อยากกลับบ้าน

1248 Words
แสงจันทร์สีเหลืองนวลสาดส่องสายน้ำในลำธารกว้างหลังบ้านสวนซึ่งมีเนื้อที่ราวพันไร่ กิตติคุณ มโนทัศน์ หรือคุณเก้า นอนมองไม่รู้เบื่อ ทั้งยังคิดทบทวนช่วงชีวิตเกือบปีที่ผ่านเลยมา ผ่านความตายมาได้ โดนคู่หมั้นทิ้งไปกับเพื่อนสมัยมัธยม ซ้ำเป็นเพื่อนชัง ในสายตาคนอื่นคงน่าสมเพช บางคงว่ามหัศจรรย์ที่รอดมาได้ แต่เขาไม่แคร์อะไรทั้งนั้น ร้องไห้ฟูมฟายไม่เคยเกิดขึ้น ก็แค่ผู้หญิงคนเดียวที่แม่บังคับให้หมั้นหมาย รู้ธาตุแท้เสียก่อนก็ดี พี่สาวและแม่คงเข้าใจคำปฏิเสธแบบหัวชนฝาแล้วในตอนนี้ แม่ของลูกหลังจากนี้คงคัดสรรให้ดีหรือไม่มีก็ได้ ชีวิตโสดอิสรเสรีดี เรื่องเกือบสิ้นชื่อนั้นก็แคร์นิดหน่อย เพราะเขายังมีพี่สาวที่ต้องดูแล ธุรกิจของครอบครัวพี่สาวยังไม่อาจดูแลเพียงลำพัง กิตติคุณเอามือใต้ต้นคอออก สายตาคมเข้มมองรอบๆ ศาลาที่ซึ่งใช้พักผ่อนยามเสร็จงาน ไม่ว่าจะกินข้าว กินเหล้า ตัดผม ที่นี่ลูกน้องจะมาบริการถึงที่ ตอนนี้ข้างๆ ตัวเขาจึงเต็มไปด้วยอาหารจานโปรด ขาดไม่ได้คือเหล้าชั้นดี ห่างออกไปราวหกเมตรตรงศาลาเล็ก คนติดตูดหรือคนติดตามสองคนนั่งเล่นหมากรุก กิตติคุณเพ่งสายตามองหนุ่มๆ สูงยาวที่แม่ชอบให้ตามตนมาแต่ไหแต่ไร สิ้นแม่ไปพี่สาวก็บังคับสองถึกให้ติดตามอย่างเคย เห็นหน้าพวกมันเหมือนเป็นเงาตนเองก็ไม่ปาน ขณะเท้าศอกข้างหนึ่งมองดวงจันทร์เสียงรถแล่นเข้ามาในไร่เหมือนกับไม่เกรงใจเจ้าบ้าน สร้างความแปลกใจให้ยิ่งนัก จนต้องโยนขวดโซดาไปยังศาลาที่ลูกน้องนั่งอยู่ ปัง!ขวดโซดาค่อนข้างหนากระทบกระถางต้นไม้ก่อนหล่นตุ๊บบนพื้นดิน ลูกน้องทั้งสองต่างสะดุ้งหยิบปืนพกที่เอวขึ้น “ใครวะ ใคร” ประสานเสียงพร้อมเพรียง แต่ไม่มีเสียงอันใดนอกจากเสียงคำรามจากศาลาใหญ่ “กูเอง ถือทำไมปืน โยนทิ้งเถอะ” “คุณเก้า!” นายผา นายเพลิง เสียงอ่อย เก็บท่าทีขึงขังไว้ “พวกมึงหูหนวกใช่ไหม ไปดูคนหนึ่งว่าใครขับรถเหมือนไม่มีเบรกเข้ามาที่นี่ หนวกหูชิบหาย” นายผาคนผอมสูง หน้าตาหล่อเหลาแบบพระเอกหนังไทยรีบวิ่งไปหน้าบ้านไม้สักยกพื้นหลังใหญ่ ซึ่งกว่าจะไปถึงต้องผ่านทุ่งดอกไม้หอมกรุ่นเพราะคุณหนูเล็กพี่สาวพ่อเลี้ยงชอบดอกไม้ พ่อเลี้ยงเองตามใจพี่สาวสุดสวยมาก นายผาที่ไม่ชอบอะไรแบบนี้ต้องเดินปิดจมูกไว้ ครู่ต่อมานายผาวิ่งกลับมาเก็บอาการหอบ เก็บความแปลกใจก่อนหน้าไว้มิด “ว่ามา” ใบหน้าเถื่อนๆ เพราะไม่ยอมโกนหนวดตะคอกถาม “เพื่อน เพื่อนคุณหนูเล็กครับ” “ใคร ไม่รู้หรือไงไร่แห่งนี้ไม่ชอบเสียงหนวกหู” เพื่อนกิตติมาไม่มีใครที่ไม่รู้ว่าเก้าไม่ชอบให้ใครขับรถเหมือนที่บ้านสวนเป็นสนามแข่ง พลันเอียงคอสงสัย  “รู้จักมั้ย” “สวยมากครับ” เพ่งสายตาพิฆาตยังลูกน้องที่ตอบไม่ตรงคำถาม เป็นอะไรของมัน “ถามเหรอว่าสวยรึไง ไม่รู้จักก็เงียบเถอะ” ผาจะตอบคำถามอีกครั้งแต่ก็เลือกจะเงียบ เพลิงแอบขำเพื่อนแต่กลับโดนจิกเป็นนกหิวด้วยสายตาก็เลี่ยงพยายามเก็บอาการ ร่างสูง183เซนติเมตร ลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งยกขึ้นห้ามเพราะอยากไปแบบเงียบๆ ไปดูว่าใครที่เข้ามาทำลายบรรยากาศชมจันทร์ของตน เดินลากขายาวๆ ไปตามสวนดอกไม้ หนุ่มที่สงสัยสะกิดเพื่อนยิกๆ นายผาเดินไปนั่งริมลำธาร จู่ๆ ใบหน้าขรึมพลันยิ้มกว้าง “อะไรของมึงไอ้ผายิ้มอยู่ได้” นายเพลิง ผิวขาว หล่อตี๋แปลกใจ หรือผาเมาน้ำอัดลมเพราะวันนี้มันดื่มแต่น้ำอัดลมตลอด “ใครที่เหยียบคันเร่งแทบจะหักวะ ถ้าไม่ใช่สาวสวยที่นายแม่เคยหาให้คุณเก้าทำแม่พันธ์” สิ้นเสียงนายผา นายเพลิงรีบลุกขึ้นเดินไปที่บ้านหลังใหญ่ แบบนี้ต้องตามติดข่าว ปากยังพึมพำ “อยากรู้นัก เจ้านายจะทำอย่างไรเมื่อเจออดีตคู่หมั้น” ผาเงียบ ใช่ว่าจะไม่คิด แต่ทำไมเขากลับดีใจ “แต่คำสั่งนายแม่จะเร่าร้อน คุโชนเท่าละอ่อนในบ้านที่มีอยู่หรือ หลายวันมานี่ข้าเห็นคุณเก้ามองละอ่อนคนนั้นเปลี่ยนไปนะ”  ผาหน้าบึ้ง เพลิงไม่สนใจยังพูดอย่างที่คิด “อะไรก็เกิดขึ้นได้ คอยดูสิวะ” “พูดมาก” ผารำคาญโยนหินก้อนใหญ่ต้องการให้เพลิงไปไกลตีน เพลิงกระโดดหลบทันปากก่นด่าผา “ไอ้บ้า ฝากไว้ก่อนเดี๋ยวมา” ด้านกิตติคุณรีบเดินจนชนร่างเล็กที่เดินสวนทางมา ชายหนุ่มเหลือบสายตามอง ฝ่ายนั้นถอยห่างและรีบขอโทษ “ขอโทษค่ะคุณเก้า” “จะไปไหน” มาติกาแปลกใจที่เจ้านายเจ้าอารมณ์สนใจใยดีเธอ สาวน้อยวัยสิบแปดแหงนหน้ามอง “ไปนั่งดูดาวตรงโน่นคะ” “สบายจริงๆ นะลืมหรือไงมาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร” ลืมเรื่องที่เขาสนใจใยดีไปเถอะ มาติกาหันหลังมุ่งไปทางที่ต้องการ คนหน้าดุเสมอเดินห่างไป มาติกาหันกลับมามองแผ่นหลังกว้าง ตั้งคำถามซ้ำๆในใจ เมื่อไหร่คุณเก้าจะพูดดีกับเธอเหมือนพูดกับคนอื่น แม้เขาจะลดน้ำเสียงเกรี้ยวกราดลงบ้างแต่ความดุยังทำให้เธอกลายเป็นตัวตลกให้คนที่นี่เสมอ คำดุด่าได้ยินจนชินตอนอยู่ที่บ้าน แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ การโดนคนอื่นตะคอกทุกวี่วัน ใช้เหมือนกับทาส ก็เรียกน้ำตาผู้หญิงที่คิดว่าตนเองเข้มแข็งได้เหมือนกัน ผาเดินมาใกล้มาติการีบถอยห่างไป  ภาวนาให้ไม่มีใครมาเรียกหาเธอ ทำงานทั้งวันได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติคงช่วยบำบัดร่างกาย จิตใจได้บ้าง ทว่าเมื่อเดินไปนั่งเพียงนาทีเดียวที่ริมโขดหินใกล้พุ่มเฟื่องฟ้า ก็รู้สึกคิดถึงบ้าน ห้ามใจแล้วแต่ยากเกินจะหักห้าม โตมาจนเกือบยี่สิบปี เธอไม่เคยไปไกลบ้าน ห้องนอนแม้ไม่กว้างขวางแต่เป็นที่ซึ่งนอนหลับสนิทที่สุด เมื่อไหร่จะมีใครมารับมากลับบ้าน แม่เองเคยโทรถามข่าวคราว แต่นั่นมันเกือบเดือนแล้ว โทรไปก็บอกว่ายุ่งหาเงินใช้หนี้ที่พ่อสร้างไว้ คิดว่าต้องติดเหงกอยู่ที่นี่ตลอดไป ไม่ได้ไปร่ำเรียนอย่างที่ใฝ่ฝัน มาติกาก็มองดวงจันทร์ไม่สวยอย่างเคย หรือที่เธอแกล้งทำตาบอดจะเป็นความจริง ไม่มีใครต้องการเธอ มาติกาไม่อยากเศร้าแต่น้ำตาก็ไหลออกมา ชีวิตช่างเดียวดาย เธอรู้สึกหว้าเหว่เหลือจะทน  “คุณมาติกาคุณเก้าเรียกหาครับ” มือเล็กป้ายน้ำตาด้วยความรวดเร็ว สายตากังวลหันมองนายผาซึ่งมองเธอด้วยสายตาเป็นมิตรเสมอ  “มีอะไรหรือเปล่าคะ” “ไม่ทราบครับแต่คุณเก้ารออยู่” รออยู่คือบอกให้รีบ มาติการีบเดิน ถึงหลังบ้านเธอผ่อนเท้าให้ช้าลง ร่างสูงทำให้เธอต้องแหงนหน้าซักถามอย่างเคย    
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD