“เฮือกกก !!!!” ฉันสะดุ้งตื่นเมื่อฝันถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันฝันถึงมันหรอกนะ ทุกครั้งที่ฉันนอนหลับเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังตามหลอกหลอนทุกค่ำคืน หัวใจที่เต้นรัวทำให้ฉันหอบหายใจหนักพลันควานหาโทรศัพท์มือถือ แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อกวาดตามองไปรอบๆ และรู้ว่าตัวเองอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเคย
ตึกตัก.. ตึกตัก.. ตึกตัก..
“แฮ่กๆ แฮ่กๆ” หัวใจที่เต้นแรงและสั่นไม่หยุดทำให้ฉันเริ่มหอบหายใจหนักเข้าไปทุกที สองเท้าค่อยๆ ขยับลงจากเตียงแต่ทว่า !!
ตุ๊บ !!
“โอ๊ย !! แฮ่ก แฮ่ก !!” ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้นร่างทั้งร่างก็ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับความเจ็บแปล๊บบริเวณกลีบกุหลาบล่างแล่นเข้าสู่โสตประสาท ฉันพยายามดันตัวลุกขึ้นจนแทบคลานไปยังประตู สองเท้าค่อยๆ หยัดยืนเต็มความสูงและพยายามประคองสติเอาไว้แม้ว่าตอนนี้ฉันปวดหัวจนแทบระเบิด
แอ๊ด…
“เฮือก !! ตะ ตื่นแล้วเหรอคะ ?” สาวใช้ตัวน้อยที่ยืนรออยู่หน้าประตูสะดุ้งตกใจก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“เดเมี่ยนอยู่ไหน ?” ฉันหอบหายใจหนักก่อนจะถามขึ้น
“อ่ะ เอ่อ.. อยู่ห้องทำงานคะ” สาวใช้เลิ่กลัก ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วยุ่ง แต่ตอนนี้ฉันไม่สนหรอกนะว่าเขาจะทำอะไรอยู่ ฉันต้องการแค่ของที่อยู่ในกระเป๋าเท่านั้น
“พาฉันไปที”
“ดะ ได้ค่ะ” สาวใช้ตอบก่อนจะรีบเดินนำไปทันที ตลอดทางมานี้ฉันพยายามใช้มือค้ำยันกำแพงเพื่อประคองตัวเองไม่ให้ล้ม
“ให้ฉันช่วยไหมค่ะ ?” สาวใช้ที่เห็นว่าฉันจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่รีบเอ่ยปากถามพร้อมด้วยสีหน้าที่ดูกังวลใจ
“ไม่เป็นไร” ฉันตอบสั้นๆก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดและพูดขึ้นอีกครั้ง “รีบนำทางไป”
“ค่ะ” สาวใช้ช่างใจครู่หนึ่งก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าเดินนำไปทันที
ห้องทำงาน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“นายท่านคะ คุณเมเบลมาขอพบค่ะ”
ปึก !
ฉันเอนตัวพิงเข้ากับพนังเพื่อยันไม่ให้ตนเองล้ม แต่ลมหายใจเริ่มหอบหนักเข้าไปทุกที
“เข้ามา..” เป็นเวลาเกือบห้านาทีที่กว่าเดเมี่ยนจะตอบรับ
แอ๊ด..
เสียงบานประตูที่ค่อยๆ แง้มออกทำให้ฉันต้องรีบทำตัวเองให้ดูปกติก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องทำงาน ฉันเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อทันทีที่ย่างกายเข้ามาและพบว่าบนตักแกร่งของชายหนุ่มมีสาวสวยนั่งคลอเคลียอยู่ เขาเงยหน้ามองฉันและแสยะยิ้มมุมปากราวกับว่ากำลังเย้ยหยันในสิ่งที่เขาทำกับฉันเมื่อคืนนี้
“โห้.. คนนี้เหรอที่ไอ้เดมี่ยนหิ้วมาเมื่อคืน” ชายหนุ่มหน้าตาทะเล้นเอ่ยขึ้นพลางหันไปยักคิ้วใส่เดเมี่ยน “แต่หน้าคุ้นๆ แหะ..” เขาปาดตามองทางเพื่อนหนุ่มก่อนจะขมวดคิ้วยุ่ง
“หุบปากน่าลาโน่ !!” เดเมี่ยนเอ๊ดเสียงใส่
ฉันไม่สนใจคำพูดหรือสายตาทิ่มแทงที่มองตรงมาทางอย่างเฉือดเชือดแม้แต่น้อย สองเท้าเดินมุ่งตรงไปหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่มทำเอาทั้งสองหนุ่มที่เคยหยอกล้อกันต้องหยุดชะงักไม่เว้นแม้แต่สาวสวยที่นั่งตรงตักแกร่ง เธอช้อนตามองฉันด้วยแววตาที่ท้าทายราวกับว่าพยายามบอกว่าเธอคือผู้ชนะ
“กระเป๋าฉันอยู่ไหน ?” ฉันกำมือแน่นเพราะตอนนี้ในหัวฉันแทบระเบิดราวกับมีคนเอาค้อนปอนใหญ่ทุบตรงศีรษะของฉันไม่หยุดหย่อน
“ไม่รู้” เขาตอบเฉไฉพร้อมกับก้มลงไซร้ซอกคอสาวสวยต่อ
“เดเมี่ยน แฮ่กๆ แฮ่กๆ” ฉันเอ่ยเรียกชายหนุ่ม ลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นทุกที
“เห้ยๆ ไอ้เดเมี่ยน หยุดก่อน” ลาโน่ที่เห็นอาการของหญิงสาวไม่ค่อยดีจึงรีบเรียกเพื่อนหนุ่ม แต่มีเหรอที่เขาจะสนใจ..
ตุ๊บ !!!
“เดเมี่ยน !!” ลาโน่ตะโกนลั่นเมื่อเห็นร่างบางล้มลงกับพื้นพร้อมกับหอบหายใจหนัก
“แฮ่ก ! แฮ่ก ! ขะ ขอกระเป๋าคืน แฮ่ก !” ฉันหอบหนักพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ทรมานมากเหรอเมเบล ?” ชายหนุ่มที่ผละใบหน้าออกจากซอกคอสาวสวยเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ เขามองร่างบางที่หอบหายใจขาดๆ หายๆ เหมือนคนหายใจไม่เป็นด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม “ตอนนี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับความเจ็บที่เธอทิ้งฉันไป !!” ชายหนุ่มแสยะยิ้มมุมปาก และทำท่าทางไม่สะท้กสะท้าน
“เดเมี่ยน…” ฉันเอ่ยเสียงแผ่วเบา มือบางกดลงตรงหัวใจเพื่อหวังจะสะกดความเจ็บไว้ ชายหนุ่มจึงค่อยๆ หยัดยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินตรงเข้าใกล้ร่างบาง เขาทรุดตัวลงและใช้มือประคองใบหน้าร่างเล็กให้เงยขึ้น นิ้วหนาสอดใส่เข้าไปในโพรงปากของร่างบางเพื่อให้เธอได้หายใจทางปาก
“ขอร้องฉันสิเมเบล..” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม พร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่บัดนี้ถูกม่านน้ำตาบดบังจนเห็นนัยส์ตาสีเหลืองอำพันไม่ค่อยชัด
“ขอร้องเถอะนะ เดเมี่ยน…”
“หึ.. ฮ่าๆ อะไรเนี่ยเมเบล เธอยอมขอร้องฉันเลยเหรอ ? อยากรู้แล้วสิว่าของอะไรจะสำคัญขนาดนั้น!!”
“แฮ่ก ! แฮ่ก..แฮ่ก !!!” ฉันหอบหายใจหนัก พลางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า นี้เขาบ้าไปแล้วจริงๆ ใช่มั้ย ?!!
“เจส ! เอากระเป๋ามา” เขาหันไปสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ผ่านไปไม่นานลูกน้องคนสนิทก็กลับมาพร้อมกับกระเป๋าใบหรูที่ยื่นลงตรงหน้าเจ้านาย
“เอาไปสิ” ชายหนุ่มยื่นให้ฉันแต่โดยดี ดวงตาคู่สวยจ้องมองฉันอย่างไม่วางตา ฉันจึงรีบควานหายาในกระเป๋าก่อนจะหยิบมันขึ้นมา แต่เพราะความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาทำให้มือฉันสั่นไปหมด เดเมี่ยนที่เห็นท่าทางร้อนรนแบบไร้เรี่ยวแรงจึงอดใจไม่ไหวรีบฉวยมือคว้าเอากระปุกยาไปไว้ในมือและถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “กี่เม็ด ?”
“หนึ่ง..” ฉันตอบสั่นๆ พร้อมกับยื่นมือไปรับยาที่เขายื่นให้
“เอาน้ำมา” เขาหันไปบอกลาโน่ให้รีบยื่นแก้วน้ำตรงหน้ามาให้เขา ลาโน่ที่เห็นอาการของร่างบางไม่สู้ดีนักจึงรีบรินน้ำใส่แก้วและยื่นให้ร่างบางด้วยความร้อนรน
“ขอบคุณ” ฉันเอ่ยขึ้นก่อนจะรีบกินยาเข้าไปทันที แต่ไม่รู้ว่าทำไมหลังจากที่กินยาเข้าไปแล้วอาการของฉันก็ยังไม่ดีขึ้นเลย
หมับ !
“อ๊ะ.. เดเมี่ยน !!” ฉันเบิกตากว้างเพราะจู่ๆ เขาก็อุ้มฉันไว้ในอ้อมแขน
“ป่วยก็ไปนอนซะ !” เขาเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าเป็นปม
“ฉันเดินเองได้”
“หายใจให้ได้ก่อนเถอะ” เขาพูดขึ้นด้วยใบหน้านิ่งเฉยและไม่แม้แต่ก้มมองฉันเลยสักนิด ถึงแม้ว่าท่าทางของเขาจะดูเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์แต่ปลายเท้าที่คอยเดินก้าวไปข้างหน้ากลับนุ่มนวลอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าเขากำลังกลัวว่าฉันที่อยู่ในอ้อมแขนจะแหลกสลาย และดูเหมือนว่ายาที่เพิ่งกินเข้าไปจะเริ่มออกฤทธิ์แล้วทำให้เปลือกที่เคยเปิดกว้างกลับรู้สึกหนักอึ้ง
‘ต้องฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้วเหรอ.. ไม่อยากหลับเลย’ นั้นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่ฉันจะจมลงสู่ห้วงนิทรา