เช้าวันถัดมา ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนเมื่อคืนยังมีภาพศศินค้างอยู่ในหัว ไม่ใช่แค่หน้าเขา แต่เป็นเสียงทุ้มนุ่มที่เรียก “หนู” แล้วเดินจากไปแบบไม่รีบร้อน ฉันส่ายหัวไล่ความคิดนั้นออกไป บอกตัวเองว่ามันบ้าเอ๊ย คนไข้คนเดียวทำไมถึงทำให้ฉันคิดมากขนาดนี้
แต่พอเปิดโทรศัพท์เช็ก LINE ก็ต้องชะงัก เพราะมีแจ้งเตือน “ศศิน จงธนธานี ได้แอดคุณเป็นเพื่อนแล้ว” พร้อมสติกเกอร์แมวโบกมือต้อนรับแบบน่ารักเกินคาด ฉันอ้าปากค้าง นึกในใจว่า “พี่คนนี้แอดฉันได้ยังไงวะ เมื่อวานไม่ได้ให้เบอร์เลยสักนิด” แต่ก่อนจะคิดอะไรต่อ ข้อความแรกก็เด้งขึ้นมา “สวัสดีครับหนู พี่ศศินเองครับ เมื่อวานขอบคุณที่อธิบายละเอียดมากนะครับ พี่แอบขอเบอร์จากชมพู่แล้วแอด LINE มาเลย หวังว่าหนูจะไม่ว่าอะไรนะครับ”
ฉันอ่านซ้ำสองรอบ หัวใจเต้นแรงขึ้นนิดนึง เพราะเขาเรียก “หนู” อีกแล้ว แถมยังแอบขอเบอร์จากพนักงานฉันอีก ฉันพิมพ์ตอบกลับแบบปากแข็ง “ได้ค่ะ พี่ศศิน เดี๋ยวแจ้งทีมให้เตรียมห้องฟอกสีฟันรอบแรกไว้เลยนะคะ” แล้วกดส่งไปแบบเร็ว ๆ ก่อนจะโยนโทรศัพท์ลงเตียงแล้วรีบลุกไปอาบน้ำ
ฉันยืนนิ่งใต้ฝักบัว น้ำอุ่นไหลลงตัว แต่ฉันรู้สึกวูบวาบในอกแทน นึกถึงตอนที่ชมพู่เดินมาถามเมื่อวาน “พี่จุ๊บแจงคะ หน้าแดงเพราะร้อนจริง ๆ เหรอคะ หรือเพราะคุยกับคุณศศินแล้วพี่เขิน” ฉันเถียงกลับทันควันว่า “ร้อนจริง ๆ นะเว้ย!” แต่ตอนนี้ฉันถึงยอมรับกับตัวเองว่ามันไม่ใช่ร้อน... มันคือเขินชิบหาย และที่แย่คือเขายังส่งสติกเกอร์หัวใจเล็ก ๆ มาปิดท้ายอีก
ฉันเดินลงมาที่ลานจอดรถคอนโด แล้วมอง MT-09 คันโปรดของฉันที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงมุม รถสีเทาเข้มแบบ Matte ตัวถังโฉบเฉี่ยว ล้อสีดำเงา ระบบกันสะเทือน Ohlins ที่ฉันอัพเกรดเองเมื่อปีที่แล้ว ฉันลูบถังน้ำมันเบา ๆ เหมือนเป็นเพื่อนสนิท แล้วถอนหายใจ
“วันนี้มึงต้องพากูไปเจอผู้ชายที่ทำให้คิดมากอีกแล้วนะเว้ย แถมยังแอบแอด LINE มาอีก” ฉันสวมหมวกกันน็อก AGV รุ่น Pista GP RR ที่ชอบมากเพราะมันเบาและระบายอากาศดี แล้วสตาร์ทเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ CP3 สามสูบ 890cc ดังกระหึ่มเบา ๆ แต่ทรงพลังจนฉันรู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที ฉันบิดคันเร่งเบา ๆ ออกจากคอนโด ซิกแซกผ่านรถติดกรุงเทพฯ ตอนเช้าที่ไม่มีวันจบสิ้น ระหว่างทางฉันแอบเปิดเพลงในหูฟังบลูทูธที่ต่อกับหมวก เปิดเพลงร็อกเบา ๆ เพื่อปลุกความแมนในตัว แต่ยิ่งขี่ ยิ่งนึกถึงข้อความใน LINE แล้วฉันก็หัวเราะกับตัวเองในหมวก
“บ้าเอ๊ย จุ๊บแจง มึงขี่ MT-09 ตัวโหดขนาดนี้ ยังจะไปเขินสติกเกอร์หัวใจของผู้ชายอีกเหรอเนี่ย” เกือบถึงคลินิก ฉันเห็นป้ายไฟแดงยาว ๆ เลยแอบเร่งเครื่องแซงเลนซ้ายแบบเนียน ๆ แล้วคิดในใจ “ถ้าพี่ศศินเห็นมึงตอนนี้ คงไม่กล้าเรียก ‘หนู’ ง่าย ๆ แล้วมั้ง” แต่ลึก ๆ ฉันก็รู้ว่าฉันอยากให้เขาเรียกอีก และที่สำคัญคือ... ฉันอยากเห็นหน้าเขาตอนอ่านข้อความที่ฉันตอบกลับ
พอถึงคลินิก ฉันจอด MT-09 ไว้ที่ลานด้านหน้าแบบคนมีที่จอดประจำ แล้วถอดหมวกกันน็อกออก ผมสั้นระต้นคอสีน้ำตาลทองยุ่ง ๆ นิดหน่อยแต่ฉันไม่แคร์ เดินก้าวยาว ๆ เข้าไปในตัวอาคาร แต่สายตาก็แอบกวาดไปที่โซฟารอคนไข้ทุกครั้งที่ผ่าน แล้วก็เจอเขาแล้วจริง ๆ นั่งอยู่ตรงมุมเดิม เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มพับแขนเรียบร้อย หลังตรง ดูสุขุมนิ่งสงบเหมือนเดิม แต่พอเห็นฉันเดินมา เขาก็เงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มบาง ๆ
“สวัสดีครับ มาถึงก่อนเวลานัดเลยนะครับ” เขาพูดเสียงนุ่ม ๆ สุภาพเหมือนเคย แต่ทำให้ฉันสะดุ้งในใจทุกครั้ง ฉันพยักหน้า ยิ้มตอบแบบมืออาชีพ
“สวัสดีค่ะพี่ศศิน วันนี้หมอพร้อมแล้ว เดี๋ยวหนูพาไปห้องเลยนะคะ” แล้วฉันก็เดินนำเขาไปห้องฟอกสีฟัน แต่ระหว่างทางฉันรู้สึกได้ว่าเขากำลังมองแผ่นหลังฉันอยู่เบา ๆ ไม่ใช่มองแบบเจ้าชู้หยาบ ๆ แต่เป็นมองแบบคนที่กำลังสังเกตอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ จนฉันแอบเดินช้าลงนิดนึง แล้วหันไปแซวกลับ
“พี่ศศินคะ มองอะไรคะ กลัวหนูหลงทางในคลินิกตัวเองเหรอ” เขาหัวเราะเบา ๆ “เปล่าครับ แค่เห็นหนูเดินมาแบบนี้ แล้วนึกถึงตอนที่เห็นหนูขี่บิ๊กไบค์เข้าคลินิกวันแรก พี่เลยแอบคิดว่าหนูขี่ Yamaha MT-09 ใช่ไหมครับ”
ฉันชะงัก หันขวับ “พี่จำได้เหรอคะ” เขาพยักหน้า ยิ้มมุมปาก “จำได้ครับ รถเท่ ๆ แบบนั้น ขับโดยผู้หญิงแมน ๆ แบบหนู พี่จะลืมได้ยังไง”
ฉันหน้าแดง แต่ปากยังแข็ง “แหม พี่ก็... อย่ามาแซวหนูสิคะ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน” เขายิ้มกว้างขึ้น “งั้นพี่ขอโทษครับ แต่พี่พูดจริงนะ หนูขี่ MT-09 แล้วดูเท่มากเลย”
ฉันสะดุดเท้าเล็กน้อย แต่รีบกลบเกลื่อน “เท่อะไรคะ หนูขี่รถเพื่อความสะดวก ไม่ได้ตั้งใจโชว์อะไรทั้งนั้น” เขาหัวเราะเบา ๆ “พี่รู้ครับ แต่พี่ชอบนะ หนูทั้งแมนทั้งน่ารักในเวลาเดียวกัน”
ฉันอ้าปากค้าง แต่ก่อนจะเถียงอะไรได้ เขาก็พูดต่อ “ถ้าวันไหนหนูว่าง พี่ขอซ้อนสักครั้งได้ไหมครับ พี่อยากรู้ว่าซ้อนหนูแล้วรู้สึกยังไง”
ฉันหัวเราะออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ “ฝันไปเถอะค่ะ ตัวพี่ใหญ่ขนาดนี้ หนูกลัวรถมันล้มค่ะ ฮ่าๆๆ ” เขายิ้มแบบขำ ๆ “งั้นพี่ต้องลดน้ำหนักก่อนสินะครับ เพื่อให้หนูยอมให้พี่ซ้อน”
พอถึงห้อง ฉันมอบเขาให้หมอแล้วเดินออกมา แต่ก่อนจะปิดประตู เขาหันมาพูดเบา ๆ “หนูว่างตอนเที่ยงไหมคะ ถ้าว่าง พี่อยากชวนหนูกินข้าวขอบคุณที่ดูแลพี่อย่างดี”
ฉันชะงัก หันกลับไปมองหน้าเขาเต็ม ๆ แล้วตอบแบบไม่คิดมาก “ว่างค่ะ พี่ศศิน แต่... หนูไม่ค่อยเก่งเรื่องกินข้าวกับคนไข้นะคะ เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิด”
เขาหัวเราะเบา ๆ เสียงทุ้มนุ่ม “ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่ได้ชวนในฐานะคนไข้ ”
ฉันอ้าปากค้าง แต่ก่อนจะเถียงอะไรได้ เขาก็หันกลับไปคุยกับหมอต่อ ฉันปิดประตูออกมา หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ว่าหน้าแดงขึ้นมาเอง ในใจคิด บ้าเอ๊ย จุ๊บแจง มึงจะยิ้มอะไรนักหนาเนี่ยยย แค่แอด LINE แล้วชวนกินข้าวเอง แต่ลึก ๆ ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะตั้งแต่เขาแอด LINE ครั้งแรก ทุกอย่างในหัวฉันมันเริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และที่แย่กว่านั้นคือ... ฉันเริ่มอยากให้มันไม่เหมือนเดิมจริง ๆ ซะด้วย โดยเฉพาะตอนที่เขาพูดถึง MT-09 ของฉันแบบนั้น ราวกับเขาเห็น ‘ฉัน’ ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้จัดการคลินิกที่ต้องสุภาพเรียบร้อย แต่เป็นจุ๊บแจงที่ขี่บิ๊กไบค์ เมาเหล้ากับเพื่อนผู้ชาย และแอบฝันเปียกทุกคืน ฮ่าๆๆๆ