จนลากติณณ์มาถึงโต๊ะและฉันก็บังคับให้ติณณ์นั่งลงโซฟา
“พวกมึงปล่อยติณณ์มันไปลากกูทำไมคะ กำลังจะตกหนุ่มได้แล้วเชียว”
“ฮ่า...พวกกูไม่ได้สั่งมันไปดูมึงนะหม่อน ไอ้ติณณ์มันบอกพวกกูจะไปเข้าห้องน้ำเว้ย” คำตอบฉันยิ่งทำให้ฉันต้องมองค้อนไปที่ติณณ์
“...” แต่ติณณ์ก็ทำตัวเหมือนไม่ได้ทำอะไรผิด ใบหน้าสงบนิ่งเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไอ้ติณณ์ มึงไปดูดบุหรี่เป็นเพื่อนกูหน่อย” จู่ ๆ แฟรงค์ก็พูดกับติณณ์ ฉันที่ดื่มเงียบ ๆ เพราะโมโหก่อนหน้าถึงกับวางแก้วลง มองไปที่ติณณ์อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ก่อนจะหันไปพูดกับแฟรงค์
“เดี๋ยว ติณณ์มันไม่สูบบุหรี่นี่?”
“เหอะ...หม่อนมึงไม่ได้อยู่กับพวกกูสองปี ตอนนี้ไอ้ติณณ์ ดื่มหนัก ดูดจัดกว่าพวกกูอีกนะเว้ย...” ทุกคนพร้อมหน้าพยักหน้า ส่วนเจ้าตัวที่ฉันพูดถึงกลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเหมือนเคย สองปีมานี่เกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายที่เหมือนหลุดมาจากสุภาพบุรุษจุฑาเทพเนี่ย
ไอ้แฟรงค์ลุกขึ้น ติณณ์ก็ลุกตามตรงออกไปนอกคลับเพื่อสูบบุหรี่ ฉันนั่งนิ่งเอ๋อ หันไปมองภีมกับเทมป์ ที่ดูเหมือนจะมองออกว่าฉันตกใจกับเรื่องนี้มาก
“พวกมึงเล่าให้กูฟังเดี๋ยวนี้ เกิดอะไรขึ้นกับติณณ์ทำไมมันถึงกลายเป็นคนแบบพวกมึงไปได้”
“เอ้า...พวกกูผิดอะไรวะหม่อน...” ภีมโวยใหญ่
“เรื่องนี้พวกกูก็ไม่รู้ที่มาที่ไปไอ้ติณณ์ไม่ใช่คนเปิดปากอะไรง่าย ๆ มันมีอยู่ว่าคืนหนึ่ง เออ...หลังที่มึงไปเก็บตัวกับทีมชาติ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ได้มั้ง จู่ ๆ มันก็เมาหนักบอกว่าอยากลองสูบบุหรี่ อยากดื่มเหล้า ตอนนั้นพวกกูก็ตกใจ แต่มันก็ไม่พูดอะไร ตอนแรกพวกกูก็ไม่ยอมให้มันดูดบุหรี่หรอก แต่มันโมโหหนักมาก บอกว่าเครียดมาก สุดท้ายพวกกูก็ต้องยอม ทำตัวเหมือนคนอกหักไปได้”
“แต่มันตลกมากนะ ดูดบุหรี่ครั้งแรกสำลักใหญ่เลย ฮ่า...” ภีมพูดซะเห็นภาพ
“แล้วตอนนี้เป็นไง สูบจัดกว่าใครในกลุ่ม เฮ้อ...ตอนนี้กูกับไอ้ภีมเลิกสูบไปละ เมียบอกให้เลิก เหลือแค่ไอ้แฟรงค์กับไอ้ติณณ์นั่นแหละที่ยังสูบ” เทมป์ส่ายหัวไปมา
“หรือว่าพวกเราต้องหาเมียให้ไอ้ติณณ์มันวะ มันจะได้เลิกสูบบุหรี่ได้”
จากนั้นเสียงหัวเราะของทั้งสองคนก็ดังลั่น ส่วนฉันคิ้วขมวดยกดื่มไป พลางคิดเรื่องพวกนี้ไปด้วย แต่ยิ่งคิดยิ่งเครียดและก็ยิ่งดื่มจนสติเริ่มเลือนราง แต่แล้วฉันก็รู้สึกได้ว่ามีเสื้อคลุมของใครสักคนวางบนตัวฉันไว้
“พวกมึงไม่ห้ามไอ้หม่อนดื่มละ ดูดิ...เมาแอ๋นั่งอ้าเกือบเห็นหมด” เสียงนี้เป็นเสียงของไอ้แฟรงค์ หรือว่าเสื้อนี้คือของแฟรงค์กันนะ
ฉันปรือตาขึ้นสะลืมสะลือเพราะเมาหนัก มองไปที่ไอ้แฟรงค์ก่อนพูดออกมาอย่างเอาแต่ใจ
“แฟรงค์ กูอยากกลับไปส่งกูที่คอนโดทีนะ” ฉันเขย่าตัวมันเบา ๆ
“ไม่ได้ กูต้องอยู่ทำบัญชีร้านต่อหลังปิดร้าน”
“งั้นมึงเรียกรถให้กูทีกูอยากกลับแล้วอ่า...” เสียงฉันเริ่มยานคาง พอเมาหนัก ก็เริ่มง่วง...และเรื้อนกว่าปกติ
“มึงก็ให้ไอ้ติณณ์ไปส่งดิ มาด้วยกันก็กลับด้วยกันดิวะ” แฟรงค์พูด
“ไม่!!! ฉันไม่อยากกลับกับติณณ์มัน”
“ทำไมมึงดูกลัวไอ้ติณณ์จังวะหม่อน ทั้งที่ไอ้ติณณ์เนี่ยดีสุดแล้ว”
“ดีแตกล่ะสิไม่ว่า” เพราะฉันเมาก็เลย...พูดออกมาซะหมด
“ฮ่า...ไอ้ติณณ์ ไอ้หม่อนมันว่ามึงดีแตกว่ะ” ไอ้ภีมได้ทีเสริมทัพ
“มึงพูดเหมือนเคยเป็นเมียมัน” ไอ้แฟรงค์สวนยับ
“ใครจะเคยเป็นเมียคนอย่างติณณ์มัน ไม่มีทางซะหรอก คนอย่างฉันนะ...ฉัน...ปวดหัวจาง!!!” อยู่ ๆ ร่างก็รู้สึกซวนเซล้มไม่เป็นท่า แต่ดีที่มีคนรับฉันไว้ทันและเป็นใครไม่ได้นอกจากติณณ์
“ไอ้ติณณ์มึงพาหม่อนกลับเถอะ สภาพแบบนั้นถ้าน้ากูรู้เข้าว่าลูกท่านเป็นแบบนี้มีหวังกูโดนบ่นยับแน่” ไอ้แฟรงค์ยังมีหน้ามาห่วงตัวเอง แต่ตอนนี้ฉันไม่มีแรงตอบโต้อะไรแล้วล่ะ สุดท้ายก็ปล่อยให้ติณณ์ประคองออกไปจากคลับแต่โดยดี
ฉันถูกพามานั่งข้างคนขับ ก่อนที่ติณณ์ขับรถออกไป
“หนาวจัง!!!” ฉันขดตัวอยู่หน้ารถ แม้มีเสื้อแขนยาวของติณณ์หุ้มอยู่ฉันก็ยังหนาวอยู่ดี ติณณ์เอื้อมมือไปลดแอร์ก่อนจะบ่นพึมพำให้ฉันได้ยิน
“ขี้หนาวแล้วยังใส่ชุดนุ่งน้อยห่มน้อยอีก”
“หยุดบ่นเถอะนา...ก็กูชอบใส่...”
“แต่กูไม่ชอบเห็นมึงใส่นี่หว่า”
“มันก็ไม่ใช่เรื่องของมึงปะวะติณณ์” พอต้องอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ก็ไม่ต้องมาคีพว่ากลัวหลุดพูดอะไรที่จะทำให้คนอื่นรู้ถึงความสัมพันธ์ที่เคยเป็นมาของเรา
“จะใช่หรือไม่ใช่เรื่อง...ก็ไม่เกี่ยว แต่มึงเป็นผู้หญิง แต่งตัวแบบนี้มันอันตราย เกิดโดนผู้ชายลวนลามขึ้นมาใครจะช่วยได้”
“มึงไม่ต้องห่วงกูโดนลวนลามหรอก ห่วงผู้ชายที่จะโดนกูลวนลามดีกว่าเถอะ”
“...” ติณณ์เงียบไป ฉันหันไปมองคนหน้าบึ้งที่เหยียบคันเร่งด้วยความโกรธ
“ขับช้า ๆ ฉันยังไม่อยากตาย...”
“...” ติณณ์ก็ยังเหยียบคันเร่งอยู่ดี ฉันเริ่มหวาดกลัวจนต้องไปบีบแขนติณณ์แน่นให้เขารู้สึกตัวว่ากำลังทำเรื่องอันตรายอยู่ ทว่า...แทนที่จะชะลอความเร็วลง เขากลับหักรถชิดริมทางกะทันหันจนหัวฉันโยกไปข้างหน้าเกือบตำกับลิ้นชักรถ ดีนะใส่คาดเข็มขัดไว้ก่อน
“เป็นบ้าอะไรของมึงเนี่ยติณณ์...” ฉันเมาและเวียนหัวจะตายห่า แถมยังต้องมานั่งอยู่ในรถที่คนขับเส็งเคร็ง ขับรถได้ห่าเหวมาก
“...” ติณณ์ไม่พูดอะไร ทำเพียงส่งสายตายากจะหยั่งคิดมาให้ฉัน แต่ว่านะตอนนี้ไม่มีเวลาคิดอะไรมากแล้ว มันจะมาแล้ว...ฉันพยายามเปิดประตู แต่มันก็ล็อคไว้
“ช่วยเปิดประตูหน่อย ฉันจะลง...”
“จะลงทำไม ตรงนี้มันที่เปลี่ยว”
“เออ...เปิดเถอะนา...เร็ว ๆ”
“...” ติณณ์เงียบและยังไม่ยอมเปิดประตู จนฉันเหลืออด
“กูจะอ้วก เร็วสิ...” วินาทีนั้นแหละที่ติณณ์ยอมเปิดฉันผลักประตูออกไปวิ่งไปข้างทาง
‘โอก~~~~’ อะไรที่แดกไปย้อนคืนออกมาทางปากจนหมด ท้องเขม่วแรงดันมันออกมาทั้งกระเพาะ มือหนาของติณณ์ลูบหลังเปลือยให้กันอย่างเบามือ จนฉันอ้วกมันออกมาจนหมดแรงทรุดตัวนั่ง ขวดน้ำถูกยื่นมาตรงหน้า และฉันก็รับมันมากรวกปากและล้างหน้าล้างตาโดยไม่คำนึกถึงเครื่องสำอางบนใบหน้าอีกต่อไป
“ดื่มกี่ทีก็เละเป็นโจ๊ก...คราวหน้าก็เพลา ๆ ลงหน่อยเถอะ”
“ชิส์...ก็ฉันมีความสุขตอนที่ได้ดื่มนี่น่า ดื่มแล้วมันก็พานทำให้ลืมเรื่องเครียด ๆ”
“ซ้อมหนัก?”
“เรื่องฝึกซ้อมก็ใช่ แต่เรื่องนายก็ด้วย เหอะ...ช่างเถอะ เรื่องมันก็ผ่านมาสองปีล่ะ ฉันก็ลืม ๆ มันหมดแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงฉันไม่อาลัยอาวรณ์ความสัมพันธ์ของเราแล้ว ตอนนี้ฉันนะ...อุ๊ปส์!” ยังไม่ทันบ่นจบ คนร่างสูงก็ดึงฉันเข้าไปใกล้ชิด โน้มตัวประกบปากกดจูบเรียวปากบางฉันอย่างไม่ทันตั้งตัว สองมือฉันทุบไปที่หน้าอกเขา แต่ไม่นานความรู้สึกเมามาย บวกกับความรู้สึกภายใต้จิตใจที่ยังมีความครุกรุ่นอยู่ไม่น้อยพานทำให้จากมือที่พยายามผลักไสเป็นดึงปกเสื้อเขาให้จูบกันให้หนักขึ้น...จูบนี้เนิ่นนานพอ...พอที่จะทำให้ฉันหวนคิดไปถึงภาพจุดเริ่มต้นที่เราได้พบกันด้วยความรู้สึกรัก ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนสนิทอย่างตอนนี้หรอกนะ แต่เป็นในฐานะแฟนในตอนนั้นต่างหาก