ไอ้แฟรงค์เดินนำเข้าไปในร้าน และพวกเราก็ได้ที่นั่งมุมที่ดีมาก ๆ ใกล้เวที แต่ก็อยู่ออกห่างจากโต๊ะอื่น ๆ ไม่ได้แออัดขนาดนั้น
“เป็นไงร้านนี้...” ไอ้แฟรงค์กอดอกภูมิใจนำเสนอ
“ไม่เลวเลยว่ะ” เทมป์ที่ดูพอใจพูด
“บรรยากาศโปร่ง เปิดเพลงเพื่อชีวิต นั่งดื่มนั่งกินนั่งคุยได้ มีโหวกเหวกกันได้ไม่โดนด่า ถือว่าแจ่มเหมาะเป็นร้านประจำได้เลยนะเนี่ย มึงมีเซ้นส์ในการเลือกร้านอยู่นะไอ้แฟรงค์” ไอ้ภีมพูดอวยจนไอ้แฟรงค์ตัวลอยแล้วนะนั่น
“กูมีความคิดอยากมีคลับเป็นของตัวเองว่ะ แต่อายุกูยังไม่ยี่สิบด้วยซ้ำคงยังทำไม่ได้” ไอ้แฟรงค์มองการ์ณไกล
“เป็นเจ้าของไม่ได้ก็ไปหุ้นเอาดิ รออายุถึงค่อยรวบหัวรวบหาง กลายเป็นเจ้าของ”
“ความคิดดีนี่หว่าไอ้เทมป์ งั้นมึงกับกูไปหาร้านเหล้าที่ใกล้เจ๊งแล้วหุ้นดีไหม เหมือนให้เจ้าของเป็นหุ่นเชิดพวกเรา พออายุถึง ก็ค่อยไปบริหารดีไหมวะ”
“เข้าท่า กูดีล! กูจะช่วยให้มึงได้เป็นเจ้าของคลับเองเพื่อน” ภีมกับแฟรงค์แปะมือกันเมื่อความคิดเห็นเรื่องการลงทุนร้านเหล้ามองไปทิศทางเดียวกัน ก่อนจะหันหน้ามาทางฉัน
“หม่อน มึงละชอบร้านนี้ไหม”
“ที่ไหนมีเบียร์ มีเหล้าก็ชอบหมดแหละค่ะ ฮ่า...”
“กูจะฟ้องแม่มึง ว่ามึงติดเหล้า”
“งั้นกูจะบอกแม่กูค่ะ ว่าคนที่พามาแดกคือมึง แถมยังคิดจะเปิดร้านเหล้า กล้าไหมละ” หึ...เอาแม่ฉันมาขู่ ก็เจอฉันเอาแม่ตัวเองขู่คืนเหมือนกันนั่นแหละ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
“คำนี้เก็บไว้เป็นกระบุงแล้วมั้ง ฮ่า...” ฉันหัวเราะร่าก่อนจะคว้าแก้วเหล้าที่ภีมชงให้มาดื่มทันที
“แค่ก...แค่ก...แค่ก นี่มันเหล้าอะไรเนี่ยทำไมกลิ่นแอลกอฮอล์ถึงได้แรงขนาดนี้” ฉันตกใจหนักมากเพราะเหล้าในมือเป็นเหล้าที่ไม่คุ้นเคยสักนิด
“แดกไม่ดูเลยนะมึง นี่มันเหล้าชั้นดี เรียกว่าเหล้าขาวดื่มปุ๊บ สลบปั๊บ ดื่มแรก ๆ ก็แปลก แต่พอกินไปกินมาอร่อยเหมือนกัน แต่อย่าดื่มเยอะล่ะ ไม่งั้นตอนเช้าคอพับแน่”
“รู้น่า...อีกสองวันข้างหน้าฉันต้องซ้อมว่ายน้ำอีก กินมากไม่ได้หรอก”
“เออ กูจะรอดูเลย” และแล้วคำพูดของแฟรงค์ก็ศักดิ์สิทธ์ชะมัด ตอนแรกฉันว่าจะดื่มไม่เยอะ แต่เพราะเหล้ามันแปลกใหม่กับฉันมาก ๆ กินเท่าที่เคยกินแต่ฤทธิ์มึนเมามันคูณสี่คูณห้า เล่นเอาเมาแอ๋ของจริง และสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้นอกจากครอบครัวและแฟรงค์คือพอฉันเมาแล้วเรื้อนมาก ชนิดชอบกอดชอบจูบคนที่นั่งข้าง ๆ และนั่นล่ะมั้งที่ไอ้แฟรงค์เมื่อรู้ว่าฉันจะไปร้านเหล้ามันจะไปด้วยทุกที และมีวิธีผลักมือปลาหมึกฉันออกไปจากตัวมัน ฮ่า...เรียกว่าประสบการณ์ต่อกรกับฉันตอนเมาสูงสุด ๆ
“ไอ้แฟรงค์มึงดูหม่อนดิ น่าจะเมาหนักแล้วไหม เรื้อนจนกอดไอ้ติณณ์ตัวเป็นเกลียวแล้วนั่น” ภีมพูด
“เรื่องปกติของมันแหละ เวลาใบหม่อนมันเมามันก็เรื้อนแบบนี้ประจำ ไม่กอดก็จูบ” แฟรงค์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“หรือว่ามึงเคยโดนใบหม่อนจูบมาแล้วงั้นเหรอ”
“สมัยก่อนเคยโดนแค่แก้ม ตอนโดดเรียนกันสองคนแล้วไปลองกินเหล้าครั้งแรกนั่นแหละถึงได้รู้”
“แล้วมึงไม่คิด?”
“โอ๊ยมันญาติกู อาบน้ำด้วยกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
“เออว่ะ ลืมไปว่าพวกมึงญาติกัน ฮ่า... งั้นแสดงว่าที่มึงดึงไอ้หม่อนให้อยู่กับมึงไว้เพราะกลัวเวลามันไปกินกับคนอื่นแล้วเป็นแบบนี้สินะ”
“ก็คงใช่ มึงดูสภาพมันตอนเมาสิ พอกูห้ามมันกินก็โดนบ่นพร้อมกับตบหัว กูเลยต้องลากมันไปไหนมาไหนด้วย เวลามันกินเหล้าอย่างน้อยก็เป็นไม้กันหมามันได้นั่นแหละ”
“เห็นมึงชอบหลี่หญิงหนักแบบนี้ ก็มีโมเมนต์ดี ๆ นี่หว่า” เทมป์พูด
“กูคนดีเว้ย!!”
‘ฉันรู้แค่ว่า...ฉันเมา พวกเขาคุยกันอย่างออกรสไม่รู้ว่าเรื่องของฉันรึเปล่า ฉันก็ฟังจับความได้แค่บางคำเท่านั้นแหละ แต่ว่าคนข้าง ๆ ฉันเนี่ยกลิ่นตัวหอมจังเลย~~~ ขอกอดแน่น ๆ หน่อยเถอะ’
“พวกมึงจะคุยกันอีกนานไหม หม่อนมันกอดกูแน่นจนหายใจไม่ออกแล้วเนี่ย” ติณณ์พูด
“ไม่เห็นเป็นไรเลย มึงนั่งแข็งทื่อให้มันกอด กูสบายใจกว่า ไปดึงมันออกมาแล้วมันวิ่งไปกอดคนโต๊ะข้าง ๆ ว่ะ ไหน ๆ มึงก็ไม่ดื่มเหล้า ก็ช่วยนั่งให้เกิดประโยชน์ตรงนั้นแหละ ไอ้หม่อนมันก็ดูไว้ใจมึงนะ ถึงกอดทั้งที่เมาขนาดนั้น ฮ่า...”
“แต่หม่อนมันร้ายนะ กูก็นั่งข้าง ๆ เหมือนกัน แต่หม่อนมันเลือกกอดไอ้ติณณ์”
“ไอ้เทมป์มึงจะเอาอะไรไปสู้มัน หน้าตาดี เรียนเก่ง ไม่ดื่มไม่สูบ สูงโปร่ง ที่สำคัญใหญ่สุดในกลุ่ม” ภีมพูด
“อะไรใหญ่วะ” เทมป์เลิกคิ้วมองภีม
“ค_ยมันไงวะ ใหญ่สัส ๆ กูยังแพ้”
“บ้าน่า กูสิใหญ่สุดในกลุ่ม” เทมป์ส่วนทันควัน
“แต่เรื่องนี้กูเห็นด้วยกับไอ้ภีมนะ ตอนพวกเราไปยืนฉี่กูสังเกตมาแล้ว ของไอ้ติณณ์ใหญ่สุด ถ้าใส่ถุงยางคง 56 ได้เลย กูยอมแพ้เรื่องนี้เรื่องเดียวกับมันจริง ๆ”
“หยุดเถอะพวกมึง พูดเรื่อง ค_ยกันในวงเหล้าตอนที่ใบหม่อนมันอยู่ มันไม่เหมาะ” ติณณ์พูดเสียงเข้ม
“มันเมาแล้วฟังไม่รู้เรื่องหรอก กูรู้จักมันดี”
จากนั้นพวกมันก็เอ็นจอยกันต่อ พูดคุยสารพัด ปล่อยให้ฉันนั่งกอดติณณ์แบบไม่มีใครรู้ว่า จริง ๆ ฉันไม่ได้เมาหนักขนาดนั้น ฉันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกอดติณณ์อยู่ โดยใช้ข้ออ้างว่าเมา(แต่ก็เมานะ) และที่สำคัญ พวกมันพูดอะไรกันฉันได้ยินทุกอย่าง
‘หึหึ...หวานหมูอิใบหม่อนแล้วคร๊า~~~’