“แล้วนี่ที่คุยกันไว้ ว่าจะไปซื้อนาฬิกาดิจิทัลจับสัญญาณชีพจรอะ ยังจะไปซื้ออยู่รึเปล่า หรือจะเก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอมให้แซมมี่ อาทิตย์หน้าก็เริ่มขึ้นวอร์ดแล้วนะ เราจำเป็นต้องมีนะเมล์ลิน ”
ใบพลูถามขึ้น เพราะคุยกันแล้วว่าเย็นนี้จะไปซื้อ
มันจำเป็นมากสำหรับคนที่ต้องขึ้นวอร์ดดึกๆ และลากยาวจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
“ฉันคงซื้อยี่ห้อที่ถูกลงหน่อยอ่ะ พันกว่าบาทฟังชั่นอาจไม่ครบ แต่ก็จับชีพจรได้เหมือนกัน ”
แปะ!!
ฝ่ามือเล็กของใบพลูยกขึ้นแปะหน้าผากตัวเองเบาๆ เหมือนปวดหัวแทนชีวิตของเมล์ลินมาก
ขนาดเมล์ลินย้ายมาพักหอ วันหยุดป้ายังโทรตามให้กลับไปทำงานบ้านเลย อะไรมันจะขนาดนั้น
ตอนเย็นที่ห้างสรรพสินค้า
“ สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจนาฬิกาเรือนไหน สอบถามได้เลยนะคะ ”
เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้า สามสาวเพื่อนรักก็รีบตรงดิ่งเข้าร้านนาฬิกาทันที
“ สวัสดีค่ะพี่คนสวย พวกเราอยากได้สมาร์ทวอทช์ค่ะ ขอแบบฟังชั่นครอบคลุมหน่อยค่ะ”
ฟางข้าวเป็นคนตอบ เรื่องการเจรจาฟางข้าวคือที่สุดในกลุ่ม
“ ถ้าเป็นสำหรับแพทย์พยาบาล ที่ต้องขึ้นเวรประจำ พักผ่อนน้อย พี่แนะนำเป็นตัวนี้เลยจ้ะ
สมาร์ทวอทช์รุ่นพิเศษ สามารถจับอัตราการเต้นของหัวใจได้เป็นอย่างดี วันนี้มีราคาโปรลดพิเศษด้วยนะคะ จากปกติ 6990 บาท เหลือเพียง 5990 บาท คุณลูกค้าดูก่อนได้ค่ะ ”
พอได้ได้ยินราคา เมล์ลินก็แทบไม่จับขึ้นมาดู ปล่อยให้เพื่อนอีกสองคน ดูกันไปก่อน เดี๋ยวเธอค่อยถามรุ่นที่ถูกลงมาหน่อย เพราะต้องเก็บเงิน
ไว้ใช้จ่ายอีกหลายอย่าง
“พี่เมล์…มาทำอะไรคะ… อย่าบอกนะว่าพี่จะมาซื้อสมาร์ทวอทช์อะ ”
และโลกมันก็กลมสมคำร่ำลือ เมื่อกำลังดูนาฬิกาอยู่ แล้วแซมมี่ก็เดินเข้ามาทัก
“อืม… อาทิตย์หน้าพี่ต้องขึ้นวอร์ดแล้ว จำเป็นต้องต้องใช้น่ะ ”
เมล์ลินตอบน้องสาวไปตามความจริง และเน้นชัดถึงความจำเป็นที่จะต้องซื้อของสิ่งนี้
“หือ…ที่จริงแซมมี่ก็อยากได้อ่า… แต่ขอคุณแม่แล้ว คุณแม่ก็บอกว่าให้รอ เดี๋ยวลองขอพี่เมล์ให้
จนถึงตอนนี้ คุณแม่ก็ยังไม่ให้คำตอบเลยค่ะพี่เมล์ ”
แซมมี่ทำหน้าเศร้า แล้วก็เป็นแบบนี้มาตลอดเหมือนกัน ไม่ว่าแซมมี่อยากจะได้อะไร ก็อ้อนขอตลอด และป้าดาหวันก็ให้ท้ายตลอดเหมือนกัน ไม่เคยขัดใจลูกสาวสักครั้ง ผลกรรมก็เลยมาตกที่เธอคนเดียว
“ น้องแซมมี่จ๊ะ ถ้ายังไม่ได้ขึ้นวอร์ด พี่แนะนำว่ายังไม่ต้องซื้อก็ได้นะ มันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ที่พวกพี่มาซื้อกัน เพราะอาทิตย์หน้าก็ต้องใช้แล้ว”
ใบพลูรีบวางนาฬิกาลง และหันกลับมาพูดกับแซมมี่ เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรของเพื่อนเข้าใจซักที ว่ายังไม่จำเป็น
“ ใช่จ้ะ พี่ว่ายังไม่จำเป็นหรอก เอาไว้ถ้าต้องใช้จริงๆค่อยซื้อเถอะ พี่ก็มีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง
ยิ่งต้องขึ้นวอร์ดด้วย คงไม่มีเวลาหาเงินเหมือนเดิมแล้ว ”
เมล์ลินพูดเสริมใบพลูไปอีก จนแซมมี่ทำหน้าผิดหวัง แต่ก็งี่เง่ามากไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ที่บ้าน ไม่มีแม่คอยให้ท้าย
“ งั้นแซมมี่ขอตังค์หน่อยสิ จะไปกินชาบูกับเพื่อนหนะ เพื่อนรอ”
แซมมี่พูดพร้อมมองไปที่เพื่อน ก่อนหันกลับมาแบมือรอเงินจากพี่สาว ระบบมัดมือชกไม่ว่ากี่ทีๆก็ใช้ได้ผล
“ 500 พอไหม ”
“ โหพี่เมล์… 1000 นึงก็เอามาเถอะ ขอเก็บไว้ใช้ด้วย แม่ไม่ค่อยส่งให้เลย ”
แซมมี่พูดจาต่อรอง พร้อมคิ้วที่ขมวดจนเป็นปม
เมล์ลินถอนหายใจ ก่อนควักแบงค์พันออกมาให้
“ ขอบคุณนะคะ พี่เมล์ใจดีที่สุดเลย”
พอได้เงินตามที่ขอ แซมมี่ก็รีบยกมือไหว้ขอบคุณเสียงอ้อน
“ ใช้ประหยัดๆหน่อยนะ ”
“ รู้แล้วค่ะ งั้นแซมมี่ไปนะคะ สวัสดีพี่ๆ”
แซมมี่รีบบอกลา แล้ววิ่งปรุ๊ดไปหาเพื่อนทันที
“เฮ้อ!!!เหนื่อยแทน ขูดรีดแกทั้งแม่ทั้งลูก
ถ้าเรียนจบแพทย์จริง แล้วจะคืนเงินแกบ้างป่ะ”
ใบพลูบ่นอุบอิบ
“ เลือกนาฬิกาต่อเหอะจะได้กลับ ฉันยังไม่ได้ซักผ้าเลย ”
เมล์ลินรีบเปลี่ยนเรื่อง ไม่ใช่ว่าเธอไม่คิดอะไร ที่เพื่อนพูดคือถูกทุกอย่าง แต่เธอไม่อยากมีปัญหากับป้าต่างหาก
“สรุปหนูเอาเรือนนี้ค่ะ ”
“หนูเอาสีดำค่ะพี่ ”
ทั้งใบพลูและก็ฟางข้าวต่างก็เลือกสีและรุ่นที่ตัวเองอยากได้
“เอ๊า…เมล์!!!แกไม่ซื้อเหรอ ยืนเงียบทำไม ”
ฟางข้าวหันกลับมาถาม เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ได้เลือกหรือจับนาฬิกาเลย
“ ฉันว่ายังก่อนดีกว่า อาทิตย์หน้าค่อยซื้อก็ได้”
เมล์ลินทำหน้าหนักใจ มาคิดคำนวณค่าใช้จ่ายแล้ว เดี๋ยวค่อยซื้อดีกว่า
“ ยืมฉันก่อนไหม ฉันยังพอมีอยู่”
ฟางข้าวเสนอ เธอเองก็หาเงินเก่งไม่แพ้เมล์ลิน
แต่ที่เธอดีกว่าเมล์ลินก็คือ ฟางข้าวไม่ได้มีเจ้ากรรมนายเวรคอยขอแบบนี้
“ ไม่เอาดีกว่า แกเก็บไว้เถอะ ”
เมล์ลินตอบเพื่อนอย่างเกรงใจ เพราะอีกหน่อยถ้าขึ้นเวร ฟางข้าวก็จะไม่มีเวลาหาเงินเหมือนกัน
“ งั้นก็ตามใจแกนะ แต่ถ้าต้องการก็บอก
ฉันให้แกยืมก่อนได้”
เมล์ลินพยักหน้า หลังกลับจากซื้อนาฬิกาที่ห้าง
ทั้งสามคนก็แวะกินบะหมี่ก่อนกลับเข้าห้องพัก
หอพักเวลาต่อมา
“เฮ้อ…”
หลังทำงานบ้านเสร็จ เมล์ลินก็นอนเอามือขึ้นก่ายหน้าผากอย่างคนคิดไม่ตก
“จะหาเงินไหนเป็นแสนภายใน1อาทิตย์”
และถ้าหาไม่ได้ ก็ต้องมีปัญหากับป้าแน่นอน ลุงไม่เท่าไหร่ แต่ลุงก็ไม่เคยปกป้องเธอและยังเข้าข้างป้ากับลูกสาวตลอดอีกด้วย เธอนอนพลิกไปพลิกมา ก็หวนคิดถึงคำพูดของเพื่อนเมื่อตอนกลางวัน
(นี่!!!ยัยเมล์… เงินตั้งหนึ่งแสนนะ ฮัลโหล… สติค่ะสาว ไม่ใช่เงินหนึ่งพัน ที่จะสามารถทำงานพาร์ทไทม์ในร้านสะดวกซื้อแล้วได้มาง่ายๆ เงินก้อนโตขนาดนั้น มันก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายป่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะให้แกทำตลอด ได้เงินก้อนนี้แกก็เลิก มันจะไปยากอะไร)
“ได้เงินก้อนนี้แล้วก็เลิกงั้นเหรอ ”
เมล์ลินเม้มปากแน่น เหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง
ฟุ้ว…
“เอาว่ะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
หลังตัดสินใจอยู่พักใหญ่ๆ ในที่สุดเมล์ลินก็หอบความหนักใจ มายืนที่หน้าห้องของฟางข้าว เพื่อนที่แนะนำวิธีหาเงินก้อนโต
ก๊อกๆๆ
ก๊อกๆๆ
แอ้ด…
“หูย…ยัยเมล์!!!นี่มันกี่โมงแล้ว แกไปดีดอะไรมา
ถึงได้มาเคาะห้องฉันดึกๆดื่นๆแบบนี้ห๊ะ!!!ห้าว…”
ฟางข้าวเดินมาเปิดประตูอย่างงัวเงีย หัวฟูฟ่อง หาวจนน้ำตาไหล
“คือ…โทษทีนะ คือฉันนอนไม่หลับอ่ะ คิดมากเรื่องเงิน1แสน ”
เมล์รีนรีบอธิบายให้เพื่อนฟังอย่างเกรงใจ
“อืม…แล้วยังไงต่อ ถ้าจะมายืมฉันอะ ฉันไม่ได้มีมากขนาดนั้นนะ บอกไว้ก่อน ”
ฟางข้าวยืนพิงขอบประตู รีบพูดตัดบท
“ไม่ๆ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น แต่ที่ฉันมาหาแกดึกๆ เพราะฉันขอให้แกไปผับมาเฟียเป็นเพื่อนหน่อย ”
“ไปก็ไปสิ มันจะไปยากอะไร ที่จริงพรุ่งนี้ค่อยบอกฉันก็ได้นะ ไม่ต้องมาเคาะห้องกลางดึกหรอก ”
ฟางข้าวไม่ได้ดูตกใจอะไรสักนิด ต่างจากเมล์ลิน ที่คิดมากจนนอนไม่หลับ
“ นี่แกไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรบ้างหรอ ดูแกไม่ตื่นเต้นเหมือนฉันเลยเนาะฟางข้าว ”
“ อย่าทำตัวเหมือนเด็กน้อยด้อยประสบการณ์ไปเลยเมล์ลิน นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว นักศึกษาหลายคนเค้าก็ทำกัน แค่เราไม่คิดอะไร มันก็ไม่มีอะไรจบป่ะ ฉันจะนอน ”
เมล์ลินพยักหน้าเบาๆเข้าใจ แต่ในสมองก็ยังหนักอึ้งอยู่ดี