บทที่ 1 เลิกกันเถอะ

2043 Words
“เหมยเหม่ย เรา...เลิกกันเถอะ” ร่างสูงหน้าตาดีระดับหนึ่งแม้จะใส่แว่นตาเพราะปัญหาสายตาแต่ก็ยังบดบังรัศมีความหล่อเหลาไม่ได้ หากแต่ใบหน้านั้นมีแววเคร่งเครียดเมื่อมองหน้าแฟนสาววัย 31 ปี ที่กำลังชะงักมือที่กำลังหั่นสมุนไพรแห้งและเด็ดส่วนประกอบของดอกไม้หอมเพื่อทำเครื่องหอมและเครื่องดื่มสำหรับคนไข้ที่นอนไม่หลับ มีดเล็กแสนคมที่มีไว้เพื่อหั่นฝานสมุนไพรในมือเล็กของหญิงสาวสั่นระริก ก่อนจะมองใบหน้าแฟนหนุ่มที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ที่คุณพยายามบอกฉันว่าแม่ของคุณบ่นว่าฉันมีเงินไม่มากพอที่จะแต่งกับคุณ ฉันเกาะคุณกินต่างๆ นานา ฉันพอจะเข้าใจได้นะคะ ฉันอดทนมันมาตลอดแต่ก็พยายามที่จะไม่ใส่ใจเพราะเข้าใจดีว่าคุณเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นแบบนั้น แต่การที่คุณบอกเลิกฉัน ฉันขอเหตุผลหน่อยค่ะ คงไม่ใช่เพราะครอบครัวของคุณใช่ไหม” “กะ…ก็ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวผมนั่นแหละ แล้วคุณก็เอาแต่ทำงาน หัวของคุณมีแต่เรื่องงานและคลินิก แม่ผมชวนไปทานข้าวด้วยคุณก็ชอบปฏิเสธตลอด…” “ก็คุณบอกว่าท่านไม่อยากเห็นหน้าฉันสักพักไม่ใช่หรือ!” จางเหมยเหม่ย เริ่มขึ้นเสียงเล็กน้อยแต่ยังควบคุมสติได้ เมื่อเธอแทนจะสุดทนกับคำพูดกลับกลอกของแฟนหนุ่มที่ช่วงนี้เขาทำตัวแปลกๆ และไม่ค่อยได้มาหาเธอ เธอรับปัญหาจากทางบ้านของเขามาใส่ใจตลอดจนรู้สึกว่าการคบกับเขามันเป็นเรื่องยาก การที่เธอคบกับเขาไม่ได้หวังจะเกาะเขากินอย่างที่มารดาของเขาเข้าใจ คลินิกนี้แห่งนี้เธอใช้เงินเก็บทั้งชีวิตรวมกับสมบัติสุดท้ายคือประกันและที่ดินต่างจังหวัดจากบิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนมาเปิดมัน ตอนนี้เธอตัวคนเดียวแล้ว เธอย่อมต้องช่วยเหลือตนเองและขยันทำงานเพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกผิดกับมรดกที่พ่อทิ้งไว้ดูต่างหน้าแต่เธอนำมันมาเข้าธนาคารเพื่อนำเงินมาหมุนเปิดคลินิกแพทย์แผนโบราณ คลินิกแพทย์ทางเลือกสำหรับคนยุคสมัยนี้ แม่ของเธอเลิกกับพ่อไปตั้งแต่เธอยังเด็ก ต่อให้นึกก็จำไม่ได้แล้วว่าแม่หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะพ่อของเธอไม่เคยพูดถึง รูปถ่ายสักใบก็ไม่เคยได้เห็น เธอเดาว่าพ่อของเธอคงผูกใจเจ็บและจบไม่สวยกับแม่ของเธอเป็นแน่ พ่อของเธอเป็นเกษตรกรปลูกสมุนไพร เธอจึงเติบโตมากับดอกไม้ใบหญ้าและสมุนไพรจีนตตั้งแต่เด็ก จนรู้สึกสนใจในศาสตร์ของสมุนไพรและเริ่มร่ำเรียนวิชาแพทย์ สอบเข้าคณะแพทย์เลือกสาขาวิชาแพทย์แผนโบราณสมใจอยาก พ่อของเธอภูมิใจมาก ที่เธอสามารถนำสมุนไพรที่พ่อปลูกมาใช้การอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพของเธอได้และไม่จำเป็นต้องส่งสมุนไพรดิบให้พ่อค้าคนกลางอีกต่อไป พ่อของเธอป่วยเป็นมะเร็งปอดเมื่อ 8 ปีก่อนและสู้กับโรคร้ายไม่ไหว พ่อจากเธอไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วเห็นจะได้ หมอบอกว่าพ่อจะอยู่กับเธอได้แค่ปีเดียวนับตั้งแต่ตรวจเจอเชื้อมะเร็งขั้นที่ 4 เป็นระยะสุดท้ายแล้ว แต่พ่อก็อยู่กับเธอมาได้หลายปีเลยทีเดียว อาจจะเป็นเพราะกำลังใจและการดูแลจากเธอ ไม่ว่าเธอจะสรรหาตัวยาที่ดีที่สุดหรือสมุนไพร การบำบัด แพทย์แผนจีนทางเลือกของเธอที่ดีแค่ไหน ไม่ว่าจะกี่หนทางพ่อก็จากเธอไปอยู่ดี ความตายไม่มีใครหนีพ้น… เธอไม่เหลือทั้งพ่อและแม่ ญาติพี่น้องก็ไม่มีเพราะพ่อของเธออยู่อย่างสันโดษมาตลอด แม้กระทั่งวันฝังศพ มีเพียงเพื่อนบ้านของพ่อเท่านั้นที่มาร่วมงาน เธออาจจะหมดกำลังใจทำงานและทำหลายสิ่งๆ ไปเพราะเสียบุคคลที่เธอรักที่สุด หากว่าไม่มีแฟนหนุ่มของเธอคอยอยู่เคียงข้าง ‘จางเหมยเหม่ย’ ที่เป็นผู้เป็นคนและทำงานเป็นบ้าเป็นหลังคนนี้ก็คงไม่มีเช่นกัน เขาเป็นทั้งเพื่อนและแฟนคอยปลอบใจไม่ห่าง เธอพบรักกับแฟนหนุ่ม ‘โม่เซียวหลง’ ที่มหาวิทยาลัย เขาเรียนคณะบริหารธุรกิจ เป็นรุ่นพี่ของเธอและเจอกันที่ชมรมจิตอาสา ตอนแรกเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่ไลฟ์สไตล์ของเขาและเธอค่อนข้างคล้ายกันหลายๆ อย่าง เขาไม่ชอบปาร์ตี้สังสรรค์ในคนหมู่มาก เธอก็เช่นกัน เขาไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ เธอก็เช่นกัน เขาเป็นคนเนิร์ดและชอบอ่านหนังสือเวลาว่าง เธอก็เช่นกัน จากความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้อง กลายเป็นผูกพันเหมือนเพื่อนและเริ่มพัฒนาคบกันเป็นแฟน ความรักของเธอเรียบง่ายและงดงามหากไม่มีอุปสรรคชนชั้นเช่นครอบครัวของเขาที่ขวางกั้น แต่เมื่อครู่…เธอจับผิดคำโกหกของเขาได้ส่วนหนึ่ง ครอบครัวของเขาคงจะไม่ใช่ปัญหาความรักระหว่างเขาและเธอทั้งหมดหรอก “คุณยุ่งตลอดเวลาไม่พอ ผมก็ไม่เห็นจะโทรหาผมเหมือนเมื่อก่อน ทุกวันเราจะโทรหากันวันละสามรอบ หรือว่าช่วงนี้มีบางอย่างที่คุณสนใจมากกว่าผม ผมก็น้อยใจเป็นนะเหมยเหม่ย ไม่ใช่ว่าสนใจแต่คนไข้หนุ่มหล่อคนล่าสุดที่ขับรถสปอร์ตมาจอดหน้าคลินิกของคุณหรอกใช่ไหม ผมคงรวยน้อยกว่า ตอนนี้คุณมีที่หมายใหม่แล้วนี่ หรือไม่...ก็คงมีคนเสนอให้คุณมากกว่าที่อยู่กับผม เขาให้คุณเท่าไรล่ะ ถึงว่า...เดี๋ยวนี้เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา วิธีการรักษาที่บอกว่านวลกดจุด คงไม่ใช่นวดอย่างเดียวหรอก...คงจะมีนาบด้วยใช่ไหม!” เสียงทุ้มเริ่มเอ่ยอย่างไม่พอใจเธอบ้าง เสียงที่นุ่มนวลราวกับสุภาพบุรุษเริ่มขึ้นเสียงใส่เธอดังกว่า ขณะที่ยังอยู่ในคลินิกเล็กๆ ของเธอ แม้กระทั่งคนไข้บางคนยังนอนรอฝังเข็มอยู่ห้องข้างๆ อยู่เลย จางเหมยเหม่ยตาโตด้วยไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้ยินคำพูดน่าเกลียดจากปากของแฟนหนุ่ม จริงอยู่ที่คนไข้ล่าสุดของเธอออกจะเวอร์วังกับการอวดร่ำอวดรวยและยื่นข้อเสนอให้เธอเป็นหมอส่วนตัวของเขาอย่างน่าเกลียดไปบ้าง แต่คนไข้ก็คือคนไข้ เธอรักษาเขาตามหน้าที่แค่ในคลินิกนั้นและไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น ไม่ว่าจะรวยจะจน ค่ายาสมุนไพรและวิธีการรักษาของเธอก็ยังเป็นราคามาตรฐานในคลินิกตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลงตามสถานะของคนไข้ ราคาจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับตัวยาที่คนไข้สะดวกใจว่าจะเลือกแบบไหนและเธอสามารถจัดสรรให้ได้ประมาณไหนเท่านั้น ถึงแม้ว่าคลินิกของเธอจะเล็กแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีชื่อเสียงในวงกว้าง คนไข้ที่มารักษากับเธอล้วนแล้วแต่บอกต่อและรีวิวในโซเชียลจนหลายคนตามมารักษากับเธอไม่ขาดสาย แม้กระทั่งอินฟลูเอนเซอร์ก็ตามมารักษาอาการปวดหลัง บ่า ไหล่ด้วยวิธีการฝังเข็ม ครอบแก้วและกดจุดนวดมาแล้ว เธอเป็นเพียงหมอคนเดียว ไม่มีการจ้างหมอเพิ่ม มีแค่ผู้ช่วยสองคนในคลินิกเท่านั้น จึงรักษาได้อย่างจำกัดต่อวัน นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะสิ้นไร้ไม้ตอก ยากจนขนาดที่ไม่มีเงินเก็บ หมดหนทางถึงขนาดต้องพึ่งรวยทางลัด จับผู้ชายรวยๆ อย่างที่เขาคิด “ถ้าพูดแบบนี้ ฉันว่าคุณดูถูกฉันมากเกินไปแล้วนะ หากว่าอยากจะเลิกก็เลิกกันไปเลย อย่าได้มาดูถูกฉันด้วยข้อหาต่ำๆ กับวิชาชีพฉันแบบนี้ และบอกแม่ของคุณด้วย ว่าฉันไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้น ตั้งแต่คบกับคุณมา ฉันไม่เคยยืมเงินคุณสักหยวน หากมีหลักฐานว่าให้เงินฉันก็เอามาฟาดหน้าฉันได้เลย” “……….” “แต่ฉันขอบอกไว้ก่อน…ว่าถ้าหากฉันเจอคุณหรือแม่คุณมาป้วนเปี้ยนแถวคลินิกหรือให้ฉันเห็นหน้าละก็ ฉันอาจจะไม่อดทน…อีกต่อไป” “……….” “ออกไปจากคลินิกฉันได้แล้ว” “หึ คิดว่าอยากอยู่คลินิกเท่ารังหนูของคุณหรือไง เล่นตัวมากระวังขึ้นคานนะ และจะบอกให้ว่าคุณเองมันน่าเบื่อแค่ไหน คบมาตั้ง 3 ปี แม้แต่ปลายผมยังไม่ให้จับ ทำเป็นไม่รู้ประสาไปได้ ของที่มีถ้าไม่รู้จักใช้มันจะเสียเปล่า ปากดีไปเถอะ!” มือแกร่งปัดสมุนไพรบนโต๊ะของหญิงสาวอย่างไม่ไยดีจนมันกระจัดกระจายเต็มพื้น เมื่อเขาเอ่ยวาจาด้วยโทสะจนพอใจแล้วก็รีบเดินออกไปอย่างหงุดหงิด ก่อนที่เสียงกระดิ่งที่กระทบประตูกระจกหน้าคลินิกจะกระแทกเสียงกรุ๊งกริ๊งตบท้ายเสียงดังกว่าปกติ จางเหมยเหม่ยทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะปล่อยน้ำตาแห่งความเสียใจออกมา น้ำตาที่เธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเสียใจที่เลิกกับเขา หรือเพราะเสียใจที่เพิ่งเห็นธาตุของเขากันแน่ เธออุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยเพื่อที่จะได้คู่ควรกับเขา อยากให้แม่ของเขายอมรับเธอ ยอมรับในความสามารถของเธอที่ไม่เคยเกาะเขากินอย่างที่เข้าใจ ยามค่ำคืนเมื่อล้มกายลงบนที่นอน เธอก็หลับเป็นตายทุกครั้ง เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะหยิบมือถือเพื่อติดต่อหาใครแม้กระทั่งเขาเองก็ตาม กรุ๊งกริ๊ง~ มือเล็กขาวนวลปาดน้ำตาและดวงตาที่แดงก่ำอย่างลวกๆ ก่อนจะแสร้งยิ้มแย้มเพื่อต้อนรับคนไข้ของเธอที่เพิ่งเข้ามาในคลินิก แต่เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ดูดุดันร้ายกาจที่มาพร้อมรอยยิ้มมุมปากแสนชั่วร้ายในความรู้สึก ชายหนุ่มเดินทอดน่องด้วยเรียวขายาวในชุดสูทสีดำเช่นทุกครั้ง ใบหน้าสวยหวานจึงหุบยิ้มลงทันที รอยยิ้มกว้างกลายเป็นกระตุกยิ้มอย่างฝืนใจก่อนจะรู้ว่าขั้นตอนแรกเมื่อเขาเข้ามาในคลินิกของเธอจะทำสิ่งใด “แบล็กการ์ดเครดิต” “……….” “อยากรูดเท่าไรก็รูด วันนี้ผมมานวดผ่อนคลาย ทำอย่างไรก็ได้ หาวิธีรักษาในแบบของคุณมา ผมอยากนอนหลับสักสองชั่วโมงก็พอ ผมไม่ได้นอนหลับมาสองวันแล้ว” กิริยาและคำพูดแสนดูถูกเหยียดหยามนี้เธอไม่ชอบเอาเสียเลย ถ้าหากว่าเขาไม่ใช่คนไข้ที่เมื่อฟังอาการจากปากของเขาแล้วก็ดูน่าสงสารพอควร เธอคงจะสวนกลับด้วยคำพูดร้ายกาจไม่แพ้กันไปแล้ว “ทำหน้าตาเหมือนอกหักมา ไอ้แว่นนั่นบอกเลิกคุณหรือคุณหมอ ถ้าอย่างนั้นก็มาเป็นหมอส่วนตัวผมสิ ดามหัวใจคุณเองดีไหมล่ะ คุณจะได้ทั้งเงินก้อนโตมากกว่านี้ ได้ทั้งคลินิกใหม่ ดีไม่ดีอาจจะได้หัวใจผมกลับไปด้วยก็ได้นะ ไม่สนใจหรือ” มุมปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาทั้งสองมองร่างสวยในชุดลำลองที่คลุมทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวตัวยาวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง “ไม่หรอกค่ะ ฉันชอบอยู่ในคลินิกเล็กๆ แบบนี้ อีกอย่าง…ฉันไม่ชอบผู้ชายค่ะ” หัวคิ้วเข้มยกขึ้นเป็นเชิงถาม เรียวปากหยักงดงามเม้มปากชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำที่ไม่ได้พูดเชิงดูถูก “คุณชอบผู้หญิงงั้นหรือ” “เรื่องของฉันค่ะ คนไข้ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องของหมอ” “แต่ผมอยากรู้…” “……….” “อยากรู้ว่าคุณหมอเนื้อหอม...จะเปลี่ยนใจไหม”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD