บทที่ 8
หลินอันเหมยตื่นขึ้นมาอีกทีในเช้าของอีกวัน หญิงสาวเอาแต่นั่งเหม่อลอยไม่ยอมพูดจา นางนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาว่างเปล่า บางครั้งน้ำตาของนางก็ไหลรินออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ สองมือของนางกุมเอาไว้ที่บริเวณท้องตลอดเวลา
จินจินที่เห็นภาพนั้นก็ไม่อาจห้ามน้ำตาเอาไว้ได้เช่นกัน พยายามชวนเจ้านายพูดคุย แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเจ้านายไม่ยอมเปิดปากพูดกับนางเลยแม้แต่น้อย และนางก็ไม่รู้จะต้องทำเช่นไรแล้ว จึงได้แต่แอบร้องไห้อยู่เงียบ ๆ
ตงหานเจินก็แวะมาหานางเกือบทุกวัน แต่เขาไม่ได้เข้าไปหานางในเรือน เพียงแต่แอบมองอยู่ไกล ๆ เท่านั้น เพราะกลัวว่าหากนางเห็นหน้าเขาขึ้นมาแล้วจะเป็นแบบวันนั้นอีก
ส่วนฝูฮุ่ยเหอเมื่อบอกสาเหตุที่นางแท้งบุตรก็ถูกสามีต่อว่ายกใหญ่ ว่าไม่ดูแลอาหารการกินของอันเหมยให้ดี จึงทำให้ร่างกายของนางอ่อนแอลง และเป็นสาเหตุของเรื่องร้ายในครั้งนี้
เจียวลู่จินที่สังเกตท่าทีของสามีอยู่ทุกวันก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของสามี เพราะตั้งแต่ที่เสียบุตรไป เขามักจะนิ่งขรึมและเหม่อลอยอยู่บางครั้ง ในใจจึงรู้สึกไม่ยินยอม ที่เขาเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้
“ท่านพี่ ๆ” นางเอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พลางแตะไปที่แขนของเขาเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“จินเอ๋อร์มีอันใดหรือ” หานเจินหลุดจากภวังค์ของตนเอง และหันไปมองคนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
ทว่าลู่จินที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เล็กย่อมรู้ว่าสายตาของเขาที่มองมามันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นางจะต้องรีบกำจัดสตรีผู้นั้นออกไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่อะไร ๆ มันจะสายไป
“ท่านพี่มายืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว อากาศก็เริ่มเย็น เรากลับไปที่เรือนกันเถิดเจ้าค่ะ” สายตาเป็นห่วงเป็นใยถูกส่งไปให้เขา ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่มีทางเสียบุรุษผู้นี้ไปให้ผู้ใดเด็ดขาด เขาต้องเป็นของนางคนเดียวเท่านั้น
“ไปกันเถิด” เขาตอบรับ เมื่อเห็นว่าตนนั้นมายืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว สมควรที่จะกลับเรือนได้แล้ว
วันเวลาค่อย ๆ ผ่านไป อาการของหลินอันเหมยก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ นางเริ่มที่จะพูดคุยกับจินจิน แต่ก็ยังคงมีอาการเหม่อลอยอยู่บ้างบางครั้ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่านางไม่อยากจะรับรู้ความจริงว่าตนนั้นได้เสียลูกไป จึงได้แสดงท่าทีเช่นนั้นออกมา
“จินจิน อีกกี่วันจะถึงวันที่ทุกคนต้องไปกินอาหารร่วมกัน” นางตัดสินใจแล้ว นางจะไม่ปล่อยให้คนที่ทำร้ายนางและลูกได้อยู่อย่างสงบสุขอย่างแน่นอน ทุกคนจะต้องรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับนางเป็นฝีมือของสตรีร้ายกาจผู้นั้น ในเมื่ออยู่ร่วมกันดี ๆ ไม่ได้ จากนี้ก็ไม่ต้องอยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไป!!
“อีกสองวันเจ้าค่ะ” ตั้งแต่เกิดเรื่องทั้งสองแทบจะไม่ได้ก้าวเท้าออกไปข้างนอกเลยสักครั้ง
เนื่องเพราะตอนนี้ร่างกายของอันเหมยยังไม่แข็งแรง จึงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน หากออกไปต้องลมหนาวแล้วเกิดไม่สบายขึ้นมาอีก จะแย่เอาได้
“ข้าจะไป” นางบอกไปเท่านั้น ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม นางไม่อาจปล่อยให้บุตรของนางจากไปอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม นางจะทวงคืนความยุติธรรมให้เขาเอง คนที่ทำกับนางจะต้องได้รับผลกรรมที่ก่อขึ้น ไม่ว่าอย่างไรนางจะจัดการคนเหล่านั้นด้วยตัวของนางเอง นางสัญญา!!
“จะดีหรือเจ้าคะ” จินจินถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้านายกำลังคิดอันใดอยู่ นางกลัวใจของเจ้านายตนเองเหลือเกิน
“ดี ข้าตัดสินใจแล้ว เราจะมามัวจมปลักอยู่เช่นนี้ไม่ได้” นางบอกไปเพียงเท่านั้น เพราะกลัวว่าหากบอกสิ่งที่กำลังคิดจะทำออกไป จินจินจะห้ามไม่ให้นางไปกินอาหารร่วมกับคนสกุลตง
“เจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าเจ้านายเอ่ยออกมาเช่นนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา นางก็ไม่อยากให้ผู้เป็นนายต้องจมอยู่กับความทุกข์เช่นนี้
“ท่านพ่อกลับมาถึงจวนหรือยัง” นางถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความว่างเปล่า
อยู่ ๆ อันเหมยก็เอ่ยถามถึงพ่อสามี ทำให้จินจินแปลกใจไม่น้อย แต่ก็ยังคงตอบคำถาม “ยังเจ้าค่ะ”
“เจ้าไปดูว่าท่านพ่อกลับมาเมื่อใด ข้าจะไปพบท่านพ่อเสียหน่อย” นางบอกโดยไม่หันกลับไปมองคนที่ทำหน้าสงสัยอยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อย นางว่าจะขึ้นไปไหว้พระขอพรที่วัดบนภูเขา ให้บุตรที่จากไปของนาง จึงคิดที่จะไปขออนุญาตจากนายท่านของจวน
“เจ้าค่ะ” จินจินรีบออกไปทำตามคำสั่งของเจ้านาย
สาวใช้คนสนิทออกไปได้ไม่นาน อันเหมยก็ลุกขึ้นไปแต่งตัว หลังจากที่ปล่อยให้ตนเองอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้อยู่นาน
หญิงสาวเลือกที่จะใส่ชุดไว้ทุกข์สีขาว ปักปิ่นดอกไม้เล็ก ๆ สีขาวเช่นเดียวกับสีของชุด แต่งแต้มใบหน้าของตนเองเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ดูซีดเซียวจนเกินไป
จินจินที่ออกไปเฝ้าดูการกลับมาของนายท่าน เมื่อกลับมาถึงเรือนแล้วเห็นผู้เป็นนายแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก็ยิ้มออกมาน้อย ๆ ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่นางไม่ได้เห็นคุณหนูลุกขึ้นมาแต่งหน้าทำผม ดูแลตนเองเช่นนี้
“ท่านพ่อมาแล้วหรือ” เมื่อเห็นว่าสาวใช้กลับมาแล้ว ก็เดาได้ทันทีว่าพ่อสามีต้องกลับมาที่จวนแล้วอย่างแน่นอน
“เจ้าค่ะ นายท่านไปที่ห้องทำงานแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบรายงาน
“เช่นนั้นเราก็ไปกันเถิด” นางลุกขึ้นเดินนำจินจินออกไป นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่นางจะก้าวเท้าออกจากเรือนนี้
ทั้งสองมุ่งตรงไปที่ห้องทำงานนายท่านของจวนทันที ตลอดเส้นทางบ่าวรับใช้ต่างมองตามทั้งสองไปด้วยสายตาสงสัย เพราะนานแล้วที่พวกเขาไม่เห็นสตรีสองคนนี้ออกมาเดินด้านนอกเช่นนี้
ในขณะที่เดินไปที่ห้องทำงาน อันเหมยก็พบกับตงหานเจินที่พึ่งกลับออกมาจากห้องทำงานของบิดา หญิงสาวเดินผ่านเขาไปราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ ไม่ได้ทักทายเหมือนเช่นแต่ก่อน
ตงหานเจินที่ถูกเมินหันหลังกลับไปมองคนที่เดินผ่านเขาไปเมื่อครู่ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ไม่แปลกที่นางจะมีท่าทีเช่นนี้ต่อเขา เพราะเมื่อก่อนเขาก็ยอมรับว่าร้ายกับนางเป็นอย่างมาก
“ข้ามาขอพบท่านพ่อ” นางแจ้งบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าประตู
“รอสักครู่ขอรับ” บ่าวรับใช้รีบเข้าแจ้งเจ้าของห้อง ว่ามีคนมาขอพบ
หานเจินจ้องมองนางอยู่นาน เมื่อเห็นว่านางเข้าห้องไปพบบิดาแล้ว จึงหันกลับแล้วเดินไปที่เรือนของตนเอง
“ท่านพ่อ” หญิงสาวย่อกายทำความเคารพชายวัยกลางคนตรงหน้า
“มีอันใดหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร สำรวจหญิงสาวตรงหน้า นางดูซูบผอมไปมาก เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่เข้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้
“ข้าอยากจะมาขออนุญาตไปไหว้พระขอพรให้บุตรที่จากไป” น้ำเสียงของนางสั่นน้อย ๆ พยายามไม่ให้ร้องไห้ออกมา เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทีไรน้ำตาของนางก็จะไหลออกมาให้ได้
“ได้สิ จะไปวันไหนก็ให้คนมาแจ้งอีกทีก็แล้วกัน ข้าจะส่งคนไปคอยคุ้มกัน” เมื่อนางยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเขาก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ เรื่องนี้จะว่าเป็นความผิดของเขาด้วยก็ได้ที่ไม่สามารถดูแลนางให้ดี จึงทำให้นางต้องเสียบุตรในครรภ์ไป
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” นางย่อกายลงอีกครั้งก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ตงปิงฉานมองสะใภ้เดินจากไปด้วยสายตาที่สงสารเป็นอย่างมาก สามีไม่โปรดปราน คนในจวนก็ไม่มีคนสนใจ จึงทำให้นางต้องมีชีวิตที่อาภัพเช่นนี้
สองวันต่อมาอันเหมยลุกขึ้นมาเตรียมตัวแต่เช้า เพราะนางจะไปร่วมรับประทานอาหารกับทุกคน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางจะต้องเผชิญหน้ากับสตรีที่พรากลูกของนางไป นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางจะควบคุมตนเองได้หรือไม่
เมื่อมาถึงก็พบว่าพ่อสามีและแม่สามีมารออยู่ก่อนแล้ว นางจึงได้ย่อกายทักทายผู้อาวุโสทั้งสอง
“ท่านพ่อท่านแม่”
“อย่าได้มากพิธี มานั่งลงเถิด” ตงปิงฉานเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกันเอง ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้ม พลางมองใบหน้าที่ดูสดใสขึ้นของอีกฝ่าย เขาดีใจยิ่งนักที่นางดีขึ้นเรื่อย ๆ มิเช่นนั้นเขาคงรู้สึกผิดไปมากกว่านี้
ไม่นานตงหานเจินและเจียวลู่จินก็มาถึง อันเหมยนั่งหันหลังให้ประตูจึงไม่รู้ว่าทั้งสองมาถึงแล้ว
ทว่าทันทีที่เสียงทักทายของลู่จินดังขึ้น ภาพต่าง ๆ ในคืนนั้นก็วนกลับเข้ามาในหัวของนางอย่างห้ามไม่ได้ ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานในวันนั้นราวหวนกลับมาอีกครั้ง
กรี๊ดดดดด
หญิงสาวกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง ก่อนจะหันไปทางตัวต้นเรื่องที่ทำให้นางต้องเสียบุตรไปในวันนั้น ก่อนจะวิ่งเข้าไปหวังจะทำร้ายอีกฝ่าย แต่ก็ถูกหานเจินจับเอาไว้ได้ก่อน ทุกคนต่างมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างตกใจ ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
“ปล่อย ข้าจะฆ่าสตรีชั่วผู้นั้น มันทำให้ลูกข้าต้องตาย!!” นางร้องออกมาอย่างเสียสติ
หานเจินกอดอันเหมยเอาไว้แน่น หวังให้นางสงบลง เขาลูบศีรษะของนางอย่างต้องการปลอบประโลม โดยหารู้ไม่ว่าสตรีอีกคนมองการกระทำของตนอย่างไม่พอใจ
อันเหมยทั้งดิ้นและร้องออกมาอย่างไม่ยอมในอ้อมกอดของหานเจิน ก่อนจะหมดสติไปในที่สุด
“ข้าขอพานางไปที่เรือนก่อนนะขอรับ” พูดจบก็ก้มตัวลงไปอุ้มนางขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด โดยไม่สนใจเลยว่าคนรักจะมีท่าทีเช่นไร
ลู่จินได้แต่กำมือแน่น เพื่อระงับไม่ให้ตนเองอาละวาดออกมา นางหลับตาลงช้า ๆ เพื่อเรียกสติของตนเอง นางจะทำเช่นนั้นไม่ได้ นางจะแสดงท่าทีเช่นนั้นออกมาไม่ได้ หญิงสาวได้แต่เอ่ยกับตนเองในใจ
เมื่อไปส่งอันเหมยที่เรือนแล้ว เขาก็กลับมาที่ห้องโถง เพื่อที่จะรับประทานอาหารร่วมกับบิดามารดา และเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นให้ทุกคนได้ฟัง ทุกคนจึงเข้าใจว่าเป็นเพราะเรื่องที่นางเสียบุตรไป จึงทำให้นางกลายเป็นเช่นนี้
“ไม่กี่วันมานี้เหมยเอ๋อร์มาขออนุญาตว่าจะไปไหว้พระขอพรที่วัดบนภูเขา เจ้าก็ไปส่งนางหน่อยแล้วกัน” ตงปิงฉานเอ่ยถึงเรื่องที่อันเหมยเคยมาขออนุญาตเขาไปไหว้พระที่วัดบนภูเขา เขาจึงสั่งให้บุตรชายไปส่งนางที่นั่น และเขาก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่นางจะไปทำบุญที่วัด เพราะอาจจะทำให้นางปล่อยวางเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ้าง และยังไม่ลืมที่จะเอ่ยย้ำเรื่องสำคัญ “จากนี้เจ้าก็ดูแลนางให้ดีหน่อย เพราะนางพึ่งเสียบุตรไป”
“ขอรับ” เขารับคำอย่างง่ายดาย ทั้งที่เมื่อก่อนท่านพ่อเคยเอ่ยปากเรื่องให้พานางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกบ้าง แต่เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธไป เพราะกลัวว่าลู่จินจะเสียใจ ทว่าครั้งนี้เขากลับตอบตกลงอย่างง่ายดาย ไม่มีความคิดที่กลัวว่าลู่จินจะเสียใจแล่นเข้ามาในหัวเลยแม้แต่น้อย
ลู่จินที่ได้ยินเช่นนั้นก็คิดแผนการดี ๆ ออก สตรีผู้นั้นออกไปแล้ว ไม่มีทางที่จะได้กลับมาที่จวนนี้อีกเด็ดขาด นางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาแทนที่นางได้แน่นอน ยิ่งเห็นท่าทางของเขาวันนี้ นางก็ไม่วางใจที่จะให้หลินอันเหมยอยู่ที่จวนนี้ต่อไป