(ณ คลับ)
เมื่อรถมาจอดที่ลานจอดรถของคลับไอ้แฟรงค์ ฉันก็รีบลงจากรถทันทีพร้อมกับเดินเข้าคลับโดยไม่รอติณณ์เลย ฉันขี้เกียจมองคนหน้า(หล่อ)หน้ามุ่ย
เพียงเดินเข้าคลับหลังตรวจบัตรประชาชน วินาทีนั้นก็มีสายตาชายหนุ่มมากมายตามไหล่ทางมองด้วยสายตาเชิญชวนขั้นสุด พานทำให้ตัวเองรู้สึกสวยจากที่สวยมาก ๆ อยู่แล้วล่ะนะ ทว่า...พวกเขายิ้มให้ฉันได้ไม่นานใบหน้าก็เปลี่ยนเหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่างจนต้องเบือนหน้าหนี ฉันหันไปมองต้นเหตุก็พบว่าติณณ์เดินตามหลังมาพร้อมกับรังสีอำมหิตที่ทำให้คนอื่นขนหัวลุก แม้กระทั่งฉันเองก็สัมผัสได้
“มึงจะทำท่าขึงขังทำไมติณณ์ ผู้ชายหนีหายหมด...โว๊ะ!!!”
“ทำไม...อดอยากปากแห้งจนตัวสั่นขนาดนั้นเชียวเหรอ” คำพูดของติณณ์ทำให้ฉันตกใจมาก ผู้ชายที่พูดน้อย สุภาพบุรุษยิ่งกว่าใครในกลุ่ม แต่ตอนนี้กลับพูดว่าฉันอดอยากปากแห้งจนตัวสั่น ถ้าเป็นไอ้แฟรงค์ ภีม หรือเทมป์จะไม่คิดอะไรเลย แต่นี่มันคือคำพูดจากติณณ์...
“ไม่เจอกับแค่สองปี ปากร้ายขึ้นนะติณณ์”
“...” นั่นกลับไปเงียบอีกแล้ว หรือว่าเมื่อกี้ผีเจาะปากมาพูดกัน
“กูอึดอัดรีบพาไปที่โต๊ะพวกนั้นเถอะ อยากแดกเหล้ารมณ์เสีย...ฮ่วย” ฉันเท้าสะเอวมองหน้า ติณณ์ได้แต่ส่ายหัวใส่ฉัน ก่อนจะเดินนำไป และฉันก็เดินตาม จวบจนถึงโต๊ะที่พวกไอ้แฟรงค์ ภีม เทมป์ มาถึงก่อนแล้ว แถมยังเปิดขวดเหล้าแดกกันไปไม่รอเจ้างานอย่างฉัน
“มาช้ากันจังวะ” แฟรงค์หันมาบ่นอุบ ก่อนจะจ้องเขม็งมาที่ฉัน “ไอ้หม่อน เพราะมึงเอาแต่แต่งตัวสินะ”
“ผิดแล้วย่ะ โน้น...ถามติณณ์โน้น ฉันยังต้องนั่งรอที่ล็อบบี้หลายสิบนาที” ฉันพยักพเยิดไปที่ติณณ์ ก่อนจะนั่งลงไปที่ข้าง ๆ แฟรงค์ ส่วนติณณ์ก็เดินไปนั่งข้างเทมป์
“แล้วทำไมมึงช้าล่ะ” แฟรงค์ถามติณณ์
“ท้องเสีย”
“ขี้แตกเหรอ ฮ่า...” นี่แหละสภาพความเป็นจริงของหนุ่มหล่อ V4 ภาพลักษณ์ต่อหน้าสาว ๆ ก็แค่ขรึมเก๊กหล่อไปงั้น แต่จริง ๆ สภาพไม่ต่างจากพวกปัญญาอ่อน
“ว่าแต่หม่อน นี่แกใส่ชุดแนวนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าตอนไปเก็บตัวหนีเที่ยวประจำ” เทมป์หันมาถามฉัน
“ฉันชอบใส่อยู่แล้ว แค่ไม่มีโอกาสได้ใส่ย่ะ...”
“สวยไม่เบานี่หว่า” ไอ้ภีมพูดเข้าหูสุดละ
“สวยอยู่แล้ว วันนี้ต้องตกผู้ชายเข้าท้องให้ได้สักคน”
“มึงอย่าคิดว่าจะได้ผู้ เพราะแม่มึงฝากกูดูแลอยู่”
“มึงก็อย่าบอกแม่กูสิแฟรงค์”
“ไม่ได้...” ไอ้แฟรงค์ทำเสียงแข็ง ก่อนที่จะหันไปหาเพื่อนอีกสามคน “พวกมึงสามคนต้องช่วยกู ไอ้หม่อนแดกเหล้าทีไรเรื้อน”
“มึงก็ไม่ต่างกันหรอกนา แฟรงค์...ชิส์” พูดจบฉันก็คว้าแก้วเหล้าดื่มที่ภีมชงไว้ให้
เหล้าเข้าปากอารมณ์ม่วนจอยก็เริ่มมา เสียงเพลงกระตุกต่อมให้รู้สึกอยากแดนซ์ ทำให้ฉันลุกขึ้นอัตโนมัติ แต่ไม่ทันจะเดินออกจากโต๊ะ ติณณ์ก็คว้าข้อมือฉันไว้ก่อน
“จะไปไหน”
“ไปเต้นไง เพลงกำลังสนุกเลย”
“เต้นอยู่ที่โต๊ะนี่แหละ”
“โอ๊ย!!! จะให้ฉันเต้นยั่วพวกแกเหรอทำไม่ลงหรอก”
“มันอันตราย อยู่ตรงนี้แหละ” ฉันไม่เข้าใจทำไมติณณ์มันพูดไม่รู้เรื่อง และก็พูดมากกว่าปกติที่เป็นอยู่นัก
“นี่...มึงไม่ใช่พ่อกู ผัวกูนะติณณ์ ให้กูไปเต้นเถอะ กูเก็บตัวซ้อมมาอย่างหนักให้ได้ผ่อนคลายบ้าง และนี่ที่พวกมึงพากูมากินก็พามาเลี้ยงไม่ใช่เหรอ” ฉันเริ่มไม่สบอารมณ์
“ไอ้ติณณ์ ปล่อยไอ้หม่อนมันไปเต้นเถอะ นาน ๆ ทีมันจะได้ปล่อยจอยบ้าง”
“พูดถูกใจให้ยี่สิบค่ะ คุณภีม” ไอ้ภีมที่ดูจะพูดลื่นหูและเข้าใจฉันตลอด ฉันอดที่จะยกนิ้วเยี่ยมให้เลยล่ะ
“ไปเถอะระวังตัวหน่อยแล้วกัน ผู้ชายในคลับก็มีแต่หวังเคลมสาวเท่านั้นแหละ จะมาหารักแท้ในนี้ไม่ได้หรอก” ก็สมกับเป็นไอ้แฟรงค์จะห่วงกันหน่อย แต่ต้องแซมมาพร้อมกับปากสุนัขไม่รับประทานเหมือนเคย
“รู้แล้วน่า...เพราะพวกในคลับก็เหมือนพวกมึง มึง และมึง นั่นแหละ ฮ่า...” ฉันหัวเราะร่า ก่อนจะตรงดิ่งไปยังฟลอร์เต้นหน้าเวที ที่ดีเจกำลังเล่นเพลงอีดีเอ็ม เสียงเพลงที่กระหึ่ม แสงไฟที่พานทำให้มึน ฤทธิ์เหล้าที่ทำให้ฉันเมามาย ผสานกันเป็นสนุกสุดเหวี่ยงอย่างไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ ผู้ชายหน้าตาดีมากหน้าหลายตาพยายามเข้ามากระซิบกระซาบ ถามชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว มือปลาหมึกพวกนั้นทำทีแตะนิดแตะหน่อยสมกับเป็นพวกเจ้าชู้หวังเคลมสาวไปทั่วนั่นแหละ ฉันดูออกล่ะ แต่ว่านะ ถ้าฉันจะลองสักครั้งกับคนอื่นบ้าง เผื่อจะลืมคนนิสัยไม่ดีนั่นจะดีไหมละ
“คุณฟ้าใส คุณมีเบอร์โทรรึเปล่าครับ” ผู้ชายหน้าตาดีคนนี้ก็ตื้อฉันไม่หยุด (ฉันแอบบอกชื่อปลอม ๆ ไปก่อนว่าชื่อฟ้าใส) ฉันคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็อยากลองเปิดใจคุยกับใครสักคนดูบ้างเผื่อหัวใจที่จดจำแต่เขาจะได้ถูกทดแทนด้วยใครสักคน
ฉันรับมือถือนั่นมา ก่อนจะกดเบอร์ลงไป ทว่า...ยังกดไม่ครบ มือถือในมือก็ถูกกระชากไปเสียก่อน ฉันตกใจมากจึงหันไปมองคนที่ทำแบบนี้ และก็เป็นติณณ์เหมือนเคย
‘เขากลายเป็นบ้าอะไรไปเนี่ย’
“ติณณ์ เสียมารยาท” ฉันแผดเสียงกับท่าทีไม่ดีของติณณ์ เขาจ้องฉันเขม็งไม่พูดอะไร ก่อนจะยื่นมือถือคืนผู้ชายคนนั้น
“ว่าแต่เขาเป็นใครเหรอครับ” หลังจากที่ผู้ชายคนนั้นรับมือถือคืนไป เขาก็หันหน้ามาถามฉัน
“เพื่อนฉันเองค่ะ ฉันมากับกลุ่มเพื่อนผู้ชายตรงโน้น”
“อ๋อ...เพื่อนคุณฟ้าใสสินะครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผู้ชายคนนั้นหันไปยิ้มกับติณณ์ แต่ติณณ์กลับไม่มีท่าทียินดีหรือเป็นมิตรกับเขาเลย ฉันกลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะหน้าเสียได้จึงพูดขัดจังหวะทันที
“พอดี...เพื่อนฟ้าใสเขาอารมณ์ไม่ดีน่ะค่ะ ไว้ฟ้าใสขอพาเขากลับโต๊ะก่อนนะคะ” ฉันหันไปยิ้มหวานให้ผู้ชายคนนั้น ก่อนจะไปดึงแขนของติณณ์เพื่อลากมันออกจากตรงนี้ แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังพูดกับฉันไม่หยุด
“แล้วผมจะเจอคุณฟ้าใสได้อีกทีตอนไหนครับ”
“ถ้าฟ้าลิขิตให้เจอ ยังไงก็ได้เจอค่ะ ขอตัวนะคะ” จากนั้นฉันก็ลากติณณ์ออกมา