การแข่งขันยิงธนู

1643 Words
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานฝึก เมื่อทุกคนเห็นพ้องกับข้อเสนอของหลินเสวี่ยถง การแข่งขันขี่ม้ายิงธนูครั้งนี้ ดูจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในพริบตา แต่ในขณะที่คนอื่นต่างแสดงสีหน้าตื่นเต้น เซี่ยหรงเหยากลับถอนหายใจอย่างหมดหวัง เพราะนางรู้ดีว่าฝีมือการยิงธนูของตนนั้น “ห่วยแตก” ขนาดไหน ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน “เจ้าจะไปไหน เซี่ยหรงเหยา” เสียงของหลินเสวี่ยถงดังขึ้น เมื่อเห็นคู่ปรับของตนทำท่าจะเดินจากไป “ทำไม ข้าไปไหนแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า” เซี่ยหรงเหยาหันไปตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เจ้ากลัวหรือ กลัวที่จะต้องพ่ายแพ้ให้กับข้า” วาจาดูแคลนของหลินเสวี่ยถง ทำร่างบางกำหมัดแน่น ความอดทนของนางเริ่มถูกทดสอบ เซี่ยหรงเหยาไม่อยากถือสาคนเช่นนี้ แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางยังคงยั่วยุไม่หยุด “เจ้าจะแข่งกับนางหรือ ฝีมือของหลินเสวี่ยถงพวกเราต่างรู้กันดี” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบเสียงเบา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล “เปล่า...แต่ข้าจะให้คนอื่นลงแข่งแทน” สองสหายมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏบนใบหน้าของเซี่ยหรงเหยา “ข้ายอมรับการแข่งขันครั้งนี้ก็ได้ แต่ข้าจะส่งตัวแทนลงแข่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร” หลินเสวี่ยถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปยังเซี่ยชิงสือ พี่ชายของเซี่ยหรงเหยา แม้ชายหนุ่มจะเก่งกาจ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบมู่หรงจ้านได้ นางมั่นใจว่าตนยังมีโอกาสชนะอยู่ “ย่อมได้ เช่นนั้นเจ้าจะส่งใครลงมา” เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองไปทางมู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของเขาในวันนี้ดูแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย “ไม่ได้! ท่านอ๋องอยู่ฝ่ายเดียวกับข้า” หลินเสวี่ยถงรีบพูดขัดขึ้น ราวกับกลัวว่าตนจะต้องสูญเสียบุรุษข้างกายไป “ใครบอกว่าข้าจะส่งตวนอ๋องลงแข่งเล่า...” เซี่ยหรงเหยาหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะเดินเข้าหาชายหนุ่มอีกคน ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่านักศึกษา “องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก “แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว คำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอก สืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ “เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน “ข้าไม่มีทางเลือก” เซี่ยหรงเหยาตอบกลับพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย “หากพี่ชายของข้าเอาชนะตวนอ๋อง นั่นก็หมายความว่าสกุลเซี่ยทำให้ราชวงศ์ต้องเสียหน้า แต่หากพ่ายแพ้...เจ้าคิดว่าคนอย่างหลินเสวี่ยถงจะไม่แก้แค้นข้าหรือ” ว่านหนิงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย “เพราะอย่างนั้น เจ้าจึงใช้องค์รัชทายาทสั่งสอนตวนอ๋องสินะ” “ก็พวกเขาเป็นพี่น้องกัน จะแพ้หรือชนะก็ไม่เกี่ยวกับคนนอกอย่างพวกเรา” เซี่ยหรงเหยาตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เป่าหนิง! เจ้าฉลาดที่สุด!” ว่านหนิงอวิ๋นเผลอร้องออกมาด้วยความดีใจ จนลืมไปว่า...ตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน “เป่าหนิงหรือ...” เสียงทุ้มต่ำพึมพำแผ่วเบา มู่หรงฉางชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เป่าหนิงของข้า...” แววตาคมกริบฉายแววอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปเรียบนิ่งดั่งเดิม น้ำเสียงของชายหนุ่มแม้จะแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนพอให้สืออีที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเต็มสองหู องครักษ์หนุ่มยกมือปิดปากตนเอง บัดนี้เขาได้รู้ถึงความรู้สึกและจุดประสงค์ของนายเหนือหัว ที่พยายามเข้าใกล้หญิงสาวสกุลเซี่ยแล้ว เมื่อเห็นรัชทายาทผู้เยือกเย็นในยามศึก เผยรอยยิ้มอ่อนโยนเพียงเพราะหญิงสาวนางหนึ่ง...เกรงว่าพี่น้องที่ชายแดน คงได้รีบจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองแล้ว ทางด้านมู่หรงจ้านที่คิดว่าตนจะสามารถควบคุมเซี่ยหรงเหยาเอาไว้ในกำมือ กลับนึกไม่ถึงเลยว่า...พี่ชายต่างมารดาจะตอบตกลงเข้าร่วมการแข่งขันอย่างง่ายดายเช่นนั้น ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพก่อนหน้านี้ ภาพที่มู่หรงฉางชิงโอบสตรีของตนไว้ในอ้อมแขน ความรู้สึกขุ่นเคืองและความอยากเอาชนะก็พลันพุ่งพล่านขึ้นมาในอก ร่างสูงก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าพี่ชายผู้มีอำนาจเหนือกว่าตน แววตาคมยามนี้เต็มไปด้วยแรงกดดัน “ถ้าท่านพ่ายแพ้ให้ข้าในวันนี้ จะต้องถูกเสด็จพ่อทรงตำหนิอย่างหนัก ฟังคำของข้าเถิด ถอนตัวไปซะ แล้วข้าจะถือว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น” ชายหนุ่มไม่มีท่าทีสุภาพหลงเหลืออยู่อีกแล้ว น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการข่มขู่ แต่กลับไม่อาจสั่นคลอนสีหน้าสงบนิ่งของมู่หรงฉางชิงได้แม้แต่น้อย “ในยามปกติ...เจ้าใช้ปากยิงธนูหรือ” เพียงคำพูดเดียว กลับทำให้มู่หรงจ้านถึงกับหุบปากเงียบไปทันที ความเยือกเย็นในน้ำเสียงนั้น ทำให้บรรยากาศรอบลานฝึกเงียบงันลง การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยมีอาจารย์ฟ่านเป็นผู้ตัดสิน สองเชื้อพระวงศ์หนุ่มก้าวออกมายืนประจันหน้า เบื้องหน้าเป็นเป้าธนูสองอันที่ตั้งห่างออกไปนับร้อยจั้ง “ข้ายังคงจะพูดคำเดิม หากท่านถอยตอนนี้ เรื่องทั้งหมดในวันนี้จะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น” มู่หรงจ้านกล่าวอีกครั้งขณะน้าวสายธนู “สืออี...” เสียงเรียกของมู่หรงฉางชิงดังขึ้นเบาๆ องครักษ์คนสนิทก้าวออกมาพร้อมผ้าปิดตา ก่อนจะส่งให้เจ้านายของตน มู่หรงฉางชิงรับมาแล้วเดินมายังเซี่ยหรงเหยา เพื่อให้ฟ้นางช่วยผูกปิดดวงตาของตนเองอย่างไม่ลังเล “นี่!...” หญิงสาวตกใจต่อการกระทำของชายหนุ่ม ทว่ารอบด้านมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้อง นางจำใจต้องผูกผ้าปิดตาให้รัชทายาทหนุ่มอย่างไม่เต็มใจนัก “ขอบคุณนะ...เป่าหนิง” เสียงกระซิบชื่อเล่นของตนทำหญิงสาวใบหน้าร้อนผ่าว ไม่คิดว่าคนผู้นี้จะรู้แม้กระทั่งชื่อเล่นที่พระนางไทเฮาทรงตั้งให้ตน หลังมู่หรงฉางชิงถูกปิดดวงตา สืออีได้พาชานหนุ่มเดินมาหยุดยังที่เดิม เสียงสายธนูถูกดึงจนตึง ก่อนที่ลูกธนูจะถูกปล่อยออกไปในพริบตา เสียง “ฉึก!” ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน “สิบแต้ม!” อาจารย์ฟ่านขานเสียงดัง ธนูดอกนั้นปักอยู่ตรงกลางเป้าอย่างแม่นยำ ทั้งที่ชายหนุ่มมิได้เล็งแม้แต่น้อย อีกทั้งยังถูกปิดตาอยู่ “ว้าว! ช่างเก่งกาจยิ่งนัก สมกับเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ!” ว่านหนิงอวิ๋นร้องออกมาพร้อมตบมือเสียงดังด้วยความตื่นเต้น มู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกมือทั้งสองข้างสั่นเทา ธนูในมือถูกน้าวเอาไว้ แต่กลับไม่กล้าปล่อยออกไป “อะไร...เจ้ากลัวแล้วรึ” แม้ดวงตาของมู่หรงฉางชิงจะยังคงถูกปิดเอาไว้ ทว่าน้ำเสียงกลับเฉียบคม กระแทกลงกลางใจน้องชายต่างมารดาได้อย่างแม่นยำ ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วลานฝึกอีกครั้ง เหล่าผู้ชมต่างกลั้นหายใจรอชมผลงานของตวนอ๋อง แต่จนแล้วจนรอด ลูกธนูดอกนั้นก็ไม่ถูกยิงออกไปเสียที ยามนี้ในใจของทุกคน ต่างรู้ดีว่า ผู้ชนะ...อาจถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่ลูกธนูดอกแรกพุ่งออกจากสาย มู่หรงจ้านพูดไม่ออก เขาผ่อนสายธนูลงช้าๆ ก่อนจะโยนมันลงพื้นอย่างแรง เสียงคันธนูกระทบพื้นดังสะท้อนก้อง “ข้าจะจดจำความอัปยศในวันนี้ให้ขึ้นใจ” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความอาฆาต เขาหันหลังให้ทุกคนแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก “ไชโย! เราชนะแล้ว!” เสียงโห่ร้องของว่านหนิงอวิ๋นดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะสดใสของเซี่ยหรงเหยา สตรีทั้งสองจับมือกันกระโดดไปมาด้วยความดีใจ ท่าทางร่าเริงของทั้งคู่ทำให้เหล่าพี่ชายที่ยืนมองอยู่ ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD