บทที่ 9
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น หลินอันเหมยก็กลับมามีอาการเหม่อลอยเช่นเดิม วันนั้นนางไม่ได้คิดที่จะทำแบบนั้น นางคิดเอาไว้ว่าจะจัดการทุกอย่างหลังจากกลับมาจากวัดบนภูเขา แต่คิดไม่ถึงว่าตนเองจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ถึงขั้นลงมือไปเช่นนั้น
นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้ว อาการของนางก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ นางจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปที่วัดบนภูเขาในอีกสองวัน และจะอยู่ขอพรที่วัดอีกเจ็ดวัน
“จินจิน ไปแจ้งท่านพ่อว่าอีกสองวันข้าจะเดินทางไปที่วัดบนภูเขา และอยู่ไหว้พระขอพรเจ็ดวัน” หญิงสาวสั่งจินจินทั้งที่ใบหน้ายังคงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เจ้าค่ะ” จินจินตอบรับ แล้วถอยออกไปเงียบ ๆ เพื่อไปจัดการตามคำสั่งของเจ้านาย นางต้องจัดเตรียมของเพื่อออกเดินทางไปอยู่ที่วัดเจ็ดวัน ยังดีที่เจ้านายยังคิดเผื่อนางอยู่บ้าง จึงเลือกที่จะเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า
หลังจากจินจินออกไปแล้ว อันเหมยก็กลับมาอยู่ในห้วงความคิดของตนเองอีกครั้ง นางจะต้องควบคุมตนเองให้ได้ดีกว่านี้ ถือว่าการไปไหว้พระขอพรในครั้งนี้จะสามารถทำให้นางมีสติมากขึ้น
และวันเดินทางก็มาถึง นางจะเดินทางไปอยู่ที่วัดกับจินจินเพียงแค่สองคน ส่วนบ่าวคนอื่น ๆ เพียงเดินทางไปส่งเท่านั้น เมื่อถึงวันกลับ พวกเขาก็จะเดินทางมารับพวกนางสองคน
ทว่าก็มีเรื่องที่นางไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็คือตงหานเจินจะเดินทางไปส่งนาง ก่อนจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น แต่ยังดีที่เจียวลู่จินไม่ได้ออกมาส่งเขาที่หน้าประตูจวน เพราะนางก็ไม่รู้ว่าหากอีกฝ่ายมา จะเกิดเหตุการณ์เช่นวันนั้นอีกหรือไม่
อันเหมยเลือกที่จะเมินเฉยต่อเขาเช่นเดิม เดินไปขึ้นรถม้าโดยไม่คิดที่จะพูดกับเขาสักคำ คนโดนเมินก็ไม่ได้คิดจะว่าอะไร ทำเพียงเดินไปขึ้นขี่ม้าของตนเอง
ขบวนเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การเดินทางวันนี้ใช้เวลาไปครึ่งค่อนวัน กว่าจะเดินทางไปถึงวัดบนภูเขาก็เป็นยามเซิน (15.00 – 16.59 น.) จึงทำให้ตงหานเจินต้องพักอยู่ที่วัดก่อน พรุ่งนี้จึงค่อยเดินทางกลับแต่เช้า
ส่วนหลินอันเหมย หลังจากลงมาจากรถม้าแล้ว ก็ตรงเข้าไปหาไต้ซือที่อยู่แถวนั้น เพื่อสอบถามเรื่องการมาทำบุญที่วัดแห่งนี้ เพราะนางก็พึ่งมาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
“ไต้ซือ ข้าอยากจะมาบริจาคของทำบุญ และอยากจะไหว้พระขอพรอีกสักเจ็ดวัน พอจะมีห้องว่างหรือไม่” นางเอ่ยถามไต้ซือด้วยน้ำเสียงสุภาพ ใบหน้าของนางประดับยิ้มน้อย ๆ อย่างสบาย ๆ
ไต้ซือมองข้าวของที่คนกลุ่มนี้ขนขึ้นมา จึงได้ยิ้มและต้อนรับเป็นอย่างดี
“วัดแห่งนี้ต้อนรับผู้ที่ต้องการมาแสวงบุญเสมอ” เขาตอบด้วยท่าทีสำรวม ดูจากชุดที่สีกาผู้นี้สวมใส่ก็รู้แล้วว่าเป็นผู้มีฐานะ
“พวกเราต้องการห้องเดียวสำหรับอยู่เจ็ดวัน และห้องพักสำหรับพวกเขาที่จะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้” นางแจ้งรายละเอียดให้ไต้ซือทราบ [w1] เพื่อที่เขาจะได้จัดการอย่างถูกต้อง
“สีกาไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวอาตมาจะให้เณรน้อยจัดการให้” เขากล่าว พลางร้องเรียกเณรน้อยที่อยู่แถวนั้นมาจัดการต่อ
“ขอบคุณไต้ซือ”
รอไม่นานก็มีเณรน้อยออกมาต้อนรับ และพาคนทั้งหมดไปยังที่พัก โดยเรื่องการบริจาคของจะเป็นหานเจินที่คอยจัดการ ส่วนนาง จินจินและบ่าวอีกส่วนหนึ่งเดินตามเณรน้อยเข้าไปในส่วนของที่พัก
ห้องพักที่นี่จะแบ่งชายหญิงออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ก็ยังสามารถเดินไปมาหากันได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย อันเหมยและจินจินก็เข้าไปไหว้พระขอพร
ภายในวิหารมีคนเข้าออกมากมาย ทว่ากลับสงบเป็นอย่างมาก นางตรงไปยังที่นั่งที่ว่างอยู่ และทำจิตใจให้สงบ ก่อนจะเริ่มท่องบทสวดตามที่ได้ถูกจัดเตรียมไว้ ส่วนจินจินที่รู้หนังสือเพียงไม่กี่คำ จึงทำได้เพียงนั่งรออย่างสงบ
หลังจากตงหานเจินจัดการเรื่องบริจาคของเรียบร้อยแล้ว ก็ให้บ่าวนำไปยังที่พัก เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง แต่เขาพบว่าแม้ที่นี่จะแบ่งที่พักชายหญิงเป็นสัดส่วน แต่ก็ยังสามารถไปหากันได้อย่างอิสระ จึงได้นึกเป็นห่วงคนที่จะต้องอาศัยอยู่ที่นี่ถึงเจ็ดวัน และคิดว่าจะทิ้งบ่าวที่ไว้ใจได้สักสองคน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นาง
ครั้นเมื่อสอบถามบ่าวที่มาพร้อมกับนางในตอนแรก ก็พบว่าตอนนี้นางได้เข้าไปไหว้พระขอพรด้านในวิหารแล้ว เขาจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นด้านนอกเพื่อรอเวลา
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ทางวัดก็จะจัดเตรียมอาหารมังสวิรัติมาให้แต่ละห้อง
จินจินออกมาจากวิหารก่อนเพื่อจัดการเรื่องอาหารให้ผู้เป็นนาย เพราะดูเหมือนว่าเจ้านายของนางจะตั้งใจสวดมนต์ขอพรจนลืมเวลา จึงเป็นหน้าที่ของนางที่ต้องดูแลในเรื่องนี้ แต่เมื่อมาถึงห้อง ก็พบเณรน้อยกำลังนำอาหารมาส่งให้พอดี นางจึงมอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นค่าตอบแทน พวกนางยังต้องอยู่ที่นี่อีกเจ็ดวัน จึงคิดที่จะผูกมิตรเอาไว้บ้าง
“จินจิน อันเหมยยังไม่ออกมาอีกหรือ” เมื่อเห็นว่าจินจินออกมาแล้ว ตงหานเจินจึงเข้าไปถามหาอันเหมยด้วยความเป็นห่วง ร่างกายของนางยังไม่แข็งแรงดี ไม่ควรที่จะฝืนร่างกายเช่นนั้น
“เจ้าค่ะ” นางตอบ แม้จะไม่พอใจคนผู้นี้เท่าใด แต่ก็ไม่อาจแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เพราะอย่างไรเขายังเป็นเจ้านายของนางอยู่
“เมื่อใดนางจะออกมา ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับนาง” เขาจะบอกนางเรื่องที่จะทิ้งบ่าวรับใช้เอาไว้สองคน เขาอยากจะถามความเห็นว่านางจะยอมตกลงหรือไม่
“บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ ตอนนี้ฮูหยินกำลังตั้งใจสวดมนต์อยู่”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น หลินอันเหมยก็เดินกลับมาที่ห้องพักพอดี นางเดินไปหยุดอยู่ระหว่างจินจินและหานเจิน และยังเป็นเช่นเดิม นางยังคงเลือกที่จะมองผ่านเขาไปราวกับไม่มีตัวตน
“จินจิน เจ้าไปสอบถามไต้ซือให้ข้าหน่อย หากข้าอยากจะคัดลอกบทสวดถวายวัดจะต้องทำเช่นไรบ้าง” พูดจบก็เดินเข้าไปด้านในห้องพัก โดยไม่สนใจอีกคนที่ยืนอยู่เลย
“เจ้าค่ะ”
หานเจินไม่คิดปล่อยให้อันเหมยเมินเฉยต่อตนเช่นนี้อีกต่อไป จึงตัดสินใจเข้าไปพูดคุยกับนางในห้องให้รู้เรื่อง
“อันเหมย เจ้าอย่าทำเช่นนี้ได้หรือไม่ เรามาคุยกันดี ๆ มิได้หรือ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมดอาลัย เขาไม่อยากจะให้นางเป็นเช่นนี้อีกต่อไป
อันเหมยยังคงนั่งนิ่ง ไม่ได้คิดที่จะหันไปสนใจเขา จะว่าไปก็เป็นนางที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างเขากับคนรัก แต่ถ้าเขาเลือกที่จะไม่เข้ามายุ่งกับนาง เหตุการณ์ต่าง ๆ คงไม่ต้องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ต่างคนต่างอยู่ เขาได้ใช้ชีวิตคู่กับคนรัก นางก็ใช้ชีวิตตามแบบของนาง
และที่สำคัญเหตุใดตอนนั้นเขาไม่ยืนกรานที่จะไม่แต่งงานกับนาง ปล่อยให้เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร หากวันนั้นเขายืนยันหนักแน่น ว่าไม่ตกลงแต่งงาน ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้ และนางก็ไม่ต้องมาพบเจอการสูญเสียเช่นนี้ นี่อาจเป็นกรรมของนาง ที่เข้ามาขวางวาสนาของทั้งสอง แต่ลูกของนางผิดอะไร จึงต้องมาถูกสตรีผู้นั้นทำร้ายเช่นนี้
และที่สำคัญเลยคือแม่เลี้ยงของนาง ที่คอยยุยงบิดาให้นางแต่งออกมา เพื่อที่จะดันบุตรของตนเองให้มีหน้ามีตา หากมารดาของนางยังอยู่ ชีวิตของนางคงจะดีกว่านี้
ทุกคนที่ผลักไสนางมาอยู่จุดนี้ มันจะต้องได้รับผลกรรมกับสิ่งที่ทำไม่เว้นแม้แต่คนสกุลหลิน ตอนเด็กนางใช้ชีวิตลำบากเพียงใด พวกมันจะต้องได้รับความลำบากมากกว่านาง!!
นางจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ หลังจากมารดาของนางจากไป บิดาก็รับสตรีผู้หนึ่งเข้ามา พร้อมกับบุตรที่อายุห่างจากนางไม่กี่ปี และจากนั้นชีวิตที่เคยมีความสุขของนางก็ได้หายไป ของที่เคยเป็นของนางก็ถูกแย่งไปจนหมด ยังดีที่พวกเขาไม่ได้เข้ามายุ่งกับสินเดิมของมารดานาง มิเช่นนั้นนางก็คิดไม่ออกว่าชีวิตของนางจะลำบากมากเพียงใด
ที่ผ่านมานางทนมามากพอแล้ว จากนี้นางจะไม่ขอทนให้ผู้ใดมาทำร้ายหรือเหยียบหัวนางได้อีก นางจะจัดการกับทุกคนที่เคยทำไม่ดีกับนางไว้
“อันเหมย ที่ผ่านมาข้าขอโทษที่ทำไม่ดีกับเจ้า” หานเจินพร่ำขอโทษหญิงสาวตรงหน้า หากวันนั้นเขาเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนาง ทุกอย่างก็คงจะดีกว่านี้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอันใดขึ้นจึงได้ทำเช่นนั้น จะว่าเพราะเมาก็มิใช่ แม้จะดื่มสุรามงคลมากไป แต่ก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง แต่เหตุใดเขาจึงไม่สามารถควบคุมตนเองได้
เสียงของชายหนุ่ม ทำให้หญิงสาวที่ตกอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวขึ้นมา นางหันไปมองหน้าเขาอย่างช้า ๆ สายตาของนางนั้นไร้ความรู้สึก จนทำให้เขาอดหวั่นใจไม่ได้
“จากนี้เราสองคนก็ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก เดิมทีมันก็สมควรที่จะเป็นเช่นนั้นตั้งแต่แรกแล้ว” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย ไม่ต่างจากสายตาที่ใช้มองเขาเลยแม้แต่น้อย
“แต่...” เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยอันใดเหมือนกัน เพราะที่นางเอ่ยมานั้นล้วนถูกทุกอย่าง คำคำนั้นก็เป็นเขาที่เอ่ยกับนางก่อนแต่งงาน และก็เป็นเขาเองที่ผิดคำพูด ไปยุ่งเกี่ยวกับนางก่อน
“ท่านพูดธุระของท่านมาเถิด” ในที่สุดนางก็ยอมพูดกับเขาดี ๆ เพราะคิดว่าเขาคงจะมีเรื่องที่ต้องพูดกับนางจริง ๆ จึงได้เป็นฝ่ายมาเอ่ยปากก่อนเช่นนี้
“ข้าจะทิ้งบ่าวเอาไว้ที่นี่สองคน ที่นี่ถึงจะแยกชายหญิงชัดเจน ก็ยังดูไม่ปลอดภัย” เขาบอกจุดประสงค์ของตนเอง วันนี้นางยอมพูดกับเขาก็ถือว่าดีแล้ว ยังมีเวลาอีกมากที่เขาและนางจะปรับความเข้าใจกัน และหวังว่าเขาและนางจะกลับมาเป็นเช่นเดิมได้
“ข้าแจ้งไต้ซือไปแล้วว่าจะอยู่ที่นี่สองคน ไต้ซือจึงเตรียมห้องเอาไว้เพียงห้องเดียว” วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสตรีที่ขึ้นมาไหว้พระขอพร ส่วนพวกบุรุษก็จะเพียงมาส่งแล้วค้างคืนเพียงคืนเดียวเหมือนพวกเขาเท่านั้น นางจึงไม่ได้มองว่ามันอันตรายอันใด
“เช่นนั้นข้าจะไปแจ้งไต้ซือ” เขารีบบอก เพราะกลัวว่านางจะปฏิเสธออกมา แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะหลังจากนั้นนางก็กลับมาเมินเฉยต่อเขาเหมือนเดิม เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร จึงได้แต่เดินออกจากห้อง แล้วไปแจ้งไต้ซือเรื่องที่บ่าวรับใช้จะอยู่ที่วัดต่ออีกสองคน