ตอนที่ 8
กลุ่มแก๊งเดียวกัน...แต่ไม่ใช่เขา
เปิดเทอมมาได้ไม่เท่าไหร่ แทนที่ฉันจะได้รวมกลุ่มกับสาว ๆ ในคณะวิศวะอย่างเฉิดฉายกลายเป็นว่าฉันถูกลากให้มาอยู่ร่วมกลุ่มกับไอ้แฟรงค์จนได้ ฉันพยายามปลีกตัวออกจากพวกมันแล้ว แต่ ไอ้แฟรงค์ตัวดีก็มักจะเดินมาลากฉันออกจากลุ่มเพื่อนผู้หญิงตลอด ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...แต่นั่นก็ทำให้ผู้หญิงคนอื่น ๆ มองฉันขึ้นหิ้งไม่ต่างจากพวกมัน (ที่จริงฉันก็โดนยกยอเกินเหตุมาตลอด ไว้ว่าฉันต้องสมบูรณ์พร้อมทั้งการเรียนและกีฬา ซึ่งจริง ๆ แล้วฉันโง่เรื่องเรียนมากนะขอบอก)
“ไอ้แฟรงค์ มึงปล่อยกูอยู่กับเพื่อนผู้หญิงบ้างก็ได้ ไม่ใช่เอาแต่ลากกูไปกับมึงแบบนี้”
“พวกกูก็เพื่อนมึงเหมือนกันนั่นแหละ อยู่กับพวกกูปลอดภัยกว่านะ ใช่ไหมวะพวกมึง”
‘ตัวก็โต ความคิดเด็กชะมัด’ ฉันถึงกับกุมหัวตัวเอง เอาจริงเข้าใจได้แหละ ฉันกับแฟรงค์เราโตมาด้วยกัน ครอบครัวของแฟรงค์เองก็มีปัญหา และตั้งแต่ที่แม่ของแฟรงค์เสียไป ส่วนใหญ่มันก็จะมาอยู่บ้านฉัน ถ้าจะให้พูดแฟรงค์เองก็เหมือนครอบครัวคนหนึ่งในบ้านฉันนั่นแหละ การที่มันห่วงฉันราวกับพี่น้องในไส้จึงเห็นได้บ่อย ๆ เพราะตัวฉันเองก็กลัวมันออกนอกลู่นอกทางไม่ต่างกัน
“อืม...เพื่อนแฟรงค์ว่าไงกูก็ว่างั้น” ดูเหมือนคนอื่น ๆ ก็ปล่อยเลยตามเลยตามใจแฟรงค์สุด ๆ จะมีก็แต่ติณณ์ที่เงียบเป็นป่าสากดูไม่เข้าพวกซะเท่าไหร่ มีก็แต่หน้าตาที่หล่อบาดใจละมั้งที่กลมกลืนไปทั้งสี่คน
“เย็นนี้ไปกินซุปกระดูกกัน เห็นว่าข้างมหาลัยอร่อย”
“ว่าไงนะ!!! ซุปกระดูก...ฉันต้องไปด้วยเหรอ”
“ไปเถอะเดี๋ยวพลาดของดี” แฟรงค์ตบบ่าฉัน แน่นอนว่าเรื่องนี้ฉันคงหนีไม่ได้แน่นอน เพราะหลังจากที่จบจากการรับน้องของคณะ และเข้าเรียนวิชาแรก ไอ้แฟรงค์และพ้องเพื่อนไม่ปล่อยให้ฉันได้กลับหอเสียด้วยซ้ำ
“นี่ใหฉันกลับไปเปลี่ยนชุดก่อนไหม จะให้ฉันไปในสภาพนี้จริง ๆ เหรอมึง” ฉันหันไปเท้าสะเอวใส่แฟรงค์
“แล้วไม่เห็นเหรอว่าพวกกูใส่ชุดอะไร ต่างจากมึงตรงไหน”
“แต่เบ้าหน้าพวกมึงแบกอยู่ไหง”
“มึงก็สวย จะกลัวทำไม”
“เออจริง ฉันก็สวยนี่หว่า” พอไอ้แฟรงค์บอกว่าฉันสวย ทำไมฉันถึงรู้สึกยืดอกเออออไปกับมันได้ ถ้ายกให้คนหลงตัวเองยืนหนึ่งละก็คิดว่าฉันนี่แหละ (จริง ๆ ฉันยอตัวเองไปขำ ๆ งั้นแหละไม่ใช่คนที่จริงจังว่าตัวเองสวยกว่าใครหรอก ฮ่า...)
“เดี๋ยวรอกันอยู่ตรงนี้ กูกับไอ้ติณณ์จะไปเอารถก่อน” แฟรงค์กับติณณ์ปลีกตัวกันไปเอารถยนต์ ทิ้งให้ฉันอยู่กับเทมป์และภีม เอาจริงตอนนี้ฉันสนิทกับทุกคนแล้วล่ะ แม้พวกมันจะกูมึงให้แต่ระยะห่างระหว่างเพศหญิงและเพศชายก็ยังมีนิด ๆ พวกมันไม่ได้ฉวยโอกาศแตะเนื้อต้องตัวกันมากหรอก นอกจากพาดบ่ากันเท่านั้น รอไม่นานนัก แฟรงค์กับติณณ์ก็ขับรถมาถึง
ทว่า...สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ พวกเราจะไปร้านซุปกระดูกเจ้าเด็ดเจ้าดังข้างมหาลัยด้วยด้วยรถมอเตอร์ไซต์ที่มีอยู่สองคันจริง ๆ แล้ว แล้วไปเอามอเตอร์ไซต์ที่ไหนกันมาเนี่ย พวกมันต่างก็เป็นลูกคนรวยกันไม่ใช่รึไง
“ดะ...เดี๋ยว เอาจริงดิ”
“ทำไม นั่งรถมอเตอร์ไซต์แล้วอกแตกตายเหรอวะหม่อน”
“ไม่ใช่ว่านั่งไม่ได้ แต่พวกมึงเอามาสองคัน กับคนห้าคนได้ไง”
“ไม่เห็นยากพวกกูอัดสาม มึงไปซ้อนไอ้ติณณ์โน้นเลย”
“เอาจริงดิ!!!” ฉันเลิกคิ้วมองแฟรงค์
“ไม่งั้นจะให้ทำไงละ”
“พวกมึงไปอัดสี่แล้วกูขี่คนเดียวได้ไหม”
“ยัยบ้า...คิดอะไรไม่เข้าท่า”
“ฮ่า...” ฉันก็อำไปแค่นั้นแหละ มันก็ต้องมีเล่นท่ากันบ้างขืนไม่ทำเป็นปฏิเสธ แล้วดีใจออกนอกหน้าได้ซ้อนสุดหล่อตรงสเปกก็ซวยกันพอดีสิ
ฉันควบรถซ้อนท้ายติณณ์แต่ยังคงนั่งขยับไปด้านหลังเพราะยังไงจะตะครุบกอดเลยก็ดูไวไฟไปหน่อย ดังนั้นวางท่าทีไว้ก่อนคงดี แต่ไอ้พวกบ้าคันข้างหน้าขับกันเร็วชะมัด ติณณ์เองก็เหมือนต้องเร่งเครื่องตามแล้วเลยโพล่งพูดขึ้น
“จับเอวกันให้แน่น ๆ ล่ะ ต้องขับรถตามพวกมันล่ะ เดี๋ยวไม่ทัน” ติณณ์พูดเองนะว่าให้จับเอวได้ ดังนั้นก็ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะรวบทั้งเอวแกร่งนั่นจนหน้าแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง และฉันก็สัมผัสได้นะว่าติณณ์แอบยืดตัวตรง ฮ่า...คงตกใจไม่น้องสิท่า แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรหรอก เอาจริงผู้ชายในแก๊งนี้ติณณ์ดูมีความเป็นคน(ที่ดี) ที่สุดแล้ว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ เรียนเก่ง(เห็นว่าสอบเข้าเป็นอันดับ1ของคณะ) ที่สำคัญหล่อเนิร์ดมากแม่ ยิ่งพูดยิ่งสเปก จะหาแบบนี้ได้ที่ไหนอีกไม่มีแล้วล่ะ
แต่ความสุขก็อยู่ไม่นานเมื่อร้านซุปกระดูกไม่ได้อยู่ไกลมหาลัยวิทยามากนัก ทำให้อดกอดติณณ์นาน ๆ เลยแฮะ แต่ถึงอย่างนั้นภาพของร้านซุปกระดูกในหัวของฉันก่อนหน้าคือมันคงเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวตามข้างทางที่เห็นทั่ว ๆ ไป ทว่า...เมื่อมาถึงกลับต้องตาลุกวาว นี่มันร้านเหล้าที่มีซุปกระดูกชัด ๆ มิน่านักศึกษาเต็มร้านไปหมด