บทที่ 7
หญิงสาวที่สลบไม่ได้สติ เมื่อถูกฝังเข็มก็หายใจแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตัวของนางเกร็งไปทั้งร่าง จนคนที่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ ต่างก็รู้สึกกลัวกันไปหมด
“ฮูหยิน ๆ” จินจินร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่ได้ และเอ่ยถามหมอปนเสียงสะอื้น “เหตุใดฮูหยินจึงเป็นเช่นนี้”
“ฮูหยินมีสภาวะตกเลือด รักษาเด็กในครรภ์เอาไว้ไม่ได้แล้ว” เขาฝังเข็มเล่มสุดท้าย ก่อนจะหันมาเอ่ยกับทุกคน “ข้าจำเป็นต้องฝังเข็มให้เด็กในท้องหลุดออกมา มิเช่นนั้นฮูหยินอาจจะเป็นอันตรายได้”
ฝูฮุ่ยเหอที่ได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะเป็นลมกองไปอยู่ที่พื้น
แย่แน่ ๆ นางต้องแย่แน่ ๆ หากนายท่านรู้เรื่องนี้ หญิงวัยกลางคนได้แต่คิดคนเดียวในใจ ก่อนจะถามหาสาเหตุที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
“แล้วเหตุใดนางจึงเป็นเช่นนี้ไปได้”
“ร่างกายของนางอ่อนแอ แม้จะบำรุงมากเพียงใดก็ยากจะรักษาเด็กในครรภ์ได้” เขายกเรื่องสุขภาพของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้าง เขาก็ไม่รู้หรอกว่าในยามปกติแล้วนางมีสภาพร่างกายเป็นเช่นไร แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อเขาเป็นหมอ คำพูดของเขาล้วนน่าเชื่อถือเสมอ
“ไม่จริง!! เจ้าโกหก คุณหนูของเราร่างกายแข็งแรงมาโดยตลอด จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร” จินจินไม่อาจทนฟังคำโกหกของหมอได้ จึงตะโกนออกมาอย่างเหลืออด พูดออกมาได้อย่างไรว่าคุณหนูของนางร่างกายอ่อนแอจนทำให้เด็กในท้องต้องแท้ง
“ข้าเป็นหมอ เจ้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ก็กล้ามาพูดว่าข้าโกหกหรือ” เขาพูดอย่างเย่อหยิ่ง ใบหน้าของเขาเชิดขึ้นน้อย ๆ ไม่ได้แยแสต่อสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้า!!” ยังไม่ทันที่จินจินจะได้เถียงกลับ ร่างกายของอันเหมยที่หอบหายใจแรง ๆ ในตอนแรก ก็เริ่มดิ้นไปมาอย่างทุรนทุราย ทำให้จินจินเลิกให้ความสนใจคนพวกนั้น แล้วหันมาดูแลเจ้านายต่อ “ฮูหยินเจ้าคะ ฮูหยิน”
อันเหมยที่ไม่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเอาแต่ดิ้นรนไปมาอย่างเจ็บปวด ตอนนี้รู้เพียงอย่างเดียวว่าเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจ เหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าและลำคอ นางส่ายหน้าไปมาอย่างทรมาน ก่อนจะกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง และหมดสติไปอีกครั้ง
“ฮูหยิน!!” จินจินร้องออกมาอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าเจ้านายยังมีลมหายใจอยู่จึงค่อย ๆ สงบลง
คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างมองหน้ากันไปมา จนฮุ่ยเหอต้องแข็งใจถามหมอ “นางเป็นอย่างไรบ้าง”
หมอเดินเข้าไปจับชีพจรของอันเหมยดูอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ ตอนนี้ก็ไม่มีทางรักษาเด็กคนนี้เอาไว้ได้แล้ว แม้จะเรียกหมอท่านอื่น ๆ มา
“ตอนนี้เด็กออกมาแล้ว ฮูหยินก็ไม่เป็นอันใดมาก ข้าจะเขียนเทียบยาให้สองสามเทียบ ไม่นานร่างกายก็จะหายเป็นปกติ” เขาเอ่ยด้วยท่าทางที่น่าเชื่อถือ ก่อนจะขอตัวกลับเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร “หากไม่มีอันใดแล้วข้าคงต้องขอตัวก่อน”
“อ้ายฉิง ไปส่งท่านหมอ แล้วให้ค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม” ลู่จินหันไปสั่งสาวใช้ข้างกาย เมื่อเห็นว่าแม่สามียังไม่ได้สติดี รีบส่งหมอผู้นี้ออกไปเร็วเท่าไรได้ยิ่งดี
เมื่อสิ้นสุดคำพูดของลู่จิน ฮุ่ยเหอก็สติกลับมา แล้วหันไปสั่งจินจินด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ
“เจ้าดูแลเจ้านายของตนเองให้ดี ส่วนเรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวข้าให้คนจัดการให้” พูดจบก็เดินออกไปเลย ไม่คิดที่จะเข้าไปดูอาการคนที่นอนอยู่บนเตียงเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้นางแทบจะอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว ทั้งกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วเรือน เท่านี้นางก็จะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว ไหนจะต้องรับมือเรื่องที่เกิดขึ้นอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
ลู่จินมองร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาสมเพช ก่อนจะยกยิ้มเยาะเย้ยส่งไปให้จินจินที่นั่งอยู่ แล้วเดินออกไปด้วยสายตาของผู้ชนะ
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว จินจินจึงได้ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง นางร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ แล้วเริ่มจัดการกับร่างกายของเจ้านาย
เลือดที่มากมายจนน่ากลัว ก็ทำให้นางร้องไห้ออกมาอีกครั้ง แม้อยากจะเข้มแข็งมากเท่าใดก็ไม่อาจทำได้ อย่างไรตอนนี้พวกนางก็เป็นเพียงสตรีที่ยังไม่ถึงยี่สิบหนาว ต้องมาเจอเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ จะให้นางกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างไร
ใช้เวลาไม่นานก็สามารถจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย จินจินลงมานั่งที่ข้างเตียง เฝ้ามองเจ้านายด้วยความเป็นห่วงอยู่ทั้งคืน จนไม่สามารถต้านทานความเหนื่อยล้าที่เจอได้ จึงได้ผล็อยหลับไปในที่สุด
หลินอันเหมยที่หลับไปข้ามวันข้ามคืนในที่สุดก็รู้สึกตัวขึ้น นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและกะพริบตาอย่างช้า ๆ เพื่อปรับให้ดวงตาเคยชินกับแสงสว่างด้านนอก
จินจินที่เฝ้าอยู่ไม่ห่าง เมื่อเห็นผู้เป็นนายรู้สึกตัวก็เอ่ยเรียกอย่างดีใจ “ฮูหยิน”
“นะ น้ำ” นางเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง
จินจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบไปรินน้ำชาให้เจ้านายด้วยความรีบร้อน
“น้ำชาเจ้าค่ะ” นางกำลังจะยื่นน้ำชาไปให้เจ้านาย แต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าเจ้านายคงไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ในตอนนี้ จึงวางถ้วยน้ำชาเอาไว้ที่โต๊ะบนหัวเตียง แล้วเข้าไปประคองหัวของผู้เป็นนายขึ้นเพื่อที่นางจะสามารถป้อนน้ำชาได้
อันเหมยที่ได้ดื่มน้ำ ก็เริ่มมีเสียงขึ้นมาบ้าง จึงได้เอ่ยถามถึงบุตรที่อยู่ในครรภ์
“ลูกของข้าเป็นเช่นไรบ้าง” หญิงสาวถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แม้ตอนนี้สติของนางยังกลับมาไม่ครบถ้วน แต่ว่านางก็สามารถจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้หมด นางก็ได้แต่ภาวนาว่าหมอจะมาทัน และรักษาบุตรในท้องของนางเอาไว้ได้
“คะ คุณชายน้อยจากเราไปแล้วเจ้าค่ะ” จินจินที่ได้ยินคำถามนั้นก็ไม่สามารถห้ามตนเองได้ นางตอบไปด้วยเสียงสะอื้น นางรู้สึกสงสารเจ้านายจับใจ นางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ยังรู้สึกเสียใจมากเพียงนี้ แล้วคนเป็นแม่เล่าจะเสียใจมากเพียงใด
อันเหมยที่ได้ยินเช่นนั้นก็สมองพร่ามัวไปชั่วขณะ น้ำตาของนางไหลรินออกมาช้า ๆ ตอนนี้สมองของนางไม่รับรู้อันใดเลย ในหัวของนางตอนนี้มีเพียงแค่คำพูดของจินจินวนไปวนมาซ้ำ ๆ ว่าลูกของนางได้จากไปแล้ว
กรี๊ดดดดด
อันเหมยกรีดร้องออกมาเสียงดัง นางดิ้นไปมาอย่างคนเสียสติ จินจินที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่เข้าไปกอดปลอบเจ้านาย เพื่อให้นางนั้นได้สงบลง
หญิงสาวที่พึ่งเสียบุตรไปร้องไห้ออกมาอย่างหนัก นางกอดสาวใช้เอาไว้อย่างต้องการที่ยึดเหนี่ยว
“ลูกแม่ ฮือ ๆ ๆ” นางร้องไห้ออกมาปานจะขาดใจ นี่คือความสุขเดียวที่นางมีในตอนนี้ คนชั่วเหล่านั้นยังจะมาพรากมันไปจากนางอีกหรือ
“คุณหนู อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ” จินจินเอ่ยปลอบผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เสียงร้องไห้ของสองนายบ่าวดังไปทั่วเรือน ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ยินต่างก็รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ไม่ต่างจากบุรุษผู้เป็นสามีที่มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าเรือนในตอนนี้
ตงหานเจินเมื่อกลับมาถึงเรือนก็ได้รับข่าวว่าฮูหยินเอกของตนตกเลือดจนเสียบุตรในท้องไป เขาจึงตั้งใจจะแวะมาเยี่ยมนางที่เรือน
เขาเองก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยที่ได้สูญเสียบุตรไป แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกอันใดกับนาง แต่อย่างไรบุตรในท้องของนางก็เป็นบุตรที่เกิดจากเขา ทว่าเมื่อมาได้ยินเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของนาง หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบ ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชายหนุ่มเปิดประตูเรือนออกแล้วเดินเข้าไปด้านในเรือนที่เขาไม่ได้มาเหยียบหลายเดือนด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ของนางใกล้ ๆ เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บในอกมากขึ้น
สองเท้าของเขามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเปิดเข้าไป เขายืนอยู่นานกว่าจะสามารถรวบรวมความกล้าได้ เขาสูดลมหายใจเข้าแรง ๆ ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในห้อง
เสียงเปิดประตูห้อง ทำให้จินจินต้องหันมามอง ต่างจากหญิงสาวอีกคนที่เอาแต่ร้องไห้อย่างเหม่อลอย ไม่รับรู้ว่ามีบุรุษอีกคนอยู่ในห้อง
จินจินค่อย ๆ ดันตัวเจ้านายออกจากอ้อมกอด แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยมือ นางจึงทำการเรียกเพื่อให้เจ้านายมีสติกลับคืนมา
“ฮูหยิน คุณชายมาเจ้าค่ะ” นางกระซิบบอกเจ้านายเบา ๆ เพื่อเป็นการเรียกสติ แต่ไม่รู้เลยว่าจะเป็นการราดเชื้อเพลิงอย่างดีลงบนกองไฟ
อันเหมยหันหน้าไปมองทางหน้าประตูช้า ๆ เมื่อเห็นหน้าของเขา ใบหน้าของสตรีอีกคนก็ขึ้นมาทับซ้อน ทำให้นางไม่สามารถควบคุมตนเองเอาไว้ได้
“เจ้า!! เป็นเพราะเจ้าที่ทำให้ลูกข้าต้องตาย” นางร้องออกมาเสียงดัง ก่อนจะวิ่งเข้าไปเพื่อหวังจะทำร้ายอีกฝ่าย โดยหลงลืมความเจ็บที่เกิดขึ้นไปจนหมด
อันเหมยทุบมือลงไปที่อกของหานเจินอย่างแรง แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะตอบโต้อะไร ปล่อยให้นางทุบตีอยู่แบบนั้น เขารู้ว่านางเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้มากเพียงใด เพราะเขาเองก็เสียใจไม่ต่างกับนาง
หญิงสาวร้องไห้และทุบเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหมดสติไปในอ้อมแขนของเขา ตอนนี้ร่างกายของนางอ่อนแอเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ตื่นมาก็เอาแต่ร้องไห้ อาหารก็ยังไม่ทันได้ตกถึงท้อง จึงทำให้สลบลงไปง่าย ๆ
“เหมยเอ๋อร์!!” เขาเผลอเรียกชื่อนางออกมาอย่างลืมตัว เพราะเขาตกใจที่เห็นนางหมดสติไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
“ฮูหยิน!!” จินจินเองก็ตกใจไม่ต่างกัน ก่อนจะเอ่ยบอกหานเจินอย่างรีบร้อน “พาฮูหยินไปนอนที่เตียงก่อนเจ้าค่ะ”
หานเจินอุ้มอันเหมยขึ้นไปนอนบนเตียง ปากก็เอ่ยสั่งให้จินจินไปตามหมอมา “เจ้าไปตามหมอมาเร็วเข้า”
“เจ้าค่ะ” รอบนี้จินจินออกไปเรียกหมอมาด้วยตนเอง ไม่กล้าจะให้ผู้ใดออกไปตามอีกแล้ว เพราะนางได้บทเรียนมาแล้วว่าไม่อาจไว้ใจผู้ใดในจวนแห่งนี้ได้
จินจินไปไม่นานก็กลับมาพร้อมหมอ หมอทำการตรวจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแจ้งอาการของหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง
“เอ่อ...ตอนนี้ร่างกายของฮูหยินอ่อนแอ ต้องการการฟื้นฟูอย่างมาก ข้าจะเขียนเทียบยาให้สองเทียบ อันหนึ่งเอาไว้กิน อีกอันเอาไว้จุดในห้องเพื่อให้จิตใจสงบมากขึ้น” เขาแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ให้สองคนที่อยู่ในห้องได้รู้
“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ” จินจินยื่นมือไปหยิบเทียบยาจากหมอมา เรื่องนี้นางจะเป็นคนจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จะไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามายุ่งวุ่นวายอย่างแน่นอน ยังดีที่เรือนนี้มีคนน้อย จะจัดการอันใดก็ไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากหมอกลับไปแล้ว หานเจินยังคงอยู่ในห้องต่ออีกครู่หนึ่ง เขามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เหตุใดเขาจึงได้รู้สึกแปลก ๆ กับนาง ราวกับว่าเขานั้นคิดเกินเลยกับนาง แต่จะเป็นไปได้เช่นไร ในเมื่อเขามีคนที่เขารักอยู่แล้ว
เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้สาวใช้ได้ดูแลนางต่อไป