เช้าวันถัดมา
แพรออกไปทำงานตามปกติ
แต่ฟ้าไม่ได้เดินไปแปลงด้วย
“กูขอไปทำธุระหน่อย”
ฟ้าบอก
น้ำเสียงเหมือนเรื่องเล็กแต่สายตาไม่ใช่
แพรพยักหน้า
ไม่ได้ถาม
เพราะรู้ว่าเพื่อนเธอ
ไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล
ฟ้าเดินออกจากสวน
ไปทางร้านของชำหน้าทางเข้า
ร้านเล็ก ๆ ที่คนงานสวนมักแวะซื้อของ
และมักคุยกันโดยไม่ระวังคำพูด
“ป้า วันนี้สวนคึกไหม”
ฟ้าทัก
ยิ้มง่าย เหมือนลูกค้าประจำ
ป้าคนขายหัวเราะ
“ก็คึกนิดหน่อย แม่มะลิมาบ่อยนี่”
ฟ้าเลิกคิ้ว
“มาบ่อยเหรอ”
“เออสิว่ะ”
ป้าลดเสียง
“เห็นว่าเรื่องเอกสารอะไรสักอย่างเก่า ๆ น่ะ”
คำว่า เอกสาร
ฟ้าจำได้ทันที
ฟ้าเดินต่อแวะคุยกับคนงานที่รู้จักถามเรื่องทั่ว ๆ ไปแต่ตั้งใจฟังคำที่ไม่อยู่ในบทสนทนา
“ช่วงนี้คนในสวนพูดกันเยอะนะ”
ใครบางคนพูด
“เรื่องอนาคต”
“อนาคตอะไร”
“ก็…อนาคตสวนไง”
ไม่มีใครพูดชื่อ
แต่ทุกคนรู้ว่าเกี่ยวกับอะไร
บ่ายนั้น
ฟ้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใกล้บ้านพักคนงาน
ทำเหมือนรอเพื่อนแต่หูตั้งตลอด
“ได้ยินมาว่าถ้าไม่ทำตามเงื่อนไข
สวนจะถูกขาย”
เสียงหนึ่งหลุดออกมา เบา แต่ชัด
ฟ้าหัวใจเต้นแรง เงื่อนไข เธอไม่ถามต่อ
ไม่แทรก แค่จำ
เย็น
ฟ้ากลับมาที่บ้านพักแพรกำลังล้างมืออยู่
“เป็นไงบ้าง”
แพรถาม
เหมือนถามเรื่องทั่วไป
ฟ้าถอดรองเท้า
นั่งลง ไม่ตอบทันที
“มึง”
ฟ้าพูด เสียงจริงจัง
“กูว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว”
แพรชะงัก
หันมามอง
“คนในสวนพูดถึงเอกสารเก่าเงื่อนไข
แล้วก็อนาคตสวน”
แพรขมวดคิ้ว
“เงื่อนไขอะไร”
ฟ้าส่ายหน้า
“กูยังไม่รู้ทั้งหมด”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“แต่กูรู้ว่าเรื่องนี้มันไม่ควรเกี่ยวกับมึงเลย”
แพรนั่งลง
ความรู้สึกอึดอัดขยายตัว จากสายตา
กลายเป็นคำ
“กูยังไม่อยากถามเขา”
แพรพูดเบา ๆ
เหมือนพูดกับตัวเอง
ฟ้าพยักหน้า
“กูรู้”
“แต่ถ้ากูรู้ความจริงเมื่อไหร่”
ฟ้าพูดต่อ
“กูจะไม่ปล่อยให้มึงอยู่ในวงนี้โดยไม่รู้ว่ามึงกำลังยืนตรงไหน”
แพรมองหน้าเพื่อน
ไม่ตอบ แต่หัวใจเริ่มเต้นแรง
คืนนั้น
แพรนอนไม่หลับไม่ใช่เพราะคำถามแต่เพราะรู้ว่าคำตอบกำลังใกล้เข้ามาและครั้งนี้มันอาจไม่ได้มาจากปากอชิแต่จากคนที่ไม่ยอมปล่อยให้เธอถูกลากเข้าไปในเรื่องของคนอื่นโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไป
เย็นวันนั้นก่อนฟ้ากลับมา
ฟ้ากลับเข้าบ้านพักช้ากว่าปกติทิ้งแพรไว้ในสวนกับความเงียบที่เริ่มคุ้นแต่ไม่เคยเบาลงอชิยังอยู่เหมือนตั้งใจจะอยู่ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของสวนแต่เป็นคนที่ยังไม่อยากเดินไปไหน
“วันนี้ฟ้าไม่อยู่เหรอ”
อชิถาม
น้ำเสียงเหมือนถามเรื่องทั่วไป
แพรพยักหน้า
“เขาออกไปข้างนอกค่ะ”
คำตอบสั้นแต่ช่องว่างระหว่างคนสองคน
กลับยาวกว่าทุกวันแดดเริ่มอ่อนลมเย็นพัดผ่านดอกไม้ไหวเบา ๆเหมือนสวนกำลังพักหายใจอชิเดินมาดูแปลงที่แพรรับผิดชอบใกล้กว่าปกติ
ใกล้จนแพรรู้สึกถึงไออุ่นจากร่างเขา
“ตรงนี้คุณดูแลดีขึ้นมาก”
เขาพูด
เสียงต่ำ ไม่ใช่คำชมแบบเจ้านาย
แพรเงยหน้ามอง
เผลอสบตาเขานานกว่าที่ควร
ไม่มีใครพูดอะไรต่อแต่ความเงียบกลับหนักขึ้นเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดันเข้ามา
อชิยื่นมือมา
ตั้งใจจะจับใบไม้ที่ปลายแปลงแต่ปลายนิ้วกลับแตะโดนมือแพรแทน สัมผัสสั้น ๆ แต่ชัด
แพรชะงัก
อชิเองก็ชะงัก
เขาควรถอย เขารู้ แพรก็รู้ แต่แทนที่จะถอย
อชิกลับขยับเข้ามาอีกนิดเหมือนเผลอลืมทุกอย่างยกเว้นคนตรงหน้าลมหายใจใกล้เกินไป
ใกล้จนแพรต้องกลืนน้ำลาย
“คุณ…”
แพรเอ่ย
แต่ไม่รู้จะพูดอะไร
มืออชิยังค้างอยู่
ไม่จับ ไม่ปล่อย เหมือนลังเลอยู่ตรงกลาง
วินาทีนั้น มันไม่ใช่เรื่องงาน ไม่ใช่สวน
ไม่ใช่พินัยกรรม มันคือความรู้สึกดิบ ๆ
ที่ไม่ควรเกิด แต่กำลังจะเกิด
อชิหลับตาลง
เหมือนดึงสติกลับมา
เขาถอยออกทันที
แรงพอให้แพรตั้งตัวไม่ทัน
“ขอโทษ”
เขาพูดเร็ว
เสียงแข็งกว่าที่ตั้งใจ
แพรหายใจแรง
หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
“ฉัน…”
เธอหยุด
เพราะไม่รู้ควรขอโทษเรื่องอะไร
อชิไม่มองหน้าเธอ แค่มองไปทางสวน
“มันไม่ควร”
เขาพูด
เหมือนพูดกับตัวเอง
มากกว่าพูดกับแพร
ความเงียบกลับมาอีกครั้งแต่คราวนี้
มันไม่เหมือนเดิมเลย
แพรเก็บอุปกรณ์มือสั่นเล็กน้อยไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะสับสนเธอไม่ได้รู้สึกว่าถูกล่วงเกิน
แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าเมื่อกี้มัน “ถูกต้อง”
อชิเดินนำไปก่อน เว้นระยะ มากกว่าทุกวัน
ก่อนแยกกัน เขาพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“อย่าคิดมากนะ”
ประโยคนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะแพรรู้แล้วว่าเส้นบาง ๆ ระหว่างเธอกับเขา ถูกแตะไปแล้วจริง ๆและเธอไม่รู้ว่ามันถูกแตะเพราะความรู้สึก
หรือเพราะเงื่อนไขบางอย่างที่เธอยังไม่รู้ชื่อ
คืนนั้น
แพรนอนไม่หลับไม่ใช่เพราะคิดถึงอชิ
แต่เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงเข้าไปใกล้
ในพื้นที่ที่เธอไม่แน่ใจว่าควรยืนอยู่หรือเปล่า
และในบ้านใหญ่อีกหลังหนึ่งอชิก็นั่งอยู่กับความรู้สึกเดียวกันต่างกันแค่ว่าเขารู้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นมันไม่แฟร์กับแพรเพราะเธอยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดเลยสักนิดเดียว