หลังจากกินข้าวเสร็จและเดินกลับไปที่ Defender ของพี่ศศิน ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเรามันเปลี่ยนไปนิดหน่อย ไม่ใช่แบบกะทันหันหรือดราม่า แต่เป็นความสบายใจที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามาแบบเงียบ ๆ เขาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้ฉันอีกครั้งแบบสุภาพเหมือนเดิม
ฉันมองรถคันใหญ่แล้วคิดในใจ โอเค จุ๊บแจง มึงต้องขึ้นรถหรูแบบนี้ให้ดูเท่ ๆ หน่อย ฉันเลยก้าวขึ้นไปแบบมั่นใจเต็มเปี่ยม ขาสั้น ๆ แต่ก้าวสูง ๆ แบบคนขี่มอเตอร์ไซค์ประจำ แต่พอเท้าข้างหนึ่งเหยียบขึ้นเบาะ ศีรษะฉันดันโขกเข้ากับขอบประตูดังโป๊ก! เสียงดังกว่าที่คิด ฉันสะดุ้งแล้วยกมือกุมหน้าผากทันที “โอ๊ย! บ้าเอ๊ย!” ฉันร้องออกมาแบบไม่ทันคิด แล้วรีบหันไปมองพี่ศศินที่ยืนอยู่ข้างรถ
เขามองฉันตาโตแป๊บหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงทุ้มนุ่มแต่คราวนี้มีเสียงขำจริง ๆ ปนอยู่ “หนู... หัวโขกเหรอครับ” เขาถามพร้อมยกมือปิดปากกลบยิ้ม แต่ยิ้มไม่มิด ฉันหน้าแดงก่ำ แต่ปากยังแข็งตามสไตล์ “เปล่าค่ะ! แค่... ทดสอบความแข็งของรถพี่เฉย ๆ” ฉันพูดแบบห้าว ๆ แล้วยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“รถพี่สูงขนาดนี้ ต้องโขกหน่อยถึงจะรู้สึกถึงความสูงใช่ไหมล่ะ” พี่ศศินหัวเราะดังขึ้นอีกนิด หัวเราะแบบคนที่อดกลั้นไม่อยู่แล้ว “พี่ขอโทษครับ หนูพี่ลืมบอกว่าต้องก้มหัวก่อนขึ้น” เขาพูดพร้อมยื่นมือมาช่วยพยุงฉันขึ้นเบาะแบบเบามือมาก ไม่แตะตัวจริงจัง แต่แค่คอยประคองไม่ให้ฉันล้ม “ระวังหน่อยนะครับ เดี๋ยวหัวหนูจะเป็นรอย” ฉันทำหน้างอใส่เขา “หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูแข็งแรง จะโขกกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร” แล้วฉันก็ก้าวขึ้นไปนั่งแบบต๊อง ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้ก้มหัวต่ำ ๆ ก่อน แล้วหันไปยิ้มให้เขา “เห็นไหมคะ หนูเรียนรู้เร็ว”
พี่ศศินยังยิ้มไม่หาย เขาเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่อง แล้วหันมาถามเบา ๆ
“หนูอยากฟังเพลงต่อไหมครับ หรืออยากเปิดวิทยุ” ฉันยิ้มกว้าง “ฟังเพลงต่อก็ดีค่ะ พี่เปิดอะไรก็ได้ หนูฟังได้หมดเลย” เขาพยักหน้า แล้วกดเล่นเพลง “Yellow” ของ Coldplay ต่อจากเพลงก่อนหน้า เสียงกีตาร์เบา ๆ ดังขึ้นในรถ ฉันเอนหลังพิงเบาะ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นถนนกรุงเทพฯ ตอนบ่ายที่รถยังไม่ติดมากนัก แสงแดดส่องผ่านกระจกมืดเข้ามาแบบอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศในรถอบอุ่นขึ้นนิดนึง
ระหว่างทางกลับคลินิก เขาไม่พูดอะไรมาก แค่เปิดเพลงแล้วขับนุ่มนวล ไม่เร่ง ไม่เบรกกะทันหัน ฉันแอบมองหน้าเขาด้านข้าง กรอบหน้าคม ๆ มีหนวดเคราบาง ๆ ที่ดูแลเรียบร้อย ดูสุขุมแต่ก็มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่น่าค้นหา ฉันคิดในใจ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงดูนิ่งขนาดนี้ แต่ยิ่งนิ่งยิ่งทำให้ฉันอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แล้วจู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นเบา ๆ “เพลงนี้พี่ชอบมากเลยครับ เวลาฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกมันช้าลง” ฉันหันมองเขา
“หนูก็เหมือนกันค่ะ พี่ชอบ Coldplay เยอะเลยเหรอคะ” เขายิ้มมุมปาก “บ้างครับ ชอบเพลงที่ฟังแล้วสงบดี ไม่ต้องคิดเยอะ พี่ทำงาน production house มาหลายปี เจอแต่ความวุ่นวาย เลยชอบอะไรที่ทำให้ใจสงบ” ฉันพยักหน้า “เข้าใจเลยค่ะ หนูก็เหมือนกัน ทำงานคลินิกงานมันหลายอย่าง ทุกวันต้องแก้ปัญหาไม่หยุด พอได้ฟังเพลงแบบนี้ มันเหมือนได้พักจริง ๆ”
รถจอดที่ไฟแดง เขาหันมามองฉันนิดนึง แล้วพูดต่อ “ขอบคุณนะครับ ที่วันนี้ยอมมากินข้าวกับพี่ พี่ไม่คิดว่าจะได้คุยกันสนุกขนาดนี้” ฉันยิ้ม “หนูก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะ แต่หนูว่ามันดีนะ ได้คุยกันแบบไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเกร็ง” เขาพยักหน้า
“พี่ก็รู้สึกแบบนั้นครับ หนูเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก็อ่อนโยนในแบบของหนู พี่ชอบตรงนั้น” ฉันหน้าแดงขึ้นนิดนึง แต่รีบกลบเกลื่อนด้วยการทำท่าห้าว ๆ “แหม พี่พูดเกินไปแล้วค่ะ หนูแค่... เป็นตัวเองเฉย ๆ ถ้าพี่ไม่ชอบหนูต๊อง ๆ แบบเมื่อกี้ก็บอกได้นะคะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง “พี่ชอบนะครับ หนูต๊อง ๆ แล้วน่ารักดี” ฉันทำหน้างอใส่เขา “น่ารักอะไรคะ หนูห้าว ๆ จะตาย อย่ามาเรียกน่ารักสิ” เขายิ้มกว้างขึ้นนิดเดียว “โอเคครับ พี่จะจำ หนูห้าว ๆ แต่พี่ชอบห้าว ๆ ของหนู”
ไฟเขียว เขาขับต่อแบบนุ่มนวล เพลงเปลี่ยนเป็น “Hall of Fame” ของ The Script ฉันแอบยิ้ม เพราะเพลงนี้มันให้พลังในแบบเงียบ ๆ เหมือนกับการคุยกับเขาวันนี้ ระหว่างทางที่เหลือ เราคุยกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ลึกซึ้ง แต่เป็นการคุยที่ไหลลื่น ไม่ฝืน ฉันเล่าเรื่องเพื่อนผู้ชายกลุ่ม ที่ชอบแซวฉันเรื่องขี่มอเตอร์ไซค์ เขาฟังแล้วยิ้ม “ฟังแล้วพี่เข้าใจเลยครับ ว่าทำไมหนูถึงดูแมน ๆ แต่ก็มีมุมน่ารัก” ฉันหัวเราะ “พี่อย่าเรียกหนูน่ารักสิคะ เดี๋ยวเสียภาพลักษณ์ห้าว ๆ ของหนูหมดเลย”
เขาหัวเราะตาม “พี่ไม่เคยคิดว่าหนูเสียภาพลักษณ์เลยครับ หนูแค่... มีหลายมุมที่น่าสนใจ”
พอถึงคลินิก เขาจอดรถที่ลานด้านหน้า แล้วหันมาพูดเบา ๆ “ถึงแล้วครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับสำหรับวันนี้” ฉันยิ้ม “หนูต้องขอบคุณพี่ศศินมากกว่าค่ะ ได้กินข้าวอร่อย ได้คุยเพลิน ๆ แล้วยังได้ขึ้น Defender อีก” เขาหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าชอบ พี่จะชวนขึ้นบ่อย ๆ นะครับ” ฉันลงจากรถ แล้วหันไปโบกมือ “ขับรถดี ๆ นะคะ” เขาพยักหน้า ยิ้มอบอุ่น “ครับ หนูก็เช่นกัน เดี๋ยวเจอกันใหม่นะครับ”
ฉันเดินกลับเข้าคลินิก หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่เป็นจังหวะที่ดี ไม่ใช่แบบตื่นเต้นเกินไป แต่เป็นแบบอุ่น ๆ ที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามา ฉันคิดในใจ บ้าเอ๊ย จุ๊บแจง แค่นั่งรถ ฟังเพลง แล้วหัวโขกประตูรถหรูจนเขาหัวเราะ แต่ทำไมวันนี้มึงถึงรู้สึกว่ามันพิเศษขนาดนี้ และที่สำคัญคือ... ฉันเริ่มรอ “เดี๋ยวเจอกันใหม่” ของเขาจริง ๆ ซะแล้ว โดยเฉพาะตอนที่เขาหัวเราะเพราะความต๊อง ๆ ของฉันแบบนั้น
----------------------------------------------
สวัสดีค่าพี่ ๆ นักอ่าน เรื่องนี้จะค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นทีละนิดนะคะ จะมีหลายมู้ด ทั้งน่ารัก ซีเรียส เข้มข้น ดุเดือด ไรท์จะอัพทุกวัน วันละ3-4 ตอน ฝากพี่นักอ่านกดใจ+เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ทุกใจ+คอมเมนต์มันสำคัญกับไรท์มากจริง ๆ ค่า ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านตอนต่อไปกันเลยค่า กราบบบ