“ข้าทำไม...หรืออยากลองดูว่ากำปั้นของข้าหนักหน่วงหรือไม่” ร่างบางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกกำปั้นหมุนไปมาด้วยท่าทีสบายๆ แต่คำพูดกลับเฉียบคมดั่งคมมีด
บรรยากาศภายในห้องเรียนเริ่มตึงเครียด จนแทบไม่มีใครกล้าขยับ ว่านหนิงอวิ๋นมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบงัน นางเตรียมตัวที่จะช่วยสหาย ถ้าหากว่าอีกฝ่ายกล้าลงมือ
แต่ก่อนที่จะเกิดการปะทะขึ้น เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวอีกนางได้ดังแทรกเข้ามา
“พวกเจ้าอย่าทะเลาะกันเพื่อข้าเลย...” หลินเสวี่ยถงเอ่ยพลางเช็ดน้ำตา น้ำเสียงของนางสั่นเครือราวกับตนเองถูกรังแก
ว่านหนิงอวิ๋นหันขวับไปทันที
“เลิกสำคัญตนเองผิดสักที หลินเสวี่ยถง! เจ้าคิดว่าโลกใบนี้หมุนรอบตัวเจ้าหรือไง! เสแสร้งสิ้นดี” น้ำเสียงตวาดของนางทำคนทั้งห้องถึงกับสะดุ้ง
“ข้า...ข้าเปล่า...” หลินเสวี่ยถงแสร้งร้องไห้ออกมา ทำผู้พิทักษ์ทั้งสองปวดใจจนต้องรีบก้าวเข้าไปปกป้อง
“เจ้ากล้ารังแกนางต่อหน้าพวกเรา!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วจะทำไม กล้าก็ไปฟ้องอาจารย์สิ ข้าจะได้เปิดโปงใบหน้าดอกบัวขาวของนางให้ทุกคนได้เห็น” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเย็น
“เจ้าท้าข้าหรือ!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนลั่น บรรยากาศภายในห้องเรียนสตรีที่เคยสงบ กลับกลายเป็นสนามประลองอารมณ์ที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
“เสียงดังอะไรกัน!”
เสียงทุ้มแหบของอาจารย์หวงดังขึ้นจากหน้าประตู ชายชราผู้มีผมขาวก้าวเข้ามาพร้อมไม้เท้าในมือ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสุขุมที่ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
นักศึกษาสตรีทั้งห้องรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกัน เสียงเก้าอี้ขยับดังแผ่วเบา ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบงัน
ภายในห้องเรียนยามนี้ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ที่ยังแฝงด้วยแรงโทสะ และความตึงเครียดที่ยังไม่จางหาย
“เกิดอะไรขึ้น!!”
อาจารย์หวงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด ดวงตาคมกริบของชายชรากวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่คนกลุ่มหนึ่ง
“เป็นเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋น นางรังแกหลินเสวี่ยถงอีกแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” ไป๋เสี่ยวอิงชิงเอ่ยฟ้องก่อน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ราวกับตนถือความถูกต้องไว้ในมือ
“เหอะ! โจรตะโกนจับโจร” ว่านหนิงอวิ๋นกล่าวลอยๆ พลางกอดอกอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้า! ท่านอาจารย์หวงดูสิเจ้าคะ ขนาดท่านยืนอยู่ต่อหน้า นาง ยังกล้าทำตัวเป็นอันธพาล!” ไป๋เสี่ยวอิงชี้นิ้วด้วยความโกรธ
“เอาล่ะ ไม่ต้องเถียงกัน” อาจารย์หวงยกมือขึ้นห้าม
“ใครผิดใครถูก เดี๋ยวข้าจะสอบสวนเอง”
หลินเสวี่ยถงที่ยืนอยู่ด้านหลัง หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดหวั่น กังวลว่าสิ่งที่ตนปิดบังเอาไว้จะถูกเปิดโปง
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ พวกเราเพียงแค่ล้อเล่นกันเท่านั้น” หญิงสาวรีบเอ่ยแก้ตัว เพราะไม่ต้องการให้อาจารย์หวงสืบสาวเรื่องที่เกิดขึ้น
“ถงเอ๋อ! เจ้าถูกพวกนางรังแกถึงเพียงนี้ แต่กลับจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ หรือ หากไม่ถูกลงโทษ ต่อไปวันหน้าพวกนางจะต้องเหิมเกริมยิ่งกว่านี้แน่” น้ำเสียงของลู่หลานหลิงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
เซี่ยหรงเหยามองหลินเสวี่ยถงด้วยสายตาเย็นชา นางเห็นชัดถึงความหวาดหวั่นในแววตาของอีกฝ่าย แต่ยังคงนิ่งเฉย เพราะรู้ดีว่ายังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะเปิดโปงความจริง
“บอกอาจารย์มาให้ชัด เกิดอะไรขึ้นกันแน่” อาจารย์หวงเคาะไม้เท้ากับพื้นเสียงดัง เพื่อเรียกสติทุกคนให้สงบลง
ไป๋เสี่ยวอิงเป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยท่าทีมั่นใจ ราวกับตนอยู่ในเหตุการณ์ คำพูดของนางเต็มไปด้วยการแต่งเติมและอารมณ์ที่ชี้นำให้ผู้ฟังเชื่อถือว่าเป็นความจริง
“ทั้งหมดก็มีเท่านี้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ต้องให้ความยุติธรรมแก่ถงเอ๋อของเรานะเจ้าคะ” ลู่หลานหลิงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก ราวกับตนเองเป็นผู้ที่ถูกกระทำ
อาจารย์หวงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาใต้คิ้วขาวขมวดแน่น ชายชรามองนักศึกษาหญิงทีละคน ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้ง เพราะไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้จะตัดสินเช่นไร
“ในเมื่อฝ่ายของหลินเสวี่ยถงเล่าเรื่องแล้ว เช่นนั้น...เซี่ยหรงเหยา เจ้าเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น” เสียงของอาจารย์หวงดังขึ้นอย่างสงบ ดวงตาใต้คิ้วขาวมองตรงไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางห้อง
“ท่านอาจารย์ ท่านก็ได้ยินที่ศิษย์เล่าแล้วนี่เจ้าคะ ยังจะถามนางอีกทำไม” ไป๋เสี่ยวอิงรีบเอ่ยขัด น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ
“เงียบเสียงหน่อย!!” ชายชราตวาดเสียงเข้ม
“การตัดสินความผิด มิใช่การฟังความเพียงข้างเดียว นักเรียนทุกคนจงจดจำคำนี้ของอาจารย์เอาไว้ ฟังให้มาก พูดให้น้อย แล้วค่อยตัดสินใจ”
คำพูดนั้นราวกับตบหน้าของไป๋เสี่ยวอิง หญิงสาวหน้าชาทันทีรีบก้มหน้าหลบสายตา และไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก
เมื่อบรรยากาศกลับคืนสู่ความสงบ เซี่ยหรงเหยาจึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่หน้าสำนักศึกษา น้ำเสียงของนางมั่นคงและชัดเจน รายละเอียดที่กล่าวออกมานั้นแตกต่างจากสิ่งที่ไป๋เสี่ยวอิงเล่าโดยสิ้นเชิง ราวกับเป็นเหตุการณ์คนละเรื่อง
“ไท่จื่อหรือ...ก่อนพักเที่ยง พระองค์ได้มาเยือนที่นี่จริง”
อาจารย์หวงลูบเคราขาวพลางพึมพำอย่างครุ่นคิด ลู่หลานหลิงก้มตัวกระซิบกับหลินเสวี่ยถงเสียงเบา
“ถงเอ๋อ เหตุใดเจ้ามิได้เล่าว่ามีไท่จื่ออยู่ที่นั่นด้วย”
“ข้า...ข้าก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตเช่นนี้ อีกอย่างไท่จื่อก็มิได้กล่าวสิ่งใดในตอนที่พวกเราทะเลาะกัน ข้าจึงคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้อง”
หลินเสวี่ยถงตอบเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ
อาจารย์หวงแม้จะชรา แต่สายตายังคงลึกล้ำ ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน มีหรือจะมองไม่ออกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องวุ่นวายนี้คือหลินเสวี่ยถง และสิ่งที่นางต้องการ หาใช่ความยุติธรรม หากแต่เป็นการใช้โอกาสนี้ทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ” ลู่หลานหลิงเอ่ยขึ้น หลังจากเงียบอยู่นาน
“แม้ตอนนั้นไท่จื่อจะอยู่ด้วย แต่นี่เป็นเรื่องระหว่างหลินเสวี่ยถงกับเซี่ยหรงเหยา ศิษย์ร้องขอให้นางคืนบทเพลงที่นางขโมยจากถงเอ๋อคืนมา และลงโทษให้นางล้างห้องน้ำในสำนักศึกษาเป็นเวลาหนึ่งเดือน”
หญิงสาวกล่าววาจาราวกับได้ตัดสินผู้ผิดแล้ว ทั้งที่อาจารย์หวงยังมิได้เอ่ยคำตัดสินใดๆ
บรรยากาศภายในห้องเรียนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เสียงไม้เท้าของอาจารย์หวงเคาะพื้นดังเป็นจังหวะ เตือนให้ทุกคนรู้ว่า การพิจารณายังไม่สิ้นสุด และตัวเขานั้น...ยังมิได้ตัดสินใจว่าใครคือผู้ผิด
“เจ้าบอกว่าเพลงที่ข้าเล่นเมื่อเช้าเป็นของนาง...” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ มิได้มีท่าทีหวาดกลัวความผิดใดใด
“นี่สินะที่เจ้าต้องการ หลินเสวี่ยถง ร้องแรกแหกกระเชิงว่าข้ารังแกเจ้า แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือบทเพลงกู่ฉินที่ข้าเล่นเมื่อเช้า”
“ข้า...เปล่า” หลินเสวี่ยถงหลุบตาลงพร้อมตอบเสียงสั่น มือสองข้างของนางกำชายกระโปรงแน่นอย่างไม่มั่นใจ
“แต่เรื่องที่ลู่หลานหลิงเอ่ยเป็นเรื่องจริง เจ้าเป็นคนที่เล่นกู่ฉินได้แย่ที่สุดในบรรดาสหายในชั้นเรียน จะมีความสามารถใด แต่งบทเพลงไพเราะเช่นนั้นออกมาได้”
น้ำเสียงของหลินเสวี่ยถงบางเบาและสั่นเครือ คล้ายผู้ถูกกระทำที่พยายามปกป้องตนเอง ทว่ากลับไม่สามารถสั่นคลอนความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามได้ ทำให้ยามนี้นางรู้สึกเป็นกังวลในใจ
“หน้าไม่อายก็ต้องมีขอบเขต” เซี่ยหรงเหยาหัวเราะในลำคอ
“ต่อให้เพลงกู่ฉินบทนี้มิใช่ข้าที่แต่ง แล้วเจ้าเอาความมั่นใจมาจากที่ใดว่ามันคือของเจ้า หากความจริงถูกเปิดโปง ระวังใต้เท้าหลินไม่มีหน้าอยู่ในราชสำนักนะ”
“เจ้า!...ข้า!...” หลินเสวี่ยถงพูดไม่ออก เสียงของนางแผ่วลงจนแทบไม่ได้ยิน ไป๋เสี่ยวอิงเห็นสหายรักถูกรังแก นางจึงรีบก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อปกป้องทันที
“ถงเอ๋อคือคนที่ชำนาญในทุกด้าน ในเมืองหลวงแห่งนี้นางนับเป็นสตรีมีความสามารถอันดับหนึ่ง จะแต่งเพลงออกมาสักเพลงสองเพลงจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ”
“ต่างกับเจ้า...เซี่ยหรงเหยาจอมอันธพาล คนที่เอาแต่ทำตัวไร้แก่นสารไปวันวัน ทำให้ครอบครัวต้องอับอาย!” ไป๋เสี่ยวอิงกล่าวหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวว่าตนจะถูกเอาคืน ทั้งที่เรื่องนี้หาใช่เรื่องของนางไม่
“ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่ตระกูลไป๋มีหน้าที่สั่งสอนคนจากตระกูลอื่น”
เสียงหวานของสตรีดังขึ้นที่หน้าประตู ทุกคนหันขวับไปมองพร้อมกัน เป็นอาจารย์อวี๋ สตรีวัยกลางคนในชุดครามเข้มยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมกริบของนางกวาดมองทั่วห้อง ก่อนจะหยุดที่หลินเสวี่ยถง
“แม้แต่ตัวข้าที่ฝึกกู่ฉินมายี่สิบปี ยังไม่กล้าอวดอ้างตนเองว่าเป็นอันดับหนึ่ง แต่เจ้ากลับกล้ายกนางขึ้นเหนือเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ช่างโอหังยิ่งนัก!”
“อะ...อาจารย์อวี๋” ไป๋เสี่ยวอิงเอ่ยเสียงสั่น