(
‘ติณณ์ ถ้านายหันหลังเดินออกไปจากฉัน เราเลิกกัน’
หญิงสาวคนหนึ่งยื่นคำเด็ดขาดให้ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่า ‘แฟน’ ชายหนุ่มแสดงสีหน้านิ่งเหมือนไม่ได้สะทกสะท้านอะไรนัก ก่อนที่จะหันหลังให้หญิงสาวคนนั้นอย่างไม่ต้องคิดอะไรแล้วเดินจากไป ปล่อยให้หญิงสาวร้องไห้โฮอยู่ที่เดิม ได้แต่มองแผ่นหลังกว้างที่ลุ่มหลงค่อย ๆ ห่างออกไปจนลับตา
‘แม้ฉันจะยื่นคำขาด เขาก็เลือกจะหันหลังให้ฉันอย่างไม่ปรานีสินะ มันจบแล้วล่ะแฟนของฉันที่คบมาหนึ่งปี’
หญิงสาวพึมพำออกมาโดยที่น้ำตายังไหลอาบแก้มไม่หยุด เธอจมอยู่กับความเสียใจ จะมีการเลิกราไหนที่ไร้ซึ่งคำพูดของฝ่ายตรงข้าม ไม่พูดปลอมประโลม ไม่มีคำเหนี่ยวรั้งใด ๆ เป็นการเลิกราที่เย็นเหยียบไปถึงขั้วหัวใจ
)
‘เฮือก...’ ฉันสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายหอบหายใจแรง... ดีดตัวลุกขึ้นนั่งกุมหัวใจที่เต้นแรงเหมือนวิ่งสับเท้ามาเป็นสิบกิโล
“ผ่านมาตั้งสองปี ทำไมยังฝันถึงเรื่องบ้า ๆ นี้อยู่ได้ ไอ้ติณณ์ ไอ้เวรเอ้ย! ขอให้ไม่ตายดีเถอะย่ะ” ฉันสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อสิ่งที่ทำให้ฉันเสียใจที่สุดยังตามหลอกหลอนไม่หาย
ฉันลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดินไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาจะได้ตื่นตัวจาฝันบ้า ๆ นี่เสียที แต่พอมองตัวเองในกระจกก็เหมือนผีเข้าต้องคอยคุยกับตัวเอง ปรึกษากับตัวเองว่าทำไมถึงยังจำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้อยู่ได้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจ ฉันว่าฉันเลิกชอบติณณ์ได้แล้วนะ แต่...
“ลูกแม่...ลงมาทานข้าวได้แล้ว” เสียงแม่ของฉันตะโกนเรียกจากข้างล่าง ทำให้ฉันต้องสลัดความคิดฟุ้งซ่านนี้ออกไป
“ที่ผ่านมาก็เหนื่อยมากพอแล้ว อย่าเก็บเอาความคิดบ้า ๆ นั่นมาทำให้ตัวเองเหนื่อยอีกเลย ยังไงซะติณณ์มันก็แค่เพื่อนคนหนึ่งเท่านั้นไปแล้ว จำไว้ตัวฉัน...” นั่นคือสิ่งที่ฉันคอยย้ำกับตัวเองเสมอตลอดสองปีที่ผ่านมา
“มาแล้วค่ะแม่ ทำอะไรกินเนี่ย หอมจัง”
“ของโปรดของพ่อเขาน่ะ” แม่ของฉันหันมาเอ่ยพร้อมกันวางชามแกงร้อน ๆ กลิ่นหอม ๆ บนโต๊ะตรงหน้าพ่อที่กำลังนั่งจ้องไอแพดตรวจงานอยู่
“ชิส์...เหม็นกลิ่นความรักจังค่ะ” ฉันทำทีปิดจมูกก่อนจะนั่งลงเก้าอี้ตรงข้ามกับพ่อ พ่อที่กำลังสนใจแต่งานในไอแพดเงยหน้ามามองฉันด้วยรอยยิ้ม
“เป็นไงบ้าง ร่างกายหายล้ารึยังลูก”
“ไม่เลยค่ะพ่อ ปวดเหมือนเดิม”
“หักโหมไปแล้วนะลูกพ่อ”
“แต่เพราะแบบนั้น ก็ทำให้หม่อนได้เหรียญทองมาฝากคนทั้งประเทศนะคะ พ่อแม่ภูมิใจไหมล่ะ”
“แน่นอนว่าพ่อกับแม่ภูมิใจ แต่ก็อยากให้ลูกสุขภาพแข็งแรงด้วยนะ”
“หม่อนรู้ว่า สิ่งที่หม่อนกำลังทำหม่อนมีความสุขกับมันมาก ๆ พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เมื่อไหร่ที่เหนื่อยและไม่มีความสุข หม่อนจะหยุดมันเองค่ะ” คำพูดนี้ฉันไมได้พูดให้ดูสวยหรู แต่ฉันทำแบบนั้นมาเสมอ แม้กระทั่งความรักที่เมื่อไหร่มันเป็นทุกข์ ฉันก็พร้อมหยุดมันและก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ถึงหัวใจจะไม่เดินตามความคิดก็ตาม แต่ช่างเถอะใครไม่เจอกับตัวไม่มีทางรู้หรอกว่ารักที่ทุ่มเทหมดใจให้กับคนที่รักเราไม่เท่ากันมันฝั่งลึกและเจ็บขนาดไหน
“ว่าแต่พรุ่งนี้เปิดเทอม ลูกต้องกลับไปเรียนที่มหาลัยแล้วใช่ไหม แล้วการซ้อมกับทีมชาติที่ต้องไปแข่งเอเชียนเกมส์ต่อล่ะ”
“กว่าจะแข่งก็อีกสองปีข้างหน้าค่ะแม่ ตอนนี้หม่อนก็เรียนปีสุดท้ายแล้วต้องเอาเรื่องการเรียนให้จบตามเพื่อนก่อน ส่วนการฝึกซ้อม หม่อนจะใช้สนามว่ายน้ำของมหาลัยในการฝึกก่อนค่ะ โค้ชมหาลัยก็มีนะคะแม่”
“งั้นเหรอ เหนื่อยแย่นะ”
“อยากจับปลาสองมือก็ต้องทุ่มกำลังกันหน่อยค่ะแม่ เรื่องเรียนแม้จะมีเรียนชดเชย แต่เพื่อน ๆ ของหม่อนก็เรียนเก่งกันนะคะ อย่างไอ้แฟรงค์ไง มันเรียนเก่งกว่าหม่อนอีก คงฝากเรื่องเรียนไปกับมันได้”
“นั่นสินะ...ไว้แม่จะทำอาหารอร่อย ๆ ไปฝากแฟรงค์เป็นสินน้ำใจ จะได้ฝากติวลูกสาวแม่เยอะ ๆ”
“ดีเลยค่ะ รายนั้น...ไม่มีอะไรให้ งานก็ไม่เดิน”
‘ติ้ง!’
ขณะที่ฉันรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่และพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระ จู่ ๆ ข้อความจากไอ้แฟรงค์ก็แจ้งเตือนมา
แฟรงค์ : ว่าไงพรุ่งนี้กลับมาเรียนที่มอแล้วใช่ไหม
ใบหม่อน : เออ...กลับมาเรียนแล้วย่ะ
แฟรงค์ : เฮ้ยแบบนี้ต้องฉลองแล้วรึเปล่าวะ พรุ่งนี้เลิกเรียนร้านกู เดี๋ยวพี่เลี้ยงเองน้อง
ใบหม่อน : พี่พ่องสิคะ แต่ถึงไปกูก็ไม่จ่ายอยู่ดีค่ะ
แฟรงค์ : ฮ่า...เอาเถอะเพื่อน ๆ คิดถึงมึงกันมาก ตอนนี้ฉันรับของฝากจากบรรดาหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่จะเอาให้แกไม่ไหวแล้ว แม่งกูนึกว่าของกู ตอนมีคนยื่นให้ สรุปทั้งไอ้เทมป์ ไอ้ภีม ไอ้ติณณ์ต่างก็ได้รับของที่ฝากให้มึงทั้งนั้น รีบกลับมาเอาด้วย เก็บไว้ในโกดังคณะ
ใบหม่อน : เออ...รู้แล้วน่า...สงสัยกูต้องไปจ้างรถสิบล้อมาขนแล้วมั้ง
แฟรงค์ : ไม่เกินจริงว่ะ แค่นี้แล้วกัน...พวกกูเล่นบาสอยู่ อยากมาดูไหมล่ะ ไอ้ติณณ์ก็อยู่นะ
ใบหม่อน : ฟวย!!!
ฉันถึงกลับคว่ำหน้ามือถือลงโต๊ะ ใบหน้าเสียอารมณ์จัดทำเอาพ่อกับแม่คิ้วขมวดมองกันไม่วางตา
“เกิดอะไรขึ้นลูก” แม่ถามด้วยความป็นห่วง
“ก็ไอ้แฟรงค์สิคะแม่ มันกวนตีนหม่อน” ฉันกอดอกทำหน้าไม่สบอารมณ์
“เอาน่า...แฟรงค์เขาก็เป็นแบบนี้ ชอบหยอกลูกจะตายไป”
“แต่รอบนี้มันหยอกแรงนิคะ”
“เรื่องอะไรล่ะ”
“เรื่องติณณ์...เออเปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” ฉันหลุดพูดชื่อติณณ์ไป แม่ทำหน้าครุ่นคิดสักพักก่อนจะ คิดอะไรบางอย่างออก
“ติณณ์เหรอ หรือจะเป็นพ่อหนุ่มคนนั้นที่มาบ้านเรากับแฟรงค์เมื่อคราวก่อนกัน” ฉันหันควับไปมองแม่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“แม่ว่าอะไรนะคะ แฟรงค์กับติณณ์มาที่นี่งั้นเหรอ ตอนไหนคะ”
“ช่วงที่ลูกไปเก็บตัว แฟรงค์ก็มาเยี่ยมแม่บ่อย ๆ บอกว่ากลัวพ่อกับแม่เหงา แล้วก็ชวนเพื่อนของเขามาด้วย เห็นว่าเป็นเพื่อนของลูกด้วยเหมือนกันนี่ หล่อเชียวล่ะพ่อหนุ่มที่ชื่อติณณ์น่ะ”
“หึ...ก็หล่ออยู่ค่ะ แต่นิสัยไม่ดีสุด ๆ” ฉันกอดอกพูดพร้อมเชิด
“แต่แม่ว่าพ่อหนุ่มนั่นก็ดูนิสัยดีมีสัมมาคารวะมากนะ ใช่ไหมคะคุณ” แม่ของฉันหันไปหาพ่อ
“อืม...เก่งมากด้วย พ่อพูดอะไรไปเขาก็ตอบได้หมด”
“ฉันเห็นนะว่าคุณทาบทามพ่อหนุ่มที่ชื่อติณณ์มาทำงานที่บริษัทเราถ้าเด็กคนนั้นเรียนจบ”
“ก็ใช่” พ่อฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ฉันขอแย้งขาดใจ
“ไม่ได้ค่ะ อย่างติณณ์ไม่เหมาะกับบ้านเราหรอก”
“หืม พูดอะไรของลูก พ่อหมายถึงการทำงาน”
“เอ๋...ลูกดูล่กเวลาแม่พูดถึงพ่อหนุ่มคนนี้นะ”
“ปะ...เปล่าซะหน่อย เพื่อนกลุ่มเดียวกันรู้ไส้รู้พุงกันนี่แหละค่ะ หม่อนอิ่มแล้วขอตัวเข้าห้องนอนนะคะ” ฉันไม่อยากทำทีมีพิรุธต่อหน้าพ่อแม่จึงหาโอกาสปลีกตัวออกมา พร้อมกับปิดประตูห้องดัง ‘ปัง!!!’ ฉันพิงแนบหลังไปกับประตูกุมหัวใจที่เต้นตึกตัก พร้อมกับตบปากตัวเองเบา ๆ
“ฉันพูดอะไรออกมาเนี่ย...หวังว่าแม่จะดูไม่ออกนะ ว่าความสัมพันธ์ฉันกับติณณ์เคยลึกซึ้งกันมาก่อน”