ใกล้ชิด

1471 Words
“เอาล่ะ ทุกคน...มารวมตัวกันตรงนี้” เสียงของอาจารย์ฟ่าน บุรุษวัยสามสิบต้นๆ ดังขึ้น เขาเคาะเกราะในมือส่งสัญญาณเรียกนักศึกษาชายหญิงให้มารวมตัวกันกลางลานฝึก และในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าพลันดังขึ้นจากอีกฟากของสนาม ทุกสายตาเริ่มหันไปมองเป็นจุดเดียว เมื่อร่างสูงในชุดขี่ม้าสีดำปรากฏขึ้น ใบหน้าหล่อเหลามีหน้ากากหยกปิดทับครึ่งหน้า เพิ่มความลึกลับให้กับบุคลิกที่สง่างามและทรงอำนาจ ม้าสีดำตัวใหญ่พ่วงพีหยุดลงตรงหน้ากลุ่มนักศึกษา ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวลงจากหลังม้าอย่างมั่นคงและสง่างาม “นั่น...องค์รัชทายาทมิใช่หรือ พระองค์มาทำอันใดที่นี่กัน” ว่านหนิงอวิ๋นเอนกายมากระซิบข้างหูเซี่ยหรงเหยา น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ข้าเองก็ไม่รู้” เซี่ยหรงเหยาตอบเสียงเบา หัวใจของนางยามนี้เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ตั้งแต่เห็นชายหนุ่มควบม้าตรงเข้ามา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่เขาโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน มันได้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างบางก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอีกฝ่าย “ถวายพระพรองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” อาจารย์ฟ่านรีบค้อมกายลงอย่างนอบน้อม มู่หรงฉางชิงยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นเชิงให้อีกฝ่ายทำตัวตามสบาย “เปิ่นไท่จื่อได้ยินมาว่า อาจารย์สอนขี่ม้ายิงธนูมีไม่พอ จึงอาสามาช่วยเหลือ อย่างไรช่วงนี้ก็ว่างอยู่” “ต้องขอบพระทัยพ่ะย่ะคะ ความจริงคนของเราก็ไม่พอจริงๆ” อาจารย์ฟ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงโล่งใจ ชายวัยกลางคนมองดูนักศึกษาชายหญิงเกือบสองร้อยชีวิตที่ยืนเรียงรายอยู่ตรงหน้า แล้วก็รู้ทันทีว่าตนคงคุมเหล่านี้ไม่ไหว หากไม่มีผู้ช่วย “แล้วนี่ตวนอ๋องยังไม่มาหรือ มีใครเห็นพระองค์บ้างหรือไม่” อาจารย์ฟ่านหันไปถามเหล่านักเรียนของตน “เปิ่นหวางอยู่นี่” เสียงทุ้มดังขึ้นจากอีกฟากของลานฝึก ร่างสูงโปร่งในชุดขี่ม้าสีเงินควบม้าเข้ามาอย่างสง่างาม ชายหนุ่มยกยิ้มบางๆ ขณะมองฝูงชน ความจริงเขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงและความประทับใจให้เหล่านักศึกษาชายหญิง โดยเฉพาะเซี่ยหรงเหยา หญิงสาวที่เคยตามติดตนเอง ให้นางหันกลับมามองตนอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นมู่หรงฉางชิง ดึงดูดสายตาของทุกคนไปจนหมด ความไม่พอใจพลันแล่นปราดขึ้นในอก มู่หรงจ้านขบกรามแน่น ก่อนจะลงจากหลังม้าอย่างสุขุม เดินตรงเข้ามาสมทบกับกลุ่มของอาจารย์ฟ่าน “สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา “ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงัน ภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว “ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี “นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ “เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน “เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง” ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด “อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่องที่ทำให้ครอบครัวต้องขายหน้า ข้าไม่อยากทำอีกแล้ว” คำพูดนั้นทำให้ว่านหนิงอวิ๋นถึงกับน้ำตาคลอ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้เสียที...เช่นนั้นเราก็ไม่ต้องคอยหาเรื่องแม่ดอกบัวขาวนั่นแล้วสินะ” ท่าทีเล่นใหญ่ของสหายทำเซี่ยหรงเหยาอ่อนใจ “อืม ไม่ต้องแล้ว ต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ต่อไปเราสองคนจะกลับมาร่ำเรียน ทำให้ครอบครัวต้องภาคภูมิใจ” “หา! เรียนหนังสือหรือ ม่ายย อ้าววว!” ว่านหนิงอวิ๋นร้องเสียงหลง เมื่อถูกเซี่ยหรงเหยาคว้าตัวไว้ก่อนที่นางจะวิ่งหนี เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังไปทั่วลานฝึก ขณะที่พี่ชายของพวกนางสองคนซึ่งแอบฟังอยู่ด้านหลัง ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ยังดี อย่างน้อย...ในระยะเวลาอันใกล้นี้ พวกนางคงไม่ก่อเรื่องให้พวกตนต้องปวดหัวอีก วันนี้...เหล่าอาจารย์พิเศษที่มาช่วยสอนอย่างกะทันหัน ต่างกระจายตัวไปตามลานฝึกเพื่อสาธิตวิธีการขี่ม้าและยิงธนู เสียงสายธนูดีดดังเป็นจังหวะสลับกับเสียงม้าสะบัดหางและกระทืบพื้นดิน เซี่ยหรงเหยาในชุดขี่ม้าสีอ่อนกำลังยืนอยู่ห่างจากเป้าธนูเบื้องหน้า แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าคือ ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากหยกกำลังโอบนางจากด้านหลัง มู่หรงฉางชิง จับมือเรียวของหญิงสาวประคองคันธนูไว้แน่น “ยืดแขนออกอีกนิด...ใช่ อย่างนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดใบหูจนลมหายใจอุ่นร้อนแทบจะสัมผัสผิวแก้ม ส่วนอีกฟากหนึ่ง พี่ชายของเซี่ยหรงเหยา ยามนี้กำลังจับมือว่านหนิงอวิ๋นช่วยเล็งเป้าอย่างตั้งใจ ภาพนั้นทำหญิงสาวต้องเอียงหน้ามองด้วยความฉงน “บางเรื่องก็เข้าใจยากจริงๆ” “บางเรื่อง...ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูอย่างแผ่วเบา ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของตนสัมผัสกับหน้าอกของชายหนุ่ม “ให้หม่อมฉันยิงเองก็ได้เพคะ พระองค์...ควรสอนคนอื่น” “ทำไม เจ้ารังเกียจเปิ่นไท่จื่อหรือ” น้ำเสียงหยอกเย้าดังขึ้นข้างหู “มะ...มิใช่เช่นนั้น หม่อมฉันจะกล้าได้อย่างไร” “แล้วอย่างไร...” คำถามนี้สำหรับนางยากจะตอบจริงๆ “คือ...เราสองคนใกล้กันเกินไปหรือไม่” ร่างบางทำท่าจะผละจากไป ทว่า... “แต่เปิ่นไท่จื่อคิดว่า เราสองคนยังใกล้ได้อีกกว่านี้” คำพูดนั้นมาพร้อมแรงดึงเบาๆ ที่ทำให้ร่างบางเอนเข้าหาอกกว้าง ลมหายใจหอมสะอาดของชายหนุ่มเป่ารดใบหูเล็กจนร้อนผ่าว ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยายามนี้แดงก่ำราวกับกุ้งสุก “ท่านช่าง...เป็นภัยต่อหัวใจของสตรีจริงๆ” นางพึมพำเสียงเบา แต่ถึงจะเบาเพียงใด ชายหนุ่มก็ยังได้ยินชัดเจน เสียงหัวเราะหึหึ ดังขึ้นในลำคอ “อะไร...หวั่นไหวแล้วหรือ” เซี่ยหรงเหยาเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว และในจังหวะนั้นเอง ปลายจมูกของทั้งสองแทบจะสัมผัสกัน ลมหายใจของอีกฝ่ายอุ่นร้อนจนหัวใจของนางแทบหยุดเต้น มู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นภาพนั้นเข้าพอดี ความโกรธพลันแล่นปราดขึ้นในอก ชายหนุ่มคิดจะพุ่งเข้าไปกระชากคนทั้งสองออกจากกัน ทว่าเสียงหวานของหลินเสวี่ยถง ดังขัดขึ้นเสียก่อน “ท่านอ๋องเพคะ เรามาลองเล่นอะไรสนุกๆ กันดีหรือไม่” ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองหญิงสาวด้วยแววตาเย็นเยียบ “เล่นอันใด” น้ำเสียงห้วนสั้นจนคนฟังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจ เซี่ยหรงเหยาที่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวรอบด้าน รีบผละออกจากอ้อมแขนของรัชทายาทหนุ่ม พร้อมใบหน้าแดงระเรื่อที่ยังไม่ทันจางหาย “วันนี้พวกเราเรียนขี่ม้ายิงธนู เช่นนั้นก็มาลองเดิมพันกันดีหรือไม่” หลินเสวี่ยถงยิ้มบาง “ถ้าใครชนะ ก็ให้ผู้แพ้ทำตามที่ผู้ชนะต้องการ” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบลานฝึกเริ่มคึกคัก ก่อนที่สายตาของมู่หรงจ้านจะตกลงยังเซี่ยหรงเหยาอย่างมีแผนการในใจ ถ้าหากเขาชนะ...นางจะต้องกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีกครั้ง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD