ล้างห้องน้ำ

1579 Words
ลู่หลานหลิงและไป๋เสี่ยวอิง สองสหายที่เคยหาเรื่องเซี่ยหรงเหยา บัดนี้ต่างรีบเก็บตำรา เตรียมจะหนีออกจากห้องให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันถึงประตู ก็มีร่างหนึ่งก้าวออกมาขวางไว้ เป็นว่านหนิงอวิ๋นนั่นเอง หญิงสาวเหลือบมองสตรีทั้งสอง ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อย “เจ้าลืมแล้วหรือ ท่านอาจารย์หวงสั่งว่าอย่างไร หรือเจ้าต้องการให้ข้าไปรายงาน” สองสหายชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าซีดเผือดลงทันที “เจ้า! รังแกกันเกินไปแล้ว!” ลู่หลานหลิงตะโกนเสียงสั่น ขณะที่ไป๋เสี่ยวอิงเริ่มน้ำตาคลอ “ข้าเพียงเตือนตามคำสั่งของอาจารย์เท่านั้น” ว่านหนิงอวิ๋นยักไหล่ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความขบขัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมอ่อนข้อ ทั้งสองจึงทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับร้องไห้ออกมาเสียงดัง “ขอร้องล่ะ อย่าให้เราสองคนไปล้างห้องน้ำเลย!” เสียงสะอื้นของทั้งคู่ดังสะท้อนภายในนห้องเรียน ว่านหนิงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปมองเซี่ยหรงเหยาที่นั่งอยู่ด้านใน ซึ่งกำลังกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น บรรยากาศในห้องเรียนที่เคยตึงเครียด เริ่มผ่อนคลายลง สุดท้ายเพราะความกลัวต่ออาจารย์หวง ไป๋เสี่ยวอิงและลู่หลานหลิง ที่เคยเชิดหน้ากล่าวร้ายต่อเซี่ยหรงเหยา กำลังคุกเข่าขัดพื้นด้วยสีหน้าผะอืดผะอม เสื้อผ้าของสตีทั้งสองเปียกชุ่มไปด้วยน้ำสกปรกพร้อมเสียงอาเจียนดังเป็นระยะ ส่วนเซี่ยหรงเหยา ยามนี้นั่งอยู่ในรถม้าที่กำลังแล่นออกจากสำนักศึกษาอย่างเงียบๆ แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบใบหน้างามที่มีรอยยิ้มอ่อนโยน พร้อมดวงตาเปล่งประกายพึงพอใจ “กรรมใดใครก่อ...” ร่างบางพึมพำเสียงเบา วันนี้ เซี่ยหรงเหยากลับถึงจวนด้วยท่าทางอารมณ์ดี หลังจากหนึ่งวันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเล็กๆ ที่ชวนให้หัวใจเบิกบาน ทว่าขณะเดินผ่านศาลากลางสวน กลับเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบนิ่ง ร่างบางชะลอฝีเท้า ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัย และเมื่อมองให้ชัดก็ต้องชะงักไป เพราะองค์รัชทายาทมู่หรงฉางชิงกำลังนั่งจิบชาอย่างเงียบๆ แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าคมด้านข้าง ภาพนั้นทำหัวใจหญิงสาวเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ” เซี่ยหรงเหยายอบกายลงอย่างนอบน้อม เสียงของนางเบาหวิวและสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองอีกฝ่าย “คุณหนูเซี่ย...” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างอ่อนโยน ทันใดนั้น ความเงียบพลันปกคลุมรอบกาย เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ เซี่ยหรงเหยาขยับกายเล็กน้อย ความอึดอัดแล่นเข้ามาแทนที ตลอดหลายวันมานี้ ใบหน้าของเขาไม่เคยหายไปจากความคิดคำนึง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เอ่ยสิ่งใด หญิงสาวจึงเบี่ยงกายหมายจะจากไป แต่กลับชนเข้ากับบางสิ่งที่แข็งแรงและอบอุ่น “ท่าน...มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใด” ร่างบางเงยหน้าขึ้นพร้อมเบิกตาโตด้วยความตกใจ “เปิ่นไท่จื่อเห็นคุณหนูเซี่ยยืนเหม่อลอย จึงคิดว่าอาจกำลังไม่สบาย...” ชายหนุ่มยกมือขึ้นหวังจะสัมผัสที่หน้าผากมน ทว่าหญิงสาวกลับเอียงกายหลบ “ปะ...เปล่าเพคะ! หม่อมฉันสบายดี” เซี่ยหรงเหยารีบลนลานปฏิเสธ “จริงหรือ...เช่นนั้นยามเมื่อเราเดินมา ไยเจ้าถึงไม่รู้ตัว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพลางโน้มกายเข้ามาใกล้ ใกล้มากจนนางสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ จากชายหนุ่มทำให้หัวใจของเซี่ยหรงเหยาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความร้อนแล่นปราดขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ “ไหนบอกว่าสบายดี เหตุใดใบหน้าถึงได้แดงก่ำเพียงนี้” ฝ่ามือเย็นที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ยกขึ้นแตะหน้าผากของนาง ความเย็นสบายจากสัมผัสนั้นทำหญิงสาวเผลอหลับตา ก่อนจะรู้สึกตัวและรีบถอยห่าง ทว่า...เพราะความรีบร้อน ทำให้ก้าวเท้าพลาด ร่างบางเอนล้มไปด้านหลัง นางคิดแล้วว่า วันนี้ตนเองคงต้องเจ็บตัวเป็นแน่ แต่แล้ว...แขนแข็งแรงของชายหนุ่มกลับตวัดเข้ามารับไว้ได้ทัน หญิงสาวจึงตกอยู่ในอ้อมกอดของเขา ทั้งสองสบตากันในระยะใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่าย ชั่วขณะนั้น...เวลาราวกับหยุดนิ่ง สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออก หลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด สัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด “หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้ เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบา ในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า “เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงบนแก้มนวลแผ่วเบา เซี่ยหรงเหยาขยับตัวเล็กน้อยราวกับรับรู้ได้ถึงสัมผัสนั้น ความเย็นทำให้นางเบี่ยงหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นในลำคอ แววตาเป็นประกายในความมืด เต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยใช้มองใครมาก่อน ร่างสูงนั่งลงข้างเตียง เฝ้ามองใบหน้างามนานกว่าครึ่งชั่วยามโดยไม่ละสายตา “เอาไว้เปิ่นไท่จื่อจะกลับมาเล่นด้วยใหม่” เสียงพึมพำเบาๆ ดังลอดออกมา ก่อนจะขยับผ้าห่มให้หญิงสาวอย่างระมัดระวัง จากนั้นร่างสูงก็พลันหายไปในความมืดอย่างเงียบงัน เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ยังคงส่องลงบนใบหน้างาม หญิงสาวผู้ไม่รู้เลยว่า บัดนี้หัวใจของตนกำลังถูกใครบางคนช่วงชิงอย่างช้าๆ เช้าตรู่วันต่อมา วันนี้เป็นอีกวันที่เซี่ยหรงเหยารู้สึกไม่อยากไปที่สำนักศึกษาเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกต้นเดือน...สำนักศึกษาชายชางหลงและสำนักศึกษาหญิงหมิงเยวี่ย จะต้องรวมตัวกันเพื่อเรียนวิชาขี่ม้ายิงธนู ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่ชอบที่สุดในบรรดาสิ่งที่นางต้องเรียนรู้ เพราะมันทั้งเหนื่อย และยังต้องใช้แรงมากกว่าที่สตรีบอบบางอย่างนางจะรับไหว “น้องสี่...มานี่สิ” เสียงของเซี่ยชิงสือ พี่ชายคนที่สามดังขึ้น ร่างสูงกวักมือเรียกหญิงสาวให้เข้ามารวมกลุ่ม ข้างกายยังมีว่านหนิงอวิ๋นและพี่ชายคนที่ห้าของนางยืนรออยู่ด้วยกัน “เจ้าเองก็ไม่ชอบเรียนวิชาขี่ม้ายิงธนู แล้วเหตุใดวันนี้จึงมาที่นี่เล่า ปกติมักจะโดดเรียนวิชานี้ไม่ใช่หรือ” เซี่ยหรงเหยาหันไปถามเพื่อนรักด้วยรอยยิ้ม ว่านหนิงอวิ๋นถอนหายใจเบาๆ “ไม่มาได้หรือ ท่านพ่อของข้ายื่นคำขาดแล้วว่า ถ้าโดดเรียนอีกครั้ง เบี้ยหวัดเดือนนี้จะเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เจ้าคิดดูสิ...บีบคั้นข้าเพียงนี้จะให้ทำอย่างไรได้” หญิงสาวเอนกายพิงหัวไหล่สหายรักด้วยสีหน้าหมดหวัง “สมแล้ว...ข้าว่าท่านแม่ทัพว่านทำถูก” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยพลางหัวเราะร่วน “นี่เซี่ยหรงเหยา! เจ้ายังเป็นสหายข้าอยู่หรือไม่!” ว่านหนิงอวิ๋นแสร้งทำเสียงขุ่น ก่อนสตรีทั้งสองจะวิ่งไล่กันไปมา เสียงหัวเราะใสกังวานของทั้งคู่ดังไปทั่วลานฝึก ทำให้บรรยากาศรอบด้านสดใสขึ้นทันตา อีกฟากหนึ่ง...ลู่หลานหลิงและไป๋เสี่ยวอิงยืนมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้าดูพวกนางสิ...ทำเราต้องล้างห้องน้ำตั้งหนึ่งเดือน ยังมีหน้ามาหัวเราะอยู่ได้” ลู่หลานหลิงกำหมัดแน่น พร้อมกับเดินไปสมทบกับหลินเสวี่ยถง และวันนี้เป็นวันหลินเสวี่ยถงกลับมาเรียนได้แล้ว หลังจากพักรักษาอาการป่วย นางสวมชุดขี่ม้าสีอ่อนปักดิ้นทองอย่างประณีต ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างงดงาม ทุกการเคลื่อนไหวล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างดี เพราะรู้ล่วงหน้าว่า วันนี้...ตวนอ๋องจะมาสาธิตวิธีขี่ม้ายิงธนูด้วยตนเอง นางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มให้มาหยุดอยู่ที่ตนเพียงคนเดียว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD