แม่มะลิมาในเช้าวันถัดมาโดยไม่บอกล่วงหน้า
รถคันเก่าจอดหน้าบ้านใหญ่อชิที่กำลังจะเดินไปดูแปลงหลังสวนหยุดเท้าทันที
“แม่มาได้ยังไง” อชิถามคนเป็นแม่
แม่มะลิลงจากรถผู้หญิงวัยหกสิบกว่าผมรวบเรียบเสื้อผ้าสีอ่อนหน้าตาใจดีในแบบที่คนไม่กล้าถามอะไรตรง ๆ
แม่มะลิ(มะลิวัลย์ เรืองฤทธิ์)
อายุ 60กว่า
แม่ของอชิ / อดีตเจ้าของสวน
“แม่ก็แค่มาดูสวนไม่ได้หรอ”
อชิไม่ตอบ
แค่พยักหน้าแล้วเดินนำคนเป็นแม่ไป
แพรกำลังถอนหญ้าอยู่แปลงหน้าได้ยินเสียงฝีเท้าเงยหน้าขึ้นมาเจอผู้หญิงแปลกหน้าที่มองเธออยู่นานกว่าปกติ
“สวัสดีจ้ะ”
แม่มะลิยิ้ม ยิ้มแบบสุภาพแต่สายตากลับนิ่ง
“สวัสดีค่ะ” แพรลุกขึ้นยกมือไหว้
“ทำงานอยู่หรอ”
“ค่ะ”
แม่มะลิมองมือแพรที่เลอะดิน มองรองเท้า
มองแปลงดอกไม้ที่ถูกดูแลเรียบร้อย
“อยู่มานานหรือยัง”
แม่มะลิถาม
แพรชะงักนิดหนึ่ง
“ยังไม่นานค่ะ”
แม่มะลิพยักหน้า
เหมือนคำตอบนั้นอยู่ในกรอบที่เธอคาดไว้แล้ว
ฟ้าเดินเข้ามาสมทบมองสถานการณ์
แล้วถอยไปยืนเงียบ ๆ ไม่แทรกแต่ไม่ละสายตา
“แม่” อชิพูดขึ้นน้ำเสียงเตือน
“เขาเป็นคนงาน”
แม่มะลิยิ้ม
“แม่ก็ถามแค่นั้นเอง”
เธอหันกลับมามองแพร
“ชื่ออะไรจ๊ะ”
“แพรไหมค่ะหรือเรียกว่าแพรก็ได้ค่ะ”
“อยู่กับใครล่ะ”
คำถามเหมือนธรรมดา
แต่แพรรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา
“มากับเพื่อนค่ะ”
แพรตอบตามจริง
แม่มะลิยิ้มอีกครั้งคราวนี้แววตาเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่างแม่มะลิเดินดูสวนต่อ
ไม่ถามเรื่องงาน ไม่ถามเรื่องอดีต
ไม่ถามเรื่องอนาคตแต่ทุกครั้งที่เดินผ่านแพร
สายตานั้นจะหยุดเหมือนกำลัง “จำ”
พักเที่ยง
แม่มะลินั่งกินข้าวกับอชิใต้ต้นไม้ใหญ่
แพรกับฟ้านั่งห่างออกมา
ฟ้ากระซิบ
“แม่เขาหรอ”
แพรพยักหน้า
“น่าจะใช่มั้ง”
“กูไม่ชอบสายตาเลย”
ฟ้าพูดตรง ๆ
“เหมือนเขาดูมองมึงแปลกๆ”
แพรไม่ตอบ
แต่ในใจรู้สึกเหมือนกัน
ก่อนกลับแม่มะลิเดินมาหาแพรอีกครั้ง
“งานสวนไม่ง่ายนะ”
แม่มะลิพูด
“คนที่อยู่ได้ ต้องใจเย็น”
แพรยิ้มบาง ๆ
“ค่ะ”
แม่มะลิพยักหน้าแล้วพูดต่อ
เหมือนเป็นประโยคทั่วไป
“บางคนคิดว่าแค่อยู่แต่จริง ๆ แล้ว
มันต้องรับผิดชอบมากกว่านั้น”
แพรฟัง
แต่ยังไม่เข้าใจทั้งหมด
“ถ้าไม่พร้อมอย่าฝืนเลยนะจ๊ะ”
พูดจบแม่มะลิก็เดินจากไปทิ้งคำพูดไว้กลางอากาศ
รถขับออกจากสวนความเงียบกลับมาอีกครั้ง
อชิยืนมองทางที่แม่จากไปนานกว่าปกติ
แพรลังเล
แต่ตัดสินใจถาม
“แม่คุณไม่ชอบฉันหรอคะ”
อชิหันมาส่ายหน้า
“ไม่เกี่ยวกับชอบหรือไม่ชอบ”
“แล้วเกี่ยวกับอะไร”
อชิไม่ตอบทันทีก่อนจะพูดเพียงแค่ว่า
“ที่นี่แม่ไม่เคยมองใครเป็นแค่คนงาน”
ประโยคนั้นทำให้แพรรู้สึกเย็นวาบทั้งๆที่แดดยังแรงเหมือนเดิมหลังจาก รถของแม่มะลิขับออกไปสวนก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม
แต่แพรรู้สึกว่า
ความเงียบครั้งนี้ไม่เหมือนก่อนหน้า
บ่ายนั้น
เธอกลับไปทำงานที่แปลงเดิมมือทำ
แต่ใจไม่ค่อยอยู่คำพูดของแม่มะลิยังค้างอยู่ในหัวบางคนคิดว่าแค่อยู่ แต่จริง ๆ แล้วมันต้องรับผิดชอบมากกว่านั้นแพรไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร
แต่รู้ว่ามันไม่ใช่คำเตือนลอย ๆ
แดดเริ่มอ่อนลมเย็นพัดผ่านสวน
คนงานจากแปลงข้าง ๆ เดินเข้ามาช่วยเก็บดอกไม้ที่ตัดไว้แพรได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆแต่ไม่เบาพอจะไม่รู้สึก
“ใช่คนนี้ไหม”
“น่าจะใช่นะ แม่เขามาดูเองเลย”
แพรชะงักมือไม่ได้หันไปมอง
แต่หูเธอไวขึ้นโดยอัตโนมัติ
“อยู่ได้ไม่กี่วันเองนี่”
“แต่ดูอชิเขา…”
เสียงนั้นขาดหายเหมือนรู้ตัวว่าพูดเกินไป
ฟ้าที่อยู่ไม่ไกลเดินมาหา หน้าไม่ดี
“มึง” ฟ้าพูดเสียงต่ำ
“เขาพูดกันว่า”
แพรกลืนน้ำลาย
“พูดอะไร”
ฟ้าไม่ตอบทันทีเหมือนเลือกคำ
ก่อนจะพูดออกมาตรง ๆ
“เขาเรียกมึงว่า คนของสวน”
แพรหัวเราะออกมาเบา ๆทั้งที่ไม่ตลก
“มันแปลว่าอะไร”
ฟ้ามองหน้าเธอ
“นั่นแหละกูก็อยากรู้”
เย็นวันนั้นอชิกลับมาที่แปลงหน้ามองภาพรวม
เหมือนทุกวันแต่สายตาเขาหยุดที่แพรนานขึ้น
โดยไม่รู้ตัว
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” แพรถาม
อชิส่ายหน้า
“เปล่า”
เขาหยุดเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เลือกจะเงียบ
แพรลังเล
สุดท้ายเป็นฝ่ายถามเอง
“คนในสวน…”
“พอดีฉันเห็นเขาพูดกันแต่ก็ไม่เข้าใจ”
อชิชะงัก ก่อนจะถอนหายใจช้า ๆ
“อย่าไปสนใจ”
อชิตอบแต่ไม่ได้สบตา
แพรรู้ทันทีว่า
มันต้องมีอะไรสักอย่างแน่
ฟ้ามานั่งข้างแพรตอนฟ้ามืดทั้งสองมองแสงไฟจากเรือนกระจกที่เปิดอยู่ไกล ๆ
“กูไม่ชอบเลย” ฟ้าพูด
“มันเหมือนเขาเริ่มตั้งชื่อให้มึงทั้งที่มึงไม่ได้ขอ”
แพรพยักหน้า
ความรู้สึกเดียวกันกดอยู่ในอก
“กูไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้ใครเรียกกูว่าอะไร”
แพรพูดเบา ๆ
“กูแค่มาทำงาน”
ฟ้าหันมามอง
“แต่บางที่แค่เราอยู่เฉย ๆคนอื่นก็จะตั้งความหมายให้เราแล้ว”
แพรเงียบ
เพราะมันจริงเกินไป
คืนนั้นแพรนอนมองเพดานเสียงสวนเงียบ
แต่หัวเธอไม่เงียบเลยคำว่า คนของสวน วนซ้ำไปมาเธอไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่รู้แค่ว่ามันไม่ได้มาจากปากเธอและนั่นทำให้เธอกลัวมากกว่าการถูกไล่ออกเสียอีกเพราะถ้าวันหนึ่งคนอื่นเรียกเธอแบบนี้ทั้งๆที่เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันหมายถึงอะไร