บทที่7 : พินัยกรรม

1357 Words
เช้าวันถัดมา สวนยังคงเงียบเหมือนเดิมแพรกำลังก้มจัดแปลง มือยังทำงานในจังหวะเดิมแต่ในหัวเธอยังจำภาพดอกไม้ที่บานเต็มจากเมื่อคืนได้ชัดเจน เสียงรถดังขึ้นจากหน้าสวน ไม่ใช่รถส่งของ ไม่ใช่รถคนงาน รถเก๋งสีดำจอดสนิทก่อนจะมีผู้ชายสองคนลงมา เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแลค รองเท้าหนัง ที่ไม่เหมาะกับดินเลยสักนิด ฟ้าเงยหน้ามอง “ใครอีกวะ” อชิเดินออกมาจากบ้านใหญ่ สีหน้าเรียบ แต่สายตาแข็งขึ้นทันที “คุณอชิใช่ไหมครับ” หนึ่งในนั้นทัก ยื่นนามบัตรให้ อชิรับไว้ ไม่อ่านแต่รู้ว่ามันคืออะไร “ผมมาจากบริษัทพัฒนาอสังหาฯ” อีกคนพูดต่อน้ำเสียงสุภาพแต่มั่นใจ “เราเคยติดต่อไว้ก่อนหน้านี้แล้วเรื่องที่ดินแปลงนี้” แพรหยุดมือ ไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่คำว่า ที่ดินแปลงนี้ มันดังเกินกว่าจะเมินได้ “ผมบอกไปแล้วว่าไม่ขาย” อชิตอบ เสียงนิ่ง ชายคนนั้นยิ้ม “ครับ แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนได้” เขากวาดตามองสวนเหมือนมองแค่พื้นที่ว่าง ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่คน “ถ้าสวนนี้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ตามเงื่อนไขเดิม” เขาพูดช้า ๆ “มูลค่าที่ดินจะสูงกว่าการทำสวนหลายเท่า” คำว่า เงื่อนไขเดิม ทำให้บรรยากาศรอบตัวแน่นขึ้นทันที แพรเงยหน้าขึ้น สบตาอชิพอดี เธอเห็นแววไม่พอใจที่เขาพยายามกดไว้ “ผมไม่สนใจมูลค่า” อชิพูด “ผมสนใจสวน” อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ เหมือนฟังเรื่องเพ้อ “แต่กฎหมายสนใจเอกสารนะครับ” เขาพูด “พินัยกรรมก็ด้วย” คำนี้ แพรได้ยินชัด ทั้งที่ไม่มีใครตั้งใจพูดให้เธอฟัง หัวใจเธอกระตุกวูบหนึ่ง พินัยกรรม? อชิยื่นนามบัตรคืน “ผมจะติดต่อกลับเอง ถ้าจำเป็น” “ได้ครับ” ชายคนนั้นตอบ “แต่คงไม่นาน” รถขับออกไปฝุ่นลอยขึ้นเล็กน้อย ก่อนสวนจะกลับมาเงียบอีกครั้ง เงียบ แต่ไม่เหมือนเดิม ฟ้าเดินมาหาแพร หน้าเครียดกว่าปกติ “มึงได้ยินไหม” ฟ้าถามเสียงต่ำ แพรพยักหน้า “ได้ยินคำว่าพินัยกรรม” ฟ้ากัดปาก “กูเริ่มไม่ชอบคำนี้ละ” แพรไม่ตอบ สายตายังมองไปทางบ้านใหญ่ อชิยืนอยู่ตรงนั้นมองนามบัตรในมือ เหมือนมันหนักกว่ากระดาษธรรมดา เขาเงยหน้าขึ้นมา สบตาแพรอีกครั้ง แค่แวบเดียวแต่แพรรู้สึกได้ว่าสวนแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่ดอกไม้กับความเงียบอีกต่อไป หลังรถกลุ่มทุนขับออกไปสวนกลับมาเงียบเหมือนเดิมแต่ความเงียบนั้นไม่เหมือนก่อนหน้า อชิยังยืนอยู่หน้าบ้านใหญ่นามบัตรในมือถูกพับครึ่งเหมือนเขาไม่อยากเห็นชื่อบริษัทนั้นอีก “เริ่มแล้วสินะ” เสียงระวีดังขึ้นจากด้านหลัง อชิไม่สะดุ้ง เหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายจะมา “มึงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่” อชิถาม ยังไม่หันไปมอง “ตั้งแต่แม่มึงเริ่มออกหน้า” ระวีตอบ เดินมาหยุดข้าง ๆ มองสวนด้วยสายตาที่ต่างออกไปไม่ใช่สายตาของคนรักดอกไม้แต่เป็นคนที่เห็น สถานการณ์ “กูบอกแล้วไงว่ากลุ่มทุนมันไม่รอ” อชิหัวเราะในลำคอ “กูบอกแล้วเหมือนกันว่ากูไม่ขาย” ระวีหันมามอง แววตาจริงจังขึ้น “มึงไม่ขายไม่ได้แปลว่ามึงจะรักษาไว้ได้” อชิกำหมัดแน่น ไม่เถียง ระวีถอนหายใจ ลดเสียงลง เหมือนพูดเรื่องสำคัญ “พินัยกรรมมันไม่ใช่เรื่องอารมณ์” “มันคือเงื่อนไข” คำว่า เงื่อนไข กระแทกอากาศเบา ๆ แต่หนักพอ “มึงเหลือเวลาไม่มากแล้วนะอชิ” ระวีพูดต่อ “ถ้ามึงยังไม่จัดการอะไรสักอย่าง” อชิหันมามอง “กูจะไม่เอาใครมาเป็นเครื่องมือ” ระวียิ้มบาง ไม่ประชด ไม่หัวเราะ “กูไม่ได้บอกให้มึงใช้ใครกูแค่บอกว่าตอนนี้ทุกคนกำลังมองไปที่คน ๆ นั้น” อชิรู้ทันทีว่าใคร “อย่าดึงเขาเข้ามา” เสียงอชิแข็งขึ้น “เขาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” ระวีพยักหน้า “นั่นแหละปัญหา” อชิชะงัก “ยิ่งเขาไม่รู้คนอื่นก็ยิ่งกล้าคิดแทน” ระวีพูดช้า ๆ “แม่มึงก็คิดกลุ่มทุนก็คิดคนในสวนก็เริ่มคิด” อชิกดเสียงต่ำ “กูจะจัดการเอง” “ยังไง” ระวีถาม “มึงจะเงียบไปเรื่อย ๆจนวันหนึ่งทุกอย่างมันพัง หรือจะยอมพูดความจริงกับใครสักคน” อชิไม่ตอบ เพราะคำถามนั้นไม่มีคำตอบที่ไม่ทำร้ายใครเลย ระวีเตรียมจะเดินกลับแต่ก่อนจะไปเขาพูดทิ้งท้าย “กูเตือนมึงในฐานะเพื่อนนะถ้ามึงไม่เลือกคนอื่นจะเลือกแทน” อชิยืนนิ่ง มองสวนที่เขารักสวนที่กำลังถูกบีบจากทุกทิศทาง และเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกชัดเจนว่าสิ่งที่กำลังจะเสียไปอาจไม่ใช่แค่สวนแต่เป็นคนที่เขาไม่ควรดึงเข้ามาตั้งแต่แรก อีกฝั่งหนึ่งของสวนแพรกำลังก้มจัดแปลงดอกไม้ ไม่รู้เลยว่าชื่อของเธอถูกพูดถึงในบทสนทนา ที่เธอไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าไปนั่งฟัง และเงื่อนไขที่ไม่พูดออกมากำลังค่อย ๆ ปิดวงล้อมเข้าหาเธอทีละนิด เย็นวันเดียวกัน แม่มะลิกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้เดินดูสวน แต่เดินตรงเข้าบ้านใหญ่ อชิรู้ทันทีว่า แม่ไม่ได้มาเพราะคิดถึงดอกไม้ “นั่งก่อนสิ” แม่มะลิพูดวางกระเป๋าลงบนโต๊ะไม้ น้ำเสียงสงบ แต่แฝงความจริงจัง อชินั่งลง ไม่พูด แม่มะลิมองลูกชาย เหมือนมองคนที่ดื้อเงียบมานาน “กลุ่มทุนมาหาแล้วใช่ไหม” เธอถาม อชิพยักหน้า “มาแล้ว” แม่มะลิถอนหายใจ เหมือนคำตอบนั้นไม่ได้ทำให้แปลกใจ “แม่บอกแล้วว่ามันจะไม่รอ” อชิขมวดคิ้ว “แม่ก็รู้ว่าผมไม่ขาย” “แม่รู้” แม่มะลิพยักหน้า “แต่แม่ก็รู้เหมือนกันว่าพินัยกรรมมันไม่สนใจความรู้สึกใคร” คำว่า พินัยกรรม ถูกพูดออกมาเต็ม ๆ ไม่มีเลี่ยง ไม่มีอ้อม อชิเอนหลัง หลับตาลงครู่หนึ่งเหมือนเหนื่อยกับคำนี้ “แม่ไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว” อชิพูด “มันผ่านมานานแล้ว” แม่มะลิยิ้มบาง แต่สายตาไม่อ่อน “มันไม่เคยผ่านแค่ลูกเลือกไม่มอง” เธอหยิบเอกสารเก่า ๆ ออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะ ไม่ได้เปิด แค่วาง “แม่ไม่ต้องการบังคับ” แม่มะลิพูดต่อ “แต่แม่ไม่อยากเห็นสวนนี้หายไปเพราะความดื้อของลูก” อชิเปิดตา มองเอกสารนั้นเหมือนมันหนักกว่ากระดาษธรรมดา “ผมจะไม่ใช้ใครมาแก้ปัญหา” อชิพูดชัดเจน “โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้เรื่อง” แม่มะลิชะงัก ก่อนจะถามเบา ๆ “หมายถึงแพรใช่ไหม” อชิเงียบ นั่นคือคำตอบ แม่มะลิมองลูกชาย นานกว่าปกติ “แม่ไม่ได้บอกให้ลูกหลอกเขา” เธอพูดช้า ๆ “แม่แค่ถามว่าลูกแน่ใจแค่ไหนว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้มันยุติธรรมกับเขาแล้ว” อชิเม้มปาก ไม่ตอบ “ถ้าวันหนึ่งเขารู้จากปากคนอื่น” แม่มะลิพูดต่อ “ลูกคิดว่าเขาจะยังมองสวนนี้เหมือนเดิมไหม” คำถามนั้น ไม่ต้องการคำตอบทันที แต่มันฝังลงไปแล้ว แม่มะลิลุกขึ้น เก็บเอกสารกลับใส่กระเป๋า “แม่ให้เวลาลูกคิด” เธอพูด “แต่เวลาไม่ได้อยู่ข้างเรา” ก่อนเดินออกจากบ้าน แม่มะลิหยุด พูดทิ้งท้าย “พินัยกรรมไม่ได้ต้องการเจ้าสาว” “มันต้องการคนที่เลือกอยู่จริง ๆ” ประโยคนั้น ทำให้อชินั่งนิ่งอยู่คนเดียวในบ้านที่เงียบเกินไป ด้านนอก แพรยังคงทำงานอยู่ในสวนแสงเย็นส่องผ่านใบไม้ เหมือนทุกวันเธอไม่รู้เลยว่าคำที่เธอยังไม่เคยได้ยินกำลังถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบ้านหลังนั้น และการไม่พูดความจริงกำลังกลายเป็นการตัดสินใจที่หนักขึ้นทุกครั้งที่เงียบ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD