“ครั้งนี้...ถือเป็นบทเรียนให้พวกเจ้า ต่อไปเมื่อคิดใส่ร้ายผู้อื่นก็ต้องคิดด้วยว่า ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร” คำกล่าวนั้นคล้ายกำลังเอ่ยเตือนหลินเสวี่ยถงกลายๆ
หญิงสาวยามนี้มีแต่ความอับอาย นางก้มหน้างุดมิกล้าสบตาผู้ใด โดยเฉพาะเซี่ยหรงเหยา
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ภายในใจของหลินเสวี่ยถงก็ยังไม่คิดยอมแพ้ เรื่องนี้นางจะจดจำเอาไว้ในใจ และครั้งหน้า...จะต้องหาทางทำให้เซี่ยหรงเหยาได้รับความอับอายยิ่งกว่าที่นางได้รับในวันนี้
หลังเรื่องราววุ่นวายทั้งหลายจบลง อาจารย์หวงได้สั่งให้เหล่าศิษย์หญิงแยกย้ายกันไป เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นรีบพุ่งออกจากห้องเรียนไปก่อนใคร ตามที่เคยทำอยู่เป็นประจำ
“อีกไม่กี่วันก็ถึงงานเลี้ยงชมดอกเหมยแล้ว เจ้าคิดจะเข้าร่วมหรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นเดินเข้ามาคล้องแขนสหายรัก พร้อมสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
คำพูดของสหายทำนางคิดขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ที่งานเลี้ยง นางตามติดมู่หรงจ้าน ทั้งยังทะเลาะกับหลินเสวี่ยถง ทำให้ถูกคนทั้งงานประณาม และมองมาด้วยสายตาดูแคลน
รางบางถอนหายใจเบาๆ ตนเองช่างโง่เขลานัก หลงรักบุรุษผู้หนึ่งจนหน้ามือดตามัว ไม่สนเกียรติใดใด ทำครอบครัวต้องขายหน้า
“ว่าอย่างไร...เพียงงานเลี้ยงเท่านั้น ต้องคิดมากมายเพียงนี้เชียวหรือ” ว่านหนิงอวิ๋นเขย่าแขนสหายรัก เมื่อพบว่านางกำลังเหม่อลอย
“อืมมม ถ้าเจ้าไปข้าก็ไป งานเลี้ยงน่าเบื่อเช่นนั้น หากไม่มีเจ้าข้าก็ไม่อยากไป” เซี่ยหรงเหยาเปรยเบาๆ
“ไปสิ! ข้าไปแน่นอน ได้ยินมาว่า ทางพระราชวังส่งขนมที่พึ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เหล่าบัณฑิตได้ลิ้มลอง ของอร่อยเช่นนั้น จะขาดข้าไปได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะร่า
“หึ! เจ้าคนตะกละ”
สองสหายเดินไปถึงหน้าสำนักศึกษาที่มีรถม้าจอดรอพวกนางอยู่ เซี่ยหรงเหยารู้สึกว่าตนเองคล้ายกำลังถูกจ้องมองจากที่ใดสักแห่ง หญิงสาวจึงหันไปยังประตูสำนักศึกษชายที่อยู่ข้างกัน ทว่า...กลับไม่พบใครที่นั่น
“หรือว่าข้าจะคิดไปเอง...” หญิงสาวพึมพำแผ่วเบา
“อะไรหรือ เจ้ากำลังมองหาอะไร”
ว่านหนิงอวิ๋นมองตามสายตาของนาง
“เปล่า! ไม่มีอะไร เจ้ารีบขึ้นรถม้าเถอะ อีกสามวันเจอกันที่งานเลี้ยง” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยปฏิเสธ ก่อนจะดันหลังสหายรักให้ก้าวขึ้นรถม้าไป
“ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมยิ่งนัก” เสียงพึมพำดังขึ้นที่หลังคาสำนักศึกษาชาย และคนที่กำลังเฝ้ามองหญิงสาวก็คือสืออี องครักษ์หนุ่มผู้ติดตามรัชทายาทเป่ยหมิง มู่หรงฉางชิง
“ท่านแม่! ท่านย่า! ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
หลังถึงหน้าประตูจวน เซี่ยหรงเหยารีบวิ่งไปยังเรือนฝูหรงของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยทันที เพราะคิดว่าเวลานี้ มารดาของตนน่าจะอยู่ที่นั่น
และทันทีที่เห็นสตรีต่างวัยทั้งสอง หญิงสาวรีบพุ่งกายเข้าหามารดา ที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ย พร้อมกับร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง
ต้องบอกว่า...จอมเกเรของตระกูลเซี่ยที่ถูกคนทั้งจวนตามใจตั้งแต่ยังเล็ก แม้จะถูกตำหนิหรือลงโทษให้คุกเข่า นางก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาสักหยด
ทว่าครั้งนี้...เหตุการณ์ตรงหน้าที่นางกำลังร้องไห้ ทำคนทั้งบ้านถึงกับตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น! เป่าเอ๋อ! ใครรังแกหลานสาวคนดีของย่า บอกมาเร็ว ย่าจะให้ท่านปู่และท่านพ่อของเจ้าเข้าวังกราบทูลไทเฮาเพื่อเอาผิดมัน” ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเคาะไม้เท้าในมือเสียงดัง พร้อมเอ่ยปลอบหลานสาวคนเล็ก
เป่าหนิง คือชื่อเล่นที่เซี่ยไทเฮาทรงตั้งให้นาง หลังเซี่ยหรงเหยากำเนิด และนางยังเป็นหลานสาวนอกไส้ที่ไทเฮาทรงรักและตามใจเป็นที่สุด
“ฮึก! ฮึก! ฮื่ออ! ท่านย่า…เป่าเอ๋อมิได้ถูกใครรังแก เพียงแต่เป่าเอ๋อดีใจที่ได้พบทุกคนอีกครั้ง” คำพูดของนางทำคนทั้งบ้านงุนงง ทั้งที่พึ่งพบหน้ากันเมื่อเช้า หรือว่าที่สำนักศึกษาทำนางลำบาก ถึงกับต้องหลังน้ำตาออกมาเชียวหรือ
“เอาล่ะเด็กดี เลิกร้องไห้ได้แล้ว น้ำตาของเจ้าทำย่าปวดใจ”
หญิงชราพยุงหลานสาวให้มานั่งข้างตน ดวงตาแดงก่ำราวกระต่ายน้อย ยิ่งมองความงามของนางก็ยิ่งเปล่งประกาย เพียงแต่หลานสาวผู้โง่เขลา กลับดื้อรันเพื่อคนไร้ใจอย่างตวนอ๋อง ไม่เช่นนั้น นางคงได้พบคนที่ดีกว่าชายหนุ่มเป็นแน่
“ท่านย่า...เป่าเอ๋อรักท่านที่สุด”
หญิงสาวออดอ้อนฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเหมือนเด็กเล็กๆ หลังผ่านการตายมาแล้วครั้งหนึ่ง...นางซึ้งใจแล้วว่า คนที่รักนางมากที่สุดก็คือคนในครอบครัว ครั้งนี้...นางจะไม่ตามตอแยมู่หรงจ้านอีก และจะไม่ทำให้ครอบครัวต้องผิดหวังเหมือนดั่งชาติที่แล้ว
สามวันต่อมา
เวลานี้...อากาศที่แคว้นเป่ยหมิงเริ่มหนาวเย็นขึ้นเป็นลำดับ ลมหายใจของผู้คนกลายเป็นไอขาว แม้หิมะยังไม่โปรยปราย แต่ทั่วทั้งหุบเขากลับถูกแต่งแต้มด้วยดอกเหมยที่ผลิบานสะพรั่ง
สีแดงสดตัดกับเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ที่เกาะตามกิ่งไม้ เป็นภาพงดงามหาดูได้ยาก ภูมิทัศน์ของภูเขาชิงซานในยามนี้ไม่ต่างจากภาพวาดเลื่องชื่อ
ในวันนี้ ที่ตีนเขาคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพราะองค์หญิงใหญ่ทรงเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมยขึ้นที่นี่
ว่ากันว่า ในทุกปี...งานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่ภูเขาชิงซาน เป็นงานเลี้ยงที่เหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางต่างเฝ้ารอ เพราะนอกจากจะได้ชมความงามของดอกเหมยแล้ว ยังเป็นโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบปะกัน
นัยหนึ่งคือ งานเลี้ยงครั้งนี้คือการเฟ้นหาชายหนุ่มที่เหมาะสมกับบุตรสาวขององค์หญิงใหญ่ พระนางเองก็มีชายหนุ่มในใจอยู่หลายคน แต่ยังไม่รู้ว่าบุตรสาวคนดีจะต้องตาบุรุษใดในบรรดาผู้มาร่วมงาน
ท่ามกลางผู้คนมากมาย เซี่ยหรงเหยาและพี่ชายคนที่สามอย่างเซี่ยชิงสือ กำลังยืนรอใครบางคนอยู่ที่บันไดทางขึ้นเขา
ทั้งสองยามนี้แต่งกายด้วยชุดคลุมขนจิ้งจอกหิมะที่ได้รับพระราชทานจากเซี่ยไทเฮา สีเงินยวงของขนจิ้งจอกหิมะ ทำให้เซี่ยหรงเหยาดูงดงามเปล่งประกายกว่าทุกครา
เมื่อชาติก่อน นางสวมชุดคลุมสีแดงสดที่ทำด้วยขนจิ้งจอกเพลิง ทำให้องค์หญิงใหญ่ไม่ทรงพอพระทัย เพราะตนแย่งชิงความโดดเด่นของบุตรสาวของนาง ครั้งนี้...ตนเองจะไม่ทำพลาดเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว
ดวงตางามของเซี่ยหรงเหยามองไปยังเส้นทางเบื้องล่างที่ทอดยาว ไม่นานนัก...เสียงกีบเท้าม้าพลันดังขึ้นพร้อมกับรถม้าสีดำสนิทที่ประดับตราจวนแม่ทัพแล่นมาหยุดตรงหน้า สายลมหนาวพัดกลีบดอกเหมยปลิวว่อนราวกับต้อนรับผู้มาเยือน
ม่านรถม้าถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสองพี่น้องตระกูลว่าน ว่านหนิงอวิ๋นและว่านอวิ๋นเซียวบุตรชายคนที่ห้าของแม่ทัพใหญ่
แววตาของเซี่ยหรงเหยาอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อสบตากับสหายรัก ส่วนเซี่ยชิงสือเพียงยกยิ้มบางๆ พลางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“พวกเจ้ามาช้า” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“ไม่ช้าได้อย่างไร เจ้าตัวโง่งมของข้าถูกท่านแม่จับแต่งกายอยู่นาน กว่าจะถูกปล่อยออกจากจวน เวลาก็ล่วงเลยมาขนาดนี้” ว่านอวิ๋นเซียวเอ่ยแก้ตัว พร้อมกับหลบสายตาที่มองค้อนของน้องสาว
“เอาเถอะ เรารีบขึ้นเขากันดีกว่า คนอื่นๆ ไปกันหมดแล้ว”
เซี่ยชิงสือเหลือบมองเล็กน้อย และทันทีที่สายตาของทั้งสองสบกัน ใบหน้าของว่านหนิงอวิ๋นพลันแดงเรื่อ
อืมมม นางงามจริงๆ ชายหนุ่มแอบคิดในใจ
หลังสนทนาเล็กน้อย คนทั้งสี่ก้าวขึ้นไปตามบันไดช้าๆ โดยที่มีข้ารับใช้ติดตามด้านหลัง และเมื่อก้าวเข้าไปในงานเลี้ยงที่ถูกจัดเตรียมอย่างอลังการ บรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกเหมย ทำสตรีทั้งสองเบิกตากว้าง
ไม่ว่าครั้งก่อนหรือครั้งนี้ ความงามนี้ก็ทำให้เซี่ยหรงเหยารู้สึกตกใจได้ทั้งสิ้น ภูเขาชิงซานแห่งนี้ฮ่องเต้พระองค์ก่อนได้ยกให้เป็นสินเดิมขององค์หญิงใหญ่ และทุกปี...ที่นี่มักถูกนำมาจัดงานเลี้ยง และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่แตกต่างที่จุดประสงค์