“อยู่ในห้องนี้แล้วก็ถามไปซนที่ไหน เดี๋ยวฉันไปประชุมก่อน” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็งหลังจากที่พาฉันเข้ามานั่งในห้องทำงานของเขา
“รู้แล้วน่า.. ออกไปสักที” ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเซ็งแซ่โดยที่ไม่หันไปสนใจสักนิด ฉันได้ยินเพียงแค่เสียงถอนหายใจของเขาก่อนที่เขาจะเดินออกไป
“เบื่อจัง ~” ฉันบ่นพึมพำในขณะที่ตัวเองเอนหลังพิงผนักโซฟาบุตัวยาวใบหน้าแหงนมองบนเพดานห้อง
‘นี้ฉันนอนมองเชนเดอร์เลียร์มาเป็นชั่วโมงแล้วนะ’
ฉันตัดสินใจลุกขึ้นเดินวนสำรวจรอบห้อง สายตาพลันมองออกไปนอกกระจก ด้านล่างฝั่งตรงข้ามของตึกฉันเห็นชายหนุ่มนั่งปูเสื่อวาดรูปอยู่บริเวณขอบฟุตบาต ทำเอามุมปากของฉันตะกุกยิ้มไม่รู้ตัว และเมื่อนึกอะไรดีๆขึ้นได้จึงรีบวิ่งลงไปด้านล่างทันที
ด้านล่างของตึก…
ระหว่างที่ฉันกำลังรอจะข้ามไปอีกฝากของถนน ฉันพยายามเพ่งเล็งป้ายที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของเด็กหนุ่ม
‘หาทุนการศึกษา’
ถึงแม้ว่าจะเขียนไว้แบบนั้นแต่ผู้คนที่เดินผ่านต่างก็ไม่ได้สนใจหรือให้ความสนใจในงานศิลปะเลยสักนิด บ้างก็ก้มมองด้วยความดูถูก บ้างก็แค่โยนเศษเหรียญให้ซึ่งทำให้เขาดูไม่ต่างอะไรกับขอทาน
‘ฉันละเกลียดพวกที่ไม่ให้ค่าแถมยังดูถูกงานศิลป์ยิ่งกว่าอะไรดี !’ ในขณะที่ฉันขบคิดอะไรอยู่คนเดียวก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รถว่างพอดี ฉันจึงเดินข้ามไปหาเด็กหนุ่มคนนั้นทันที
“ผมไม่รับเงินของคนที่ไม่รู้คุณค่าผลงานของผมครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองฉันเลยสักนิด แถมยังไม่ละสายตากับผลงานที่ตนกำลังวาดอยู่อีกต่างหาก
“ฉันไม่ดูถูกคนที่ทำตามความฝันของตัวเองหรอกนะ” ฉันพูดพร้อมกับย่อเข่าลง เด็กหนุ่มที่ได้ยินจึงเงยหน้าจ้องมองฉันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่มีคนมาดูผลงานของเขาและไม่มีแม้แต่คำดูถูก
“ถ้าพี่ไม่ได้คิดจะมาซื้อผลงานของผมแล้วมาทำอะไรครับ บอกไว้ก่อนนะว่าตอนนี้ผมมีเหรียญเต็มกระเป๋าแล้ว” เขาพูดด้วยสายตาแน่นิ่ง ราวกับชินชากับสายตาและการกระทำของผู้คนที่คอยดูถูกเขา
“เปล่า.. ฉันจะมาช่วยนายหาทุนการศึกษาต่างหาก”
“คิกๆ พี่เนี่ยเพี้ยนหรือเปล่า ?” หนุ่มน้อยหัวเราะลั่น
“อะไรกัน.. ทำอย่างไม่รู้จักพวกศิลป์ไปได้ ~” ฉันเอ่ยแซวพร้อมกับขยับไปนั่งลงบนเสื่อรองนั่งข้างๆ เขา “ขอแผ่นเฟรมกับพู่กันหน่อยสิ”
“……” เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ แต่ก็หยิบแผ่นเฟรมและพู่กันตามที่ขอให้ฉันแต่โดยดี จากนั้นเราทั้งคู่ก็ต่างพูดคุยกันไปเรื่อยๆ โดยที่ปลายพู่กันของพวกเรายังคงละเลงลวดลายลงในแผ่นเฟรมอย่างขะมักเขม้น
“พี่ทำงานอยู่บริษัทนั้นหรอครับ ?” เด็กหนุ่มถามหลังจากที่พวกเราเงียบไปสักพัก
“เปล่าหรอก.. แค่โดนลากมาเฉยๆ”
“ห้ะ !”
“คนรู้จักฉันทำงานที่นี้น่ะ”
“อ่อ.. แล้วเคยเห็นผู้ชายที่ตัวสูงๆ แต่งตัวเนี๊ยบๆ แล้วก็ดวงตาสีน้ำทะเลไหมครับ ?”
“หื้ม..” ฉันชะงักมือเล็กน้อย ถ้าผู้ชายที่มีดวงตาสีน้ำทะเลในบริษัทนี้ก็คงจะมีแค่คนเดียว..
“แล้วปกติมีคนเดินตามเขาเยอะหรือเปล่า ?”
“ก็ประมานนึงครับ“
“รู้จักสิ ทำไมเหรอ ?” ฉันจรดพู่กันลงวาดรูปต่อ
“ก็เวลาก่อนเขาจะขึ้นรถ เขาชอบมองมาที่ผมตลอดเลย” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด และมันก็ทำให้ฉันชะงักไปชั่วขณะ
“งั้นเดี๋ยวฉันไปถามเขาให้ละกัน”
“ยะ..อย่านะครับ”
“ทำไมล่ะ ?”
“ก็พี่เขาดูน่ากลัวนี่นา ~”
“คิกๆ เขาก็เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วแหละ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า “แต่จริงๆ พี่เขาใจดีมากเลยนะ” และพูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะส่งยิ้มไปให้เด็กหนุ่ม
“คนรักอะดิ~” เด็กหนุ่มเอ่ยแซวพร้อมกับดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
“ชิ~ ไม่ใช่สักหน่อย ~”
“งั้นก็รักเขาข้างเดียวเหรอ ~”
“!!!!!”
ฟึ่บ..
“อะไรเนี่ย !! หน้าหล่อๆผมเลอะหมดเลย” เด็กหนุ่มร้องลั่นเมื่อฉันเอาพู่กันที่เปื้อนสีวาดลงบนแก้มใสของเขา
“คิกๆ ถ้านายยังกวนไม่หยุด ฉันจะวาดทั้งหน้านายให้เละเลย” ฉันพูดขึ้นพร้อมกับตะกุกยิ้มเจ้าเล่ห์
“รู้แล้วนา~ ไม่แกล้งแล้วก็ได้ ~” หนุ่มน้อยหน้าบึ้งพลางหยิบทิชชู่ขึ้นมาซับหน้าตนเอง ถึงแม้ว่าจะเช็ดออกไปบ้างแล้วแต่ก็ยังมีคราบสีเจือจางติดอยู่บนแก้มใสอยู่ดี ฉันจึงอดที่จะหัวเราะไม่ได้
ห้องประชุม
“พักเบรกสิบนาที” ผมพูดขึ้นหลังจากอภิปรายกันแล้วแต่ยังหาผลสรุปไม่ได้ พนักงานทุกคนจึงเริ่มทยอยเดินออกกันไปสูดอากาศข้างนอก
“เดี๋ยวผมชงกาแฟมาให้นะครับ” เจสพูด
“ไม่ต้องหรอก.. เมเบลยังอยู่ที่ห้องใช่ไหม ?” ผมถามขึ้นพร้อมกับลอบมองนาฬิกาข้อมือ ซึ่งเวลาประมานนี้พวกเพื่อนตัวแสบคงจะมาคลุกกันที่ห้องทำงานผมแล้ว
“เอ่อ.. คือว่าคุณเมเบลไม่ได้อยู่ในห้องทำงานแล้วครับนาย” เจสทำท่าเลิกลักทำเอาผมขมวดคิ้วยุ่ง คงไม่ใช่ว่าเธอหนีผมไปอีกแล้วนะ ทั้งๆ ผมก็เอาคลิปนั่นขู่เธอไว้แล้ว
“เมเบลไปไหน !!” ผมตวาดลั่นพร้อมกับลุกขึ้นเดินออกไปยังห้องทำงาน
แต่ทว่า !!!
“ผมเห็นว่าเธอกำลังสนุกเลยไม่ได้เข้าไปขวางไว้ครับ แต่ให้ลูกน้องคอยดูแลอยู่รอบๆ แล้วครับ” เจสพูดขึ้นอย่างสำนึกผิดก่อนจะลอบมองออกไปนอกกระจกใสเช่นกัน
“เฮ้อ~ ดีแล้วล่ะที่นายไม่ทำแบบนั้น แล้วก็อย่าให้เมเบลรู้ล่ะว่ามีคนคอยคุ้มกันอยู่” ผมพูดขึ้นพลางมองออกไปด้านล่างฝั่งตรงข้ามตึก คนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนพื้นฟุตบาตบรรจงวาดรูปลงบนเฟรมด้วยความตั้กอกตั้งใจโดยไม่ห่วงสวยเลยสักนิด “ยังเหมือนเดิมเลยนะเมเบล” ผมพึมพำออกมาพร้อมกับคลี่ยิ้มกว้าง
“ไปเตรียมเงินสดมาทีเจส” ผมหันไปสั่งเจส
“คะ..ครับ” เจสตอบพร้อมกับใบหน้างุนงงเมื่อเห็นเจ้านายกำลังยิ้มกว้างแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน