เขาเดินออกมายังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า หยุดฝีเท้าลงตรงข้างรถสปอร์ตคันหรูสีดำเงา ร่างฉันถูกวางลงให้ยืนบนพื้นอย่างบรรจง แต่พอเท้าซ้ายสัมผัสพื้นเท่านั้นแหละ มันรู้สึกจี๊ดขึ้นมาทันที ดีที่แขนของเขาข้างหนึ่งยังประคองร่างฉันไว้อยู่ เสียงปลดล็อกรถจากรีโมทในมือเขาดังขึ้นจากนั้นประตูรถก็ถูกเปิดออก พร้อมๆ กับร่างฉันที่ถูกดันให้นั่งลงบนเบาะหนังนุ่มทันที แต่ขาทั้งสองข้างยังอยู่นอกรถ
“เจ็บมากไหม” เขาถามขึ้นพลางนั่งยองๆ ลงตรงหน้าฉัน จับข้อเท้าข้างซ้ายฉันยกขึ้นมาเล็กน้อย ฉันตกใจกับการกระทำของเขาจนต้องรีบออกปากห้ามพร้อมกับดึงเท้าเข้าหาตัวทันที
“อย่าค่ะ! หนูไม่เป็นไร”
“อยู่เฉยๆ” เขาไม่ยอม พร้อมออกคำสั่งเสียงเข้มพร้อมส่งสายตาดุมาให้ฉัน เขาจับข้อเท้าฉันขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาถอดรองเท้าผ้าใบของฉันออกด้วย ฉันพยายามจะขัดขืน แต่เพราะสายตาคมคู่นั้น ฉันก็เลยต้องยอม
“อ๊ะ...ซี๊ดดด” ฉันซูดปากพลางนิ่วหน้า เมื่อเขาจับข้อเท้าฉันหมุนไปหมุนมา ความจริงมันก็ไม่ได้เจ็บมาก แค่แปล๊บๆ
“หึ! ก็ไม่ได้เป็นไรมากนิ ทำไมไม่ลุกไปตบยัยนั่นสักฉาด ปล่อยให้เขารังแกอยู่ฝ่ายเดียวได้ไง” เขาพูดขึ้นพลางปล่อยมือจากข้อเท้าฉัน และหยิบรองเท้าผ้าใบขึ้นมาจะใส่ให้ แต่ฉันแย่งมาได้ก่อน ใครจะกล้าปล่อยให้เขาทำให้ล่ะ แค่นี้ใจก็เต้นจนไม่เป็นจังหวะแล้ว
“ทำไมคุณพูดแบบนั้นละคะ เธอเป็นผู้หญิงของคุณนะ” ฉันพูดขึ้นเสียงแผ่วเบาพลางโน้มตัวลงใส่รองเท้าตัวเอง
“ใครบอกเธอ ว่านั่นผู้หญิงของฉัน” เขาเลื่อนหน้ามาสบตาฉันแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่ฉันไม่ได้สนใจฟังที่เขาพูดสักนิด ตอนนี้ฉันได้ยินแต่เสียงใจตัวเองที่มันดังขึ้นแบบจับจังหวะไม่ได้ สายตานั่นก็เหมือนมีมนตร์สะกดยังไงก็ไม่รู้ ฉันไม่สามารถควบคุมอะไรในตัวเองได้เลยสักอย่าง
แย่แล้ว...แย่แน่ๆ ไม่ได้นะหนูเฌอ เขาเป็นแค่ความฝันเท่านั้น อย่าเพ้อเจ้อ เขาไม่มีวันชอบแกหรอก
ฉันกะพริบตาถี่เรียกสติตัวเองกลับมา ก่อนจะแสร้งมองไปทางอื่นและดึงตัวกลับขึ้นตรงเพื่อจะรักษาระยะห่างจากคนที่มีผลต่อหัวใจฉันสุดๆ แต่…
“ฉันถาม ทำไมไม่ตอบ”
มือหนารั้งท้ายทอยฉันกลับลงมาเผชิญหน้ากับเขาในระยะกระชั้นชิดกว่าเดิม ปลายจมูกเราแทบจะชนกันอยู่แล้ว ฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่ตอนนี้ และฉันควรทำยังไงต่อดี ใจที่เต้นแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เพิ่มจังหวะขึ้นเป็นสองเท่า ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาจนแทบระเบิด ลมหายใจที่มันควบคุมโคตรยาก เลยกลั้นมันไว้ซะเลย ถ้าคุณยังทำแบบนี้...หนูจะคิดไปไกลแล้วนะ งื้ออออ
“หายใจด้วย เดี๋ยวก็ตายหรอก” เสียงทะเล้นหลุดออกมาพร้อมกับร่างหนาที่หยัดยืนขึ้นเต็มความสูง และเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่งทันที ส่วนฉันหายใจออกอย่างเหนื่อยหอบ เหมือนจะขาดใจตาย ฉันลืมหายใจจริงๆ นะเมื่อกี้
“เข้ามานั่งดีๆ แล้วปิดประตู” เขาออกคำสั่งหลังจากที่พาตัวเองขึ้นมานั่งอยู่หลังพวงมาลัยเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ทำตามแบบไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เชื่อฟังเขาไปหมดทุกอย่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม วันนี้ฉันได้นั่งรถเขาด้วย รถคันโปรดของเขา คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มซะอีก บางทีฉันอาจต้องไปขอบคุณผู้หญิงคนนั้นนะ
“อ๊ะ...คะ...คุณ” ฉันผงะถอยจนติดเบาะ เอ่ยขึ้นเสียงตะกุกตะกักเมื่อเขาโน้มตัวลงมาแบบไม่บอกกล่าว ด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัว มือเล็กถูกดันขึ้นดันอกแกร่งไว้ทันทีเพื่อไม่ให้ใกล้ไปกว่านี้ แต่สายตาเรายังจ้องกันอยู่แบบนั้นอย่างไม่ลดละ ทำไมวันนี้เขาถึงเนื้อถึงตัวบ่อยจัง แบบนี้ใจหนูก็แย่สิคะ
ใบหน้าคมค่อยๆ เลื่อนเข้ามา...เลื่อนเข้ามา
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เขาหลุบตาลงมองริมฝีปากฉัน ไม่นะ...ไม่นะ ไม่ได้นะ แบบนี้ฉันอาจจะตายได้ ถึงใจจะคิดแบบนั้นแต่เปลือกตาบางกลับปิดลงเพื่อรอบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
แป๊กกก
เสียงเหมือนอะไรสักอย่างลงล็อกและฉันคิดว่ามันคือเสียงเข็มขัดนิรภัย ตัดสินใจลืมตาขึ้นก่อนจะพบแต่ความว่างเปล่าตรงหน้า มีแค่เข็มขัดนิรภัยเท่านั้นที่ล็อกตัวฉันอยู่ โอ๊ยยย...อายไหมล่ะ ทีนี้ อยากว๊าบหายไปจากตรงนี้เลยจริงๆ
“อยากให้ฉันจูบเธองั้นเหรอ”
“ปะ...เปล่านะคะ ไม่ใช่นะ หนูไม่ได้คิดแบบนั้นเลย” ฉันรีบปฏิเสธขึ้นเป็นพัลวัน บ้าจริง ทำไมเขาถึงเป็นคนพูดตรงแบบนี้นะ
“เรอะ?”
“คุณน่ะ...ทำไมชอบแกล้งหนู” ฉันบ่นพึมพำพลางดึงตัวกลับมานั่งตรงๆ แบบหน้ามุ่ยสุดๆ ก็เขาชอบแกล้งฉันจริงๆ นิ่ ชอบดุ ชอบว่าอีกต่างหาก
“ก็เธอมันน่าแกล้ง ยัยเด็กต๊อง” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแบบขำๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาหยิกแก้มฉันข้างหนึ่งอย่างแรง คล้ายกับเขามันเขี้ยวฉันมากมายก่ายกอง และมันเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย
“งื้ออออ คุณ...หนูเจ็บ”
ฉันแกะมือเขาออก แล้วลูบแก้มตัวเองป้อยๆ ก่อนจะดึงตัวมาแอบอยู่จนชิดประตูอีกฝั่ง กลัวเขาจะแกล้งอีก เล่นแรงชะมัด หื้อออ หนูเจ็บ...
“เลิกเรียกฉันว่า คุณ สักที คุณน่ะมีไว้สำหรับผู้หญิงพวกนั้นที่ไม่ได้สนิท แต่เธอ...”
“คะ...?” ฉันเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย คุณ มีไว้สำหรับคนไม่สนิทงั้นเหรอ แต่ฉัน...แต่ฉันอะไร เขาหยุดไว้แค่นั้น..และมันนานเกินไปแล้ว ฉันลุ้นใจจะขาดแล้วเนี่ย
“เรียกฉันว่า เฮีย ก็แล้วกัน”