิงสือยืม...ข้าเกรงว่าจะไม่ได้คืน” ว่านอวิ๋นเซียวพูดพลางหัวเราะร่วน
“พูดอะไรของเจ้า! ข้าคือบุรุษอกสามศอก จะยืมเงินสตรีได้อย่างไร” เซี่ยชิงสือโต้กลับทันควัน
เสียงหัวเราะประสานพลันดังขึ้นทั่วห้อง ไม่บ่อยนัก...ที่จะได้เห็นชายหนุ่มทั้งสองแสดงท่าทีเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาเช่นนี้ ปกติแล้วต่างมักทำตัวเคร่งขรึม ราวกับขุนนางวัยกลางคน
เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองพี่ชาย ก่อนจะหันไปมองสหายรัก เห็นว่านหนิงอวิ๋นจ้องหน้าพี่ชายคนที่สามของตนแล้วอมยิ้ม ในหัวของนางพลันคาดเดาเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาในใจ
“ท่านอ๋อง นั่นมิใช่เซี่ยหรงเหยาหรือเพคะ ท่าทางของนางดูสนิทสนมกับองค์รัชทายาทยิ่งนัก เมื่อก่อนตามติดท่านเพียงนั้น แต่พอองค์รัชทายาทกลับเมืองหลวง นางถึงกลับเปลี่ยนเป้าหมายตนเอง ช่างเป็นคน...” ที่ห้องพิเศษฝั่งตรงข้าม หลินเสวี่ยถงที่กำลังอิงแอบมู่หรงจ้าน เอ่ยขึ้นอย่างจงใจ
คำพูดของนางกำลังชักจูงชายหนุ่มเพื่อให้เห็นว่า เซี่ยหรงเหยาเป็นคนโลเลมักใหญ่ไฝ่สูง ต้องการปีนป่าย เป็นพระชายารัชทายาท แทนที่จะอยากเป็นหวางเฟยของเขา
แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มเห็นภาพนั้นกับตาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีโอกาสใส่ร้ายเพื่อทำลายคู่แข่งหัวใจ นางย่อมไม่ยอมปล่อยผ่าน
มู่หรงจ้านนั่งนิ่งราวกับหุ่นปั้น ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังหน้าต่างฝั่งตรงข้ามที่มีม่านบางเบาปิดไว้ สายลมยามบ่ายพัดผ่านเบาๆ ทำให้ผ้าม่านเปิดออกเพียงครู่
แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เขาได้เห็นภาพของหญิงสาวที่กำลังหัวเราะสดใส รอยยิ้มของนาง...หาใช่ท่าทีเสแสร้งยามอยู่ต่อหน้าตน หากแต่เป็นความอ่อนโยนที่เผยออกมาจากใจจริง
หลินเสวี่ยถงเหลือบมองชายหนุ่มข้างกาย ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับมีเพลิงโทสะลุกไหม้อยู่ภายใน
นางเข้าใจผิด...คิดว่าความเงียบของชายหนุ่มคือความโกรธเกลียดที่มีต่อเซี่ยหรงเหยา จึงรีบเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
“วันก่อนหลังแข่งขันยิงธนู พวกเขาได้จัดงานเลี้ยงที่หอว่านเซียง ได้ยินว่าเป็นองค์รัชทายาทเป็นผู้ไปส่งด้วยตนเอง เพราะพวกเขาเมามายแทบไม่ได้สติ...”
แม้นางจะมิได้เอ่ยชื่อผู้ใด แต่มู่หรงจ้านก็รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงใคร นิ้วมือทั้งสิบกำเข้าหาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พยายามข่มกลั้นโทสะที่ค่อยๆ พุ่งทะยานขึ้น
เบื้องล่าง...เสียงขานราคาจากเวทียังคงดังอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีสิ่งใดสามารถดึงความสนใจจากชายหนุ่มได้ ดวงตาคมยังคงจับจ้องหน้าต่างฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ละสายตา
ในอกของเขายามนี้ มีทั้งความโกรธ ความหึงหวง และความเจ็บปวดปะปนกันจนแทบระเบิดออกมา ทว่าภายนอกกลับยังคงนิ่งสงบ ราวกับพายุที่กำลังก่อตัวเงียบๆ รอเวลาพัดถล่มทุกสิ่งให้พังพินาศในคราวเดียว