บทที่ 4
หลินอันเหมยกลับมาที่เรือนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ต่างจากสาวใช้ข้างกายที่มีท่าทีร้อนรนยิ่งนัก เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นข้างบ่อน้ำ อย่างไรก็ต้องมีคนรายงานต่อคุณชายเป็นแน่ และแน่นอนว่าคนที่ผิดคงหนีไม่พ้นเป็นเจ้านายของนาง
“ฮูหยิน เราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้
“ไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่ให้ผู้ใดมาทำร้ายเจ้าเด็ดขาด” นางยื่นมือไปลูบหัวสาวใช้อย่างต้องการปลอบประโลม เรื่องนี้นางจะเป็นคนรับผิดทั้งหมดเอง ถึงแม้บอกความจริงไป ก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อนางอยู่ดี
และก็เป็นไปตามที่นางคาดการณ์[w1] เอาไว้ ตงหานเจินได้ส่งคนมาตามนางไปที่เรือนพุดตานของลู่จิน
“ฮูหยิน คุณชายให้มาเชิญที่เรือนพุดตานขอรับ” บ่าวรับใช้ร่างใหญ่หลายคนถูกใช้ให้มาเรียกอันเหมย จะเรียกว่าเชิญก็ไม่เชิงนัก เรียกว่ามาพาตัวไปยังจะดีกว่า
“ฮูหยิน นี่ใช่มาเชิญเสียเมื่อไหร่” จินจินได้แต่บ่นกับเจ้านายเบา ๆ ไม่กล้าที่จะเอ่ยออกมาตรง ๆ เพราะตนก็หวาดกลัวคนพวกนี้ไม่น้อย
“ช่างเถิด” นางบอกกับสาวใช้เบา ๆ ก่อนจะเดินนำคนทั้งหมดตรงไปที่เรือนพุดตาน เรื่องนี้อย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเดินมาถึงเรือนพุดตานก็พบว่าบ่าวรับใช้ทั้งชายหญิงต่างพากันมานั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ที่ประตูเรือน นางเดาได้ทันทีว่าคนเหล่านี้ล้วนอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุอย่างแน่นอน
“คุณชาย ฮูหยินมาแล้วขอรับ” บ่าวที่ตามนางมา เข้าไปรายงานชายหนุ่มที่อยู่ในห้อง
สองนายบ่าวหันมองหน้ากันน้อย ๆ ก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใบหน้าของนางยังคงเรียบนิ่งเฉกเช่นทุกวัน ทุกคนในจวนนี้ยังไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขจากอันเหมยเลยสักคน แม้แต่ผู้เป็นสามีก็ตาม
ทันทีที่ตงหานเจินออกมาจากเรือน ก็เอ่ยปากถามเรื่องที่เกิดขึ้น “บ่าวรับใช้ต่างก็บอกว่าเจ้าอยู่กับจินเอ๋อร์ในยามที่เกิดเหตุ”
เขามองใบหน้าที่นิ่งเฉยของนางด้วยความไม่พอใจ ในทุก ๆ วัน นางจะแสดงสีหน้าเช่นนี้เสมอ ไม่เคยยิ้มหรือแสดงสีหน้าอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย
“ใช่” นางตอบไปตามตรง เรื่องนี้อย่างไรก็ไม่อาจตอบเป็นอื่นไปได้ เพราะทุกคนล้วนเห็นว่านางและลู่จินออกมาเดินเล่นด้วยกัน
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น ทุกคนต่างได้ยินว่ามีเสียงทะเลาะกันเกิดขึ้น” เขาถามเสียงกดต่ำ พยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ฉุนเฉียวไปมากกว่านี้
“เหตุใดท่านไม่ถามคนรักของท่านดูเล่าว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เพราะถึงข้าบอกว่าจริงไปท่านก็คงจะไม่เชื่อข้าอยู่ดี” นางยังคงน้ำเสียงเรียบนิ่งเอาไว้ ท่าทีของนางเมินเฉยราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
“ทุกคนต่างก็บอกว่าเจ้าเป็นคนผลักจินเอ๋อร์ลงไปในน้ำ” น้ำเสียงของเขากระด้างขึ้นหลายส่วน มีพยานหลายคนที่เห็นกับตาว่านางเป็นคนผลักลู่จิน เขาอยากจะรู้นักว่านางจะแก้ตัวว่าอย่างไร
“ข้ามิได้ทำ” นางยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สุดท้ายแล้วแม้ว่าเขาจะไม่เชื่อคำพูดของนางและสั่งลงโทษนางที่ทำให้คนรักของเขาเกือบตาย แต่ก็ขอให้นางได้ยืนยันความบริสุทธิ์ของตน
“เช่นนั้นเจ้าก็เล่ามาว่าเกิดอันใดขึ้น” เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านางจะหาทางแก้ตัวให้ตัวเองอย่างไร เพราะบ่าวรับใช้หลายคนต่างก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เขาฟังหมดแล้ว
“จำเป็นด้วยหรือ ในเมื่อท่านเชื่อไปแล้วว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของข้า” นางย้อนถามหน้าตาเฉย ก่อนจะยกยิ้มอย่างนึกสมเพชตนเอง ชีวิตนี้ของนางเหมือนถูกสาปไม่ให้พบกับความสุข ต้องอยู่อย่างทุกข์ทนเช่นนี้ไปชั่วชีวิต
หานเจินที่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกแปลก ๆ จู่โจมเข้ามาในหัวใจ
“เจ้าก็อธิบายมาสิว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด และมองนางด้วยสายตาจริงจัง
“นางทำตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับข้า” น้ำเสียงของนางไร้ความรู้สึกไม่ต่างจากใบหน้าของนาง ใบหน้าของนางเชิดขึ้นน้อย ๆ อย่างถือดี
“แต่มีคนเห็นว่าเจ้าผลักนางลงไปในน้ำ” เขายังย้ำคำเดิม ทุกคนล้วนต่างก็เอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นนางสองคนทะเลาะกัน แล้วลู่จินก็ตกลงไปในน้ำ หากไม่ใช่ฝีมือของนางจะเป็นฝีมือผู้ใด จะว่านางเป็นคนทำตัวเองเช่นนั้นหรือ
“หึ” หญิงสาวหัวเราะออกมาในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างถือดี “จะลงโทษก็ลงโทษเถิด ข้าพูดไปอย่างไรท่านก็ไม่เชื่อข้าอยู่ดี”
“เจ้า!!” ยิ่งได้เห็นท่าทีนิ่งเฉยของนาง ก็ยิ่งทำให้เขาโมโหขึ้นไปอีก ขอเพียงนางเอ่ยความจริงออกมาเท่านั้น เขาก็พร้อมที่จะรับฟัง
“เรื่องนี้สาวใช้ของข้าไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าทั้งหมด” นางไม่คิดจะร้องขอความเมตตาให้ตนเองเลยแม้แต่น้อย
หานเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก หากนางรู้สึกผิดต่อเรื่องที่ตนเองทำลงไปเสียหน่อย เขาก็อาจจะมอบความเมตตาให้นางบ้าง
“เห็นแก่ที่เจ้ากำลังตั้งท้องบุตรของข้า ข้าจะลงโทษเจ้าสถานเบาไปก่อน หากเกิดเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ไว้หน้าของเจ้าแม้แต่น้อย” พูดจบก็หันไปออกคำสั่งกับบ่าวรับใช้ “พานางไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ห้องบรรพชน งดน้ำ งดอาหารหนึ่งวัน แล้วกักบริเวณเป็นเวลาหนึ่งเดือน”
น้ำเสียงของเขาเฉียบขาด บ่าวรับใช้ต่างพากันทำตามอย่างเคร่งครัด พาตัวฮูหยินของจวนไปที่ห้องบรรพชน
“จินจิน ไม่ต้องตามไป กลับไปรอที่เรือน” ก่อนจะเดินไป นางหยุดพูดกับสาวใช้ครู่หนึ่ง แล้วเดินนำเหล่าบ่าวรับใช้ไปที่ห้องบรรพชน ไม่ได้คิดที่จะหันกลับไปมองข้างหลังอีก
หลินอันเหมยนั่งคุกเข่าอยู่ที่ห้องบรรพชนทั้งคืน อาหารหรือแม้แต่น้ำสักหยดก็ไม่ตกถึงท้อง นางก็ได้แต่ก้มหน้ารับความอัปยศนี้เอาไว้ ตอนนี้ร่างกายของนางอ่อนแรงเป็นอย่างมาก แต่นางก็ต้องกัดฟันฝืนทนเอาไว้ นางไม่คิดที่จะร้องขอความเมตตาจากคนผู้นั้นเด็ดขาด
นางจิกเล็บลงที่ฝ่ามือแรง ๆ เพื่อเป็นการเรียกสติตัวเองไม่ให้สลบไป ตอนนี้นางกำลังตั้งครรภ์ จึงต้องการการพักผ่อนเป็นอย่างมาก ยิ่งไม่ได้กินอาหาร ก็แทบจะไม่มีแรง ยืนหยัดมาได้ถึงตอนนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
จินจินที่ถูกไล่ให้กลับไปรอที่เรือนก็ไม่วางใจ เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องทั้งคืน จนไม่ได้หลับได้นอนเช่นกัน เมื่อถึงเวลา นางก็รีบตรงไปรับผู้เป็นนายที่ห้องบรรพชนทันที
ครั้นเมื่อเห็นเจ้านายเดินออกมาด้วยสภาพที่อิดโรยก็แทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“ฮูหยิน” น้ำเสียงสลดใจถูกเปล่งออกมา ตั้งแต่อยู่กับคุณหนูมา แม้ตระกูลหลินจะมิใช่ตระกูลที่ร่ำรวย แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้คุณหนูของนางต้องมีสภาพเช่นนี้มาก่อน ถึงแม้จะไม่ได้รับการดูแลที่ดี แต่ก็ไม่เคยให้อดข้าวอดน้ำทั้งวันแบบนี้
“พาข้ากลับเรือนเถิด” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโรยแรง ปล่อยให้สาวใช้เดินประคองกลับเรือน นางนั่งคุกเข่าทั้งคืนจนตอนนี้แทบจะก้าวเท้าไม่ออก
“ระวังนะเจ้าคะ” จินจินเอ่ยบอกเจ้านายด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง และประคองกันเดินกลับเรือนของตนเองด้วยความห่วงใย “ไม่เห็นต้องลงโทษกันหนักถึงเพียงนี้ จะอย่างไรฮูหยินก็กำลังตั้งท้องอยู่ หากเป็นอันใดไปจะว่าอย่างไร”
จินจินอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ ตอนนี้ร่างกายของคุณหนูต้องการอาหารและการพักผ่อน เหตุใดจึงไม่เห็นใจกันเลย
เมื่อมาถึงเรือน จินจินก็พาอันเหมยตรงไปนั่งลงที่เตียง แล้วรีบไปรินน้ำชามาอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ว่าเจ้านายคงจะกระหายน้ำ เพราะไม่ได้ดื่มน้ำกินอาหารตั้งแต่เมื่อคืน
“ฮูหยินดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ” นางยื่นถ้วยชาให้เจ้านาย
“ขอบคุณเจ้ามาก” นางยิ้มให้สาวใช้ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มเพื่อดับกระหาย
จินจินเดินไปหยิบถ้วยโจ๊กที่เตรียมเอาไว้มาให้เจ้านาย นางได้เตรียมของพวกนี้เอาไว้รอผู้เป็นนาย เพราะไม่ได้รับประทานอะไรมาทั้งวัน ต้องรับประทานอาหารอ่อน ๆ เท่านั้น
“โจ๊กเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าเจ้านายยังคงนั่งนิ่ง นางจึงยกเรื่องบุตรในครรภ์มาเป็นข้ออ้าง “หากไม่รับประทานคุณชายที่อยู่ในท้องจะหิวเอานะเจ้าคะ”
อันเหมยยังคงนั่งนิ่ง ตอนนี้นางอยากจะนอนเป็นอย่างมาก ไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย
“ข้าไม่หิว” นางปฏิเสธและเตรียมตัวจะล้มลงนอน ทว่าก็ถูกสาวใช้ห้ามเอาไว้ก่อน
“เช่นนั้นก็ดื่มน้ำแกงไก่หน่อยนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็เดินไปหยิบน้ำแกงไก่ที่นางตั้งใจทำมาให้ “นี่บ่าวลงมือทำเองเลยนะเจ้าคะ ฮูหยินดื่มสักหน่อยนะเจ้าคะ”
รอบนี้ไม่ว่าเปล่า ตักน้ำแกงแล้วยื่นไปให้ผู้เป็นนาย หญิงสาวที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงได้ดื่มน้ำแกงที่สาวใช้ป้อนไปหลายคำ หลังจากนั้นก็หลับไปอย่างง่ายดายด้วยความอ่อนเพลีย
ตงหานเจินนั่งเฝ้าคนรักอยู่ทั้งคืน เขาไม่หลับไม่นอนเพราะกลัวว่าคนที่นอนอยู่ตรงหน้าจะเป็นอันใดไป แม้หมอจะยืนยันแล้วว่านางไม่ได้เป็นอันใด เขาก็ไม่อาจวางใจ
แต่ทว่าลึก ๆ ในใจเขากลับรู้สึกห่วงคนที่อยู่ในห้องบรรพชนมิได้ ตั้งแต่แต่งลู่จินเข้ามา เขาก็ไม่ได้ไปหาอันเหมยอีกเลย มีเพียงครั้งเดียวที่เขาเมาแล้วไม่อาจห้ามใจตัวเอง จึงได้ไปหานางที่เรือนหนึ่งครั้ง จากนั้นก็มิได้ไปหานางอีกเลย ทว่าเป็นเช่นนี้ก็สมควรแล้วมิใช่หรือ เหตุใดเมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาต้องรู้สึกแปลก ๆ ในอกด้วยเล่า
แต่ก่อนที่จะได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเองไปมากกว่านี้ หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงก็ขยับตัวอย่างช้า ๆ
“อือ...” หญิงสาวครางออกมาเบา ๆ เปลือกตาค่อย ๆ ขยับขึ้นช้า ๆ ภาพแรกที่นางเห็นก็คือ สามีของนางนั่งอยู่ข้าง ๆ เตียง “ท่านพี่”
“จินเอ๋อร์ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง” เขาเอ่ยถามอย่างห่วงใย พลางประคองนางให้ลุกขึ้นนั่งอย่างรักใคร่
“ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใคร่จะดี เมื่อวานนางตั้งใจจะแกล้งทำเป็นตกน้ำเฉย ๆ แต่ใครจะรู้ว่าบ่าวโง่พวกนั้นจะไม่ยอมลงไปช่วยนางจนนางเกือบจะจมน้ำลงไปจริง ๆ หากไม่ได้หานเจินมาช่วยเอาไว้ได้ทัน นางคงได้ตายไปจริง ๆ
“มาเถิด มาดื่มน้ำก่อน” เขารีบเดินไปรินน้ำชามาให้คนรัก
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ เขามักจะใส่ใจนางเช่นนี้เสมอ แล้วเช่นนี้จะให้นางไม่รักเขาได้อย่างไร รักมากจนต้องยอมแต่งเข้ามาเป็นภรรยารองเช่นนี้
“ข้าจะเรียกอ้ายฉิงมาปรนนิบัติเจ้า” พูดจบก็เดินออกไปเรียกสาวใช้ข้างกายของนางเข้ามาดูแลนางต่อ