พบสหายรักอีกครา

1608 Words
“เอาล่ะทุกคน สิ่งที่อาจารย์สอนไปเมื่อครั้งก่อน วันนี้จะทำการทดสอบ หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง” ได้ยินอาจารย์อวี๋เอ่ยเช่นนั้น เหล่าศิษย์หญิงต่างก้มหน้างุด เพราะกลัวว่าตนจะถูกเรียกไปทดสอบเป็นคนแรก เพราะในยามปกติ หญิงสาวที่ถูกยกย่องว่าโดดเด่นที่สุดในรุ่นของนางก็คือหลินเสวี่ยถง บุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการหลิน คู่ปรับตลอดกาลของเซี่ยหรงเหยา และการทดสอบของอาจารย์อวี๋ ทุกครั้งนางจะได้รับคำชมเสมอ จึงทำให้ถูกเหล่าบุตรสาวขุนนางหมั่นไส้ ทว่าครั้งนี้กลับเปลี่ยนไป เพราะคนที่ลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกก็คือ...เซี่ยหรงเหยา “นี่! ทำบ้าอันใด นั่งลงเร็ว!...เจ้าคงไม่อยากถูกท่านอาจารย์อวี๋หวดเป็นคนแรกหรอกนะ” ว่านหนิงอวิ๋นดึงเซี่ยหรงเหยาให้นั่งลง “น่าอายจะตาย” “ไม่เป็นไร เจ้าไม่เชื่อฝีมือของข้าหรือ” ท่าทางมั่นอกมั่นใจของนาง ทำอีกฝ่ายงุนงง เพราะที่ผ่านมาต่างก็รู้ฝีมือของกันและกันดี “เชื่อก็บ้าแล้ว! เจ้าไปเอาความมั่นใจนี้มาจากที่ใด ใครที่นี่ไม่รู้บ้างว่า ฝีมือการเล่นกู่ฉินของเจ้าห่วยเพียงใด” วานหนิงอวิ๋นกระตุกชายแขนเสื้อของสหายรักเบาๆ “เจ้ายังเป็นสหายของข้าอยู่หรือไม่” เซี่ยหรงเหยาสะบัดออก พร้อมกอดอกด้วยท่าทีน้อยใจ หลายปีที่นางเพียรฝึกปรือศิลปะทุกแขนง เพื่อให้เป็นที่พอใจของตวนอ๋อง และเพื่อเอาชนะหลินเสวี่ยถง ทว่ากลับถูกมองว่าเป็นเพียงเงาของนาง ยามนี้ได้เกิดใหม่แล้ว ตนเองจะถอยห่างจากตัวหายนะทั้งสอง และใช้ชีวิตให้ดี...จะไม่ยอมถูกตีตายเหมือนชาติที่แล้วอีก “กระซิบกระซาบอันใดกัน เซี่ยหรงเหยา! เจ้าออกมาที่นี่” อาจารย์อวี๋ซิน สตรีผู้ถูกขนานนามว่า...เป็นปรมาจารย์ในด้านกู่ฉิน ชี้ไม้มาที่หญิงสาว สายตาคมกริบของสตรีวัยกลางคนจ้องมองพวกนาง ทำเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นสะดุ้งพร้อมกัน ผ่านไปสองชาติ ข้าก็ยังหวาดกลัวนางไม่เปลี่ยน แต่ก็ต้องขอบคุณท่านอาจารย์อวี๋ในชาติที่แล้ว จึงทำให้ตนเองได้เรียนรู้กู่ฉินได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เซี่ยหรงเหยาคิดในใจ ระหว่างที่กำลังวางนิ้วมือลงบนสายกู่ฉิน เมื่อยามที่บทเพลงถูกบรรเลง ทุกคนที่อยู่ภายในห้องเรียน รวมถึงอาจารย์อวี๋ ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง คนที่เรียนได้อันดับรั้งท้ายในทุกด้านอย่างเซี่ยหรงเหยา กลับมีฝีมือดีดกู่ฉินได้ไพเราะถึงเพียงนี้ “นี่มันบทเพลงอะไร! เหตุใดพวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อน ช่างไพเราะยิ่งนัก” ทุกคนต่างหันหน้ามองกัน พร้อมกระซิบกระซาบ เซี่ยหรงเหยาแอบยิ้มในใจ นี่เป็นเพลงที่ข้าแต่งให้มู่หรงจ้านเมื่อชาติก่อน พวกเจ้าเคยได้ยินก็แปลกแล้ว หลังบรรเลงจนจบบทเพลง อาจารย์อวี๋เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปรบมือให้นาง “ดี! ไพเราะยิ่งนัก! เจ้าไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังเลยสักนิด ทุกคนดูเซี่ยหรงเหยาเป็นตัวอย่าง ต้องพัฒนาตนเองให้ได้อย่างนาง หมั่นเพียรฝึกฝนฝีมือ สุดท้ายชื่อเสียงและความสำเร็จจะเป็นของทุกคน” อาจารย์อวี๋เอ่ยชื่นชมจากใจจริง “ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ทั้งหมดเป็นเพราะท่านที่สั่งสอนและเข้มงวด แต่ฝีมืออ่อนด้อยของศิษย์ ยังต้องเรียนรู้จากท่านอาจารย์อีกมาก ไหนเลยจะกล้ารับคำชม” หญิงสาวยอบกายลงอย่างอ่อนน้อม ท่าทีถ่อมตนของนาง ทำอาจารย์อวี๋ซินนึกชื่นชมในใจ “นี่! เจ้ายังเป็นเซี่ยหรงเหยาอยู่หรือไม่ เหตุใดเล่นกู่ฉินได้ไพเราะเพียงนั้น” ว่านหนิงอวิ๋นเขย่าร่างเซี่ยหรงเหยาไปมาด้วยความตื่นเต้น “เจ้าโง่...คนที่เคยคลั่งรักราวกับคนบ้า เมื่อใดที่ตาสว่างก็มักเก่งกาจขึ้นเสมอ” หญิงสาวเชิดปลายคางขึ้น พร้อมเอ่ยด้วยท่าทีโอ้อวด ทว่าว่านหนิงอวิ๋นกลับมองมาด้วยสีหน้างุนงง “เจ้าพูดอันใด! ข้าฟังไม่รู้เรื่อง” “เปล่าไม่มีอะไร ต่อไปเป็นทีของเจ้าแล้ว” หญิงสาวพยักพเยิดไปยังอาจารย์อวี๋ที่ชี้ไม้เรียวมาที่นาง “ข้าหรือ! ...ไม่นะ! สหายทรยศ! ข้าขอประณามเจ้า” หญิงสาวที่ถูกเลือกไปทดสอบฝีมือเป็นคนต่อไปคือ ว่านหนิงอวิ๋น และเป็นเซี่ยหรงเหยาที่ดันนางให้เดินออกไปยังด้านหน้าห้อง ทุกคนต่างหัวเราะสตรีทั้งสองที่กำลังยื้อยุดกันไปมา และเป็นไปตามคาด ว่านหนิงอวิ๋นถูกตีมือไปหนึ่งครั้ง เพราะนางเล่นได้ห่วยจริงๆ “เจ้าสหายทรยศ! ฝากไว้ก่อนเถอะ! ฮื่ออ! มือน้อยๆ ของข้า บวมหมดแล้ว” หญิงสาวคร่ำครวญ พร้อมกับเป่ามือของตนที่มีรอยแดงที่เกิดจากไม้เรียวของอาจารย์อวี๋ “โอ๋! โอ๋! น้องน้อยของข้า มานี่มา...พี่สาวเป่าให้” เซี่ยหรงเหยาดึงมืออีกฝ่ายมาตรงหน้า พร้อมกับทายาและเป่าเบาๆ ไปที่มือของนาง “ไม่พอ...เจ้าต้องเลี้ยงข้าวกลางวันข้าด้วย” “ได้ๆ บ่าวทำตามที่นายหญิงสั่งเจ้าค่ะ” การหยอกล้อของพวกนาง ถือเป็นสีสันของห้องเรียนในสำนักศึกษาสตรี และในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลานสาวของเซี่ยโสวฝู่และบุตรสาวของแม่ทัพว่าน อีกทั้งพวกนางยังโด่งดังเรื่องความเกเร เป็นอันธพาลอันดับหนึ่งประจำสำนักศึกษา แต่เพราะมีอำนาจหนุนหลัง จึงไม่มีใครกล้าหาเรื่องหรือเอาผิดคนทั้งสอง ยามนี้...สิ่งที่พวกนางกำลังพูดคุย ได้ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนแล้ว ชายหนุ่มในชุดสีทมิฬ ปักดิ้นทองลายเมฆมงคล กำลังหยุดฟังเสียงกู่ฉินด้านนอกห้อง เมื่อยามที่เซี่ยหรงเหยาเริ่มบรรเลง “นางเป็นใคร...” ชายหนุ่มหันไปถามองครักษ์ข้างกาย เมื่อเสียงกู่ฉินหยุดลง “คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ” “คนที่พึ่งเล่นกู่ฉินจบไปเมื่อสักครู่” “อ๋อ...นางคือเซี่ยหรงเหยา หลานสาวคนเล็กของเซี่ยโสวฝู่พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้อายุสิบหกปี อีกทั้งในเมืองหลวง...ยังเป็นสตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความเกเร ยามนี้มีข่าวลือว่านางหลงรักตวนอ๋องจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่ว่าตวนอ๋องไปที่ใดก็มักเห็นนางวิ่งตามเสมอ เป็นคนที่ดื้อรั้นและทำให้ครอบครัวต้องอับอาย” “เช่นนั้น...นางก็คือหลานสาวจากตระกูลเดิมของไทเฮา” “เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายมิได้กลับมาเมืองหลวงนับสิบปี จึงยังไม่รู้ข่าวคราวภายใน แม้นางจะพึงใจต่อตวนอ๋อง ทว่าก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับบุตรีของเสนาบดีหลิน หญิงสาวที่ทั้งงดงามและกิริยาอ่อนหวาน อีกทั้งยังมีความสามารถเหนือสตรีอื่นใดในเมืองหลวง” “คนไหนรึ” “คนที่กำลังบรรเลงกู่ฉินในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเหลือบมองเข้าไปยังห้องเรียนสตรีอีกครั้ง ยามนี้หลินเสวี่ยถงกำลังบรรเลงกู่ฉินเพื่อรับการทดสอบ เมื่อบทเพลงจบลง...หญิงสาวก็ได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์อวี๋เช่นเดียวกัน ทว่า...การบรรเลงของนางก็มิได้ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจเท่ากับฝีมือของเซี่ยหรงเหยา “ก็แค่เล่นกู่ฉินได้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่คิดว่าไม่พบหน้ากันสิบปี สายตาน้องชายของเราจะแย่ถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มหยุดไปเล็กน้อย พร้อมกับเบือนสายตาไปยังหญิงสาวที่กำลังหยอกล้อกับสหายในห้องเรียน “ต่างจากนาง...ตั้งแต่กลับมาเมืองหลวง เซี่ยหรงเหยาเป็นสตรีคนแรกที่ทำให้รู้สึกสนใจ เช่นนั้น...นางย่อมต้องไม่ใช้คนธรรมดาเป็นแน่ ไป...ไปสืบเรื่องของนางมาให้เรา อยากรู้นัก สตรีผู้นี้จะยังมีสิ่งใดให้น่าค้นหาอีก” “แต่ชื่อเสียงของนาง...” องครักษ์หนุ่มนามสืออี คิดเอ่ยทัดทาน ทว่าสายตาคมกริบกลับตวัดมองมา “สืออี! ตั้งแต่เมื่อใดที่เจ้าใช้ข่าวลือตัดสินผู้อื่น” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยเตือนเบาๆ “กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มประสานมือคารวะ ก่อนถอยออกจากจุดนั้น และเพียงไม่นาน เหล่าสรีทั้งหลายต่างก็ทยอยออกจากห้องเรียน วันนี้เซี่ยหรงเหยาได้สัญญากับว่านหนิงอวิ๋นเอาไว้แล้วว่า นางจะเลี้ยงอาหารกลางวันที่หอว่านเซียง เหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ทว่า...ยามนี้ กลับถูกขวางเอาไว้ที่หน้าประตูสำนักศึกษา “เดี๋ยวก่อน!...” หลินเสวี่ยถงก้าวออกมาขวางสตรีทั้งสอง ที่กำลังก้าวออกจากสำนักศึกษาหมิงเยวี่ย ทั้งที่พวกนางไม่กินเส้นกันมาก่อน การมาของนางครั้งนี้ คล้ายมีจุดประสงค์บางอย่าง “มีอะไร...” เซี่ยหรงเยาเอ่ยถามเสียงห้วน เพราะไม่ว่าชาติก่อนหรือตอนนี้ สตรีทั้งสองก็เป็นดั่งศัตรู มิอาจปรองดอง และชีวิตนี้...นางต้องการหลบเลี่ยงไม่คิดคบหา ประหนึ่งน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง “บทเพลงที่เจ้าเล่นก่อนหน้านี้...มีชื่อว่าอันใด เจ้าแต่งเองหรือไม่ เช่นนั้น...ช่วยเขียนเนื้อเพลงให้ข้า...ยืม เพื่อบรรเลงในงานชมดอกเหมยได้ไหม”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD