ลมช่วงบ่ายพัดผ่านลานกว้างของมหาวิทยาลัยอย่างเอื่อย ๆ แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ตกกระทบพื้นเป็นเงาโปร่ง ๆ นักศึกษาหลายคนกำลังนั่งอ่านหนังสือ บ้างก็จับกลุ่มคุยกันเสียงเบา ๆ บรรยากาศดูผ่อนคลายเหมือนวันธรรมดาทั่วไป
ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้อาคารเรียน โต๊ะหินตัวหนึ่งมีหนังสือ เอกสาร และแก้วกาแฟวางกระจัดกระจายอยู่ ต้นรักนั่งอยู่กับเพื่อนสนิทสองคนมะปราง และเพลงพิณ เอกสารฝึกงานของทั้งสามคนกองอยู่ตรงกลางโต๊ะ มะปรางเอนหลังพิงม้านั่งก่อนจะถอนหายใจยาว
“อีกไม่กี่วันก็ต้องเริ่มฝึกงานแล้วอะ”
“ฉันยังรู้สึกเหมือนเพิ่งเรียนปีหนึ่งอยู่เลย”
“เธอเว่อร์ไปไหมปราง” ต้นรักหัวเราะเบา ๆ เพลงพิณยกแก้วชานมขึ้นจิบช้า ๆ
“มันเร็วจริงนะ อีกไม่นานก็จบแล้ว” มะปรางทำหน้ามุ่ยทันที
“อย่าพูดคำว่าจบได้ไหม มันกดดัน” ต้นรักเอาปากกามาเคาะเบา ๆ บนโต๊ะก่อนจะมองเอกสารในมือ ชื่อบริษัทที่พิมพ์อยู่บนกระดาษดูเป็นทางการและจริงจังกว่าที่เธอคิดไว้บริษัทนำเข้า–ส่งออกขนาดใหญ่ในย่านธุรกิจ มะปรางโน้มตัวมาดูเอกสารของเธอ
“บริษัทใหญ่เหมือนกันนะ” ต้นรักพยักหน้าเบา ๆ
“เห็นว่าค่อนข้างดัง” เพลงพิณยิ้มบาง ๆ
“อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ไปฝึกคนเดียว”
“ใช่เลย” มะปรางยิ้มกว้างทันที
ลมพัดผ่านอีกครั้งทำให้กระดาษบนโต๊ะขยับเล็กน้อยต้นรักก้มมองเอกสารฝึกงานในมืออีกครั้งความรู้สึกแปลก ๆ แล่นผ่านในใจเหมือนกำลังจะก้าวเข้าไปในที่ที่ไม่คุ้นเคยแต่เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนของยามเย็นการฝึกงานที่กำลังจะเริ่มต้นดูเหมือนจะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ของชีวิตนักศึกษาแต่ในความเป็นจริงมันกำลังจะพาเธอเข้าไปใกล้ผู้ชายคนหนึ่งที่ทั้งเมืองต่างก็รู้จักและไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขายกเว้นเธอ… โดยบังเอิญที่สุดในชีวิต
เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้องตั้งแต่เช้าตรู่ทำเอาคนที่กำลังนอนฝันหวานต้องสะดุ้งตื่น ก่อนมะปรางจะโวยเสียงดังทั้งที่ยังซุกหน้าอยู่กับหมอน
“ใครตั้งปลุกหกโมง!! เราเข้างานแปดนะ!!”
“พิณเอง” เพลงพิณตอบเสียงงัวเงีย “ปลุกเร็วเผื่อเวลารถติดไง”
“ที่นี่คอนโดติดรถไฟฟ้า!!”
“ลุกเถอะ เดี๋ยวสายวันแรกจะได้โดนจดชื่อ” ต้นรักหัวเราะเบา ๆ ขณะลุกขึ้นนั่งผ่านไปสิบนาที ห้องที่เคยเงียบสงบ กลายเป็นสนามรบย่อม ๆ ไดร์เป่าผมทำงานแข่งกับเสียงเตารีดกระเป๋าถูกเปิดปิดสลับกันไปมาเครื่องสำอางวางกระจัดกระจายเต็มโต๊ะ
“มะปราง!! นั่นลิปรัก!!” ต้นรักร้องเมื่อเห็นมะปรางหยิบลิปสติกของเธอไป
“ยืมหน่อย สีมันดูมั่นใจดี วันนี้ต้องพร้อมชน!!”
“ใครจะชนใครก็ไม่รู้” เพลงพิณพึมพำขณะรีดเสื้อเชิ้ตให้ต้นรัก “แล้วก็อย่าทำหน้าเหมือนไปมีเรื่องตั้งแต่เช้าเลยนะนั่น” มะปรางหยุดชะงักหน้ากระจก
“เอาจริงนะ เมื่อวานฉันหาข้อมูลบริษัทนี้แล้วนะ ดูดีเกินเบอร์ไปหน่อย”
“ดีไม่ดี??” ต้นรักถาม พลางติดกระดุมเสื้อด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
“ดีเกินไป เหมือนมันไม่มีอะไรให้จับผิดเลย” เพลงพิณวางเตารีดลง
“ทุกบริษัทก็มีมุมที่เราไม่เห็นทั้งนั้นแหละ”
“ก็จริง”
สามสาวหยุดยืนอยู่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นกลางเมือง มะปรางเงยหน้ามองจนแทบคอตั้งกับสายตาตื่นตาตื่นใจ
“แก… นี่มันบริษัทหรือโรงแรมห้าดาว”
“ตั้งสติค่ะ เรามาฝึกงาน ไม่ได้มาถ่ายรูปลงไอจี” เพลงพิณพูดเรียบ ๆ แต่แววตาก็ยังมองความอลังการไม่วาง ต้นรักยืนอยู่ตรงกลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด
“สามเดือนเอง เดี๋ยวก็ผ่านไป” แม้จะพูดแบบนั้นแต่หัวใจเธอกลับเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล ประตูกระจกบานใหญ่เปิดออกพื้นหินอ่อนขัดเงา โถงสูงโปร่ง และพนักงานในชุดสูทสีเข้มเดินผ่านไปมาอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศที่นี่ไม่ใช่แค่หรูเท่านั้นแต่มัน กดดัน ด้วย
“ทำไมทุกคนดูเกรง ๆ อะไรบางอย่าง” มะปรางกระซิบ ยังไม่ทันที่ใครจะตอบเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังมาจากทางลิฟต์ส่วนตัวผู้ชายในสูทสีดำสนิทเดินออกมาก่อนหนึ่งคน หน้านิ่ง เย็นชา มือสวมถุงมือหนังสีดำ สายตากวาดมองรอบพื้นที่เหมือนตรวจสอบความปลอดภัยพนักงานแถวนั้นเงียบลงโดยอัตโนมัติ
“ใครวะ??” มะปรางพึมพำ และแล้วเขาก็ปรากฏตัวร่างสูงในสูทตัดเย็บเนี้ยบพอดีตัว ก้าวออกมาช้า ๆ ใบหน้าคมเข้ม สายตานิ่งลึกจนแทบอ่านไม่ออกว่าคิดอะไร บรรยากาศทั้งโถงเหมือนถูกลดอุณหภูมิลงทันที
“นั่นแหละมั้ง เจ้าของบริษัทนะ” เพลงพิณเอ่ยเบา ๆ ต้นรักเผลอมองตามเพียงเสี้ยววินาทีสายตาของเขาก็เลื่อนมาหยุดที่เธอมันไม่ใช่การมองผ่านแต่มันคือการจ้องจนเหมือนอ่านความคิดเธอออกทั้งหมดหัวใจต้นรักกระตุกแรงอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่แทนที่จะหลบ เธอกลับจ้องตอบมุมปากของชายคนนั้นขยับนิดเดียวก่อนเขาจะเดินผ่านไปไม่มีคำทักทายไม่มีรอยยิ้ม แต่บรรยากาศรอบตัวเขาบอกชัดว่าเขาคือคนที่ทุกคนต้องเกรงใจมะปรางกระซิบข้างหูต้นรัก
“แกอย่าบอกนะว่าแกจ้องกลับ” มะปรางกระซิบข้างหูต้นรัก
“ก็เขามองมาก่อนนี่” ต้นรักกลืนน้ำลายลงคอ พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุดทั้งที่หัวใจยังเต้นแรงเหมือนวิ่งมาสามกิโล เพลงพิณเหลือบมองทั้งสองคน
“วันแรกเองนะ อย่าหาเรื่องใส่ตัว”
“รักไม่ได้หาเรื่อง” ต้นรักพึมพำ แต่ภาพสายตานิ่งลึกคู่นั้นยังติดอยู่ในหัว อีกฝั่งหนึ่งของโถงไททันหยุดฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาที่แลกเปลี่ยนกัน
อีกฝั่งหนึ่งของโถงไททัน หยุดฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาที่แลกเปลี่ยนกัน ถึงมันจะเกิดขึ้นแค่เสี้ยววินาที แต่สำหรับคนที่ชินกับการสังเกตทุกอย่างรอบตัว… แค่นั้นก็พอแล้ว
เขาหันไปมองเจ้านายของตัวเองสายตาของธามกลับเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มเดินต่ออย่างสงบนิ่ง ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้มองใครเป็นพิเศษพนักงานที่ยืนอยู่แถวนั้นต่างก้มหน้าทักทายทันที
“สวัสดีครับท่านประธาน/สวัสดีค่ะท่านประธาน”
ธามเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก้าวเท้ายาว ๆ เดินผ่านโถงไปยังลิฟต์ส่วนตัวบรรยากาศที่กดดันค่อย ๆ คลายลงทันทีที่เขาเดินผ่านไปมะปรางปล่อยลมหายใจออกแรง
“โห… ฉันเพิ่งเข้าใจคำว่า ออร่าความน่ากลัว ก็วันนี้แหละ” เพลงพิณพยักหน้าเบา ๆ “เขาคงเป็นเจ้าของบริษัทจริง ๆ” ต้นรักยังคงยืนเงียบสายตาเธอเผลอมองตามแผ่นหลังกว้างของชายคนนั้นไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่ลิฟต์จะปิดธามหยุดฝีเท้าเพียงเสี้ยววินาทีไททันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นทันที
“มีอะไรหรือเปล่า”
“เด็กใหม่??” ธามไม่ได้ตอบทันทีสายตาคมเหลือบกลับไปทางโถงด้านหลังตรงจุดที่เด็กฝึกงานสามคนยืนอยู่ก่อนเขาจะพูดสั้น ๆ ไททันมองตามสายตา
“น่าจะใช่ครับ”
ธามไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงก้าวเข้าไปในลิฟต์ประตูลิฟต์ค่อย ๆ ปิดลงแต่ก่อนที่มันจะปิดสนิทภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดวงตาใสที่กล้าจ้องตอบเขาโดยไม่หลบก็ยังคงติดอยู่ในสายตาธามยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่ออก
“น่าสนใจ” เสียงทุ้มต่ำพึมพำเบา ๆ จนแทบไม่มีใครได้ยินส่วนอีกฝั่งหนึ่งของโถงต้นรักยังไม่รู้เลยว่าสายตาที่เธอจ้องกลับเมื่อครู่กำลังทำให้ผู้ชายที่ทั้งเมืองเกรงกลัวเริ่มสนใจเธอขึ้นมาจริง ๆ ตั้งแต่วินาทีแรกที่พบกัน