หลินอันเหมยนั่งเหม่อมองในห้องของตนเองด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง จากวันนี้ก็นับเป็นเวลาเกือบปีแล้วที่นางแต่งเข้ามาในสกุลตง และวันนี้ก็เป็นวันที่เขาแต่งภรรยารองเข้ามา ตงหานเจินสามีของนางตั้งตารอให้วันนี้มาถึงอยู่ทุกวี่ทุกวัน เขาอยากใช้ชีวิตคู่กับคนรักของเขา ซึ่งคนคนนั้นมิใช่นาง
นางยังจำวันที่แต่งงานกับเขาได้ดี คำพูดร้าย ๆ ที่เขาต่อว่า ทั้งคำดูถูกเหยียดหยาม นางก็พยายามเข้าใจเขามาโดยตลอด ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปแทนที่คนรักของเขาแม้แต่น้อย ทว่าเขาก็ยังมีท่าทีเมินเฉย เย็นชาต่อนางเสมอมา ไม่ว่านางจะพยายามทำตัวเป็นภรรยาที่ดีเพียงใด เขาก็ไม่เคยเห็นค่าของมันเลยแม้แต่น้อย
เขาจะมาที่เรือนของนางยามที่เมาสุราเท่านั้น เขาทั้งรุนแรงทั้งก้าวร้าวทุกครายามที่ร่วมเตียงกับนาง ไม่เคยอ่อนโยนกับนางเลยสักครั้ง และในทุกครั้งเขาจะตอกย้ำกับนางด้วยคำพูดที่เจ็บปวด
ยิ่งช่วงแรก ๆ ที่นางแต่งเข้ามา เจียวลู่จินคนรักของเขาตัดขาดความสัมพันธ์ เพราะรับไม่ได้ที่จะต้องแต่งเข้ามาเป็นภรรยารอง เขาก็ยิ่งนำความเสียใจของตนเองแปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น แล้วนำความแค้นนั้นมาระบายที่นาง
“ฮูหยิน” จินจินเอ่ยเรียกเจ้านายด้วยน้ำเสียงเป็นทุกข์ ตั้งแต่แต่งเข้ามาในจวนนี้ คุณหนูที่เคยสดใสของนางก็แปรเปลี่ยนไปทันตา เปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยและพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง เพราะที่จวนนี้ทุกคนต่างก็พากันใจร้ายต่อคุณหนูของนางเป็นอย่างมาก แม้แต่บ่าวไพร่ก็ไม่เคารพเจ้านายของนาง เพียงเพราะไม่เป็นที่โปรดปรานของคุณชาย ยิ่งแต่งคุณหนูเจียวเข้ามาเช่นนี้ เจ้าคนพวกนั้นจะไม่ยิ่งกำเริบเสิบสานไปมากกว่านี้หรือ
“หืม?” หญิงสาวที่ได้ยินเสียงสาวใช้เรียก ก็ได้หลุดออกจากภวังค์ความคิดของตนเอง
“มีอันใดหรือ” เสียงหวานราวน้ำผึ้งถูกเปล่งออกมา นางยกยิ้มน้อย ๆ ให้สาวใช้คนสนิท จินจินติดตามนางมาตั้งแต่เด็กและเป็นเพียงคนเดียวที่ยอมติดตามนางมาที่จวนสกุลตง
“มารับประทานอาหารเถิดเจ้าค่ะ อาหารจะเย็นหมดแล้ว” นางเอ่ย พร้อมกับมองไปที่อาหารอย่างถอดถอนใจ อาหารที่ถูกจัดมาที่เรือนฮูหยินของคุณชายนั้นย่ำแย่กว่าอาหารของสาวใช้เสียอีก น้ำแกงจืด ๆ ผัดผักเน่า ๆ เนื้อเพียงไม่กี่ชิ้น ยังดีที่คุณหนูของนางมีสินเดิมติดตัวมามากหน่อย มิเช่นนั้นคงจะลำบากกว่านี้อย่างแน่นอน
“อาหารพวกนั้นน่ะ เอามันไปทิ้งเสียเถิด กินมิได้หรอก” นางถอนหายใจออกมาน้อย ๆ แล้วเดินไปหยิบเงินให้สาวใช้จำนวนหนึ่ง “เจ้าเอาเงินนี่ไปซื้ออาหาร ซื้อมามากหน่อยแบ่งสาวใช้ในเรือนด้วย”
ในหนึ่งวันนางจะให้จินจินออกไปซื้ออาหารมาเก็บไว้ เพราะอาหารที่ได้มานั้นไม่เพียงพอต่อที่ร่างกายต้องการ นางจึงต้องเอาเงินส่วนตัวไปซื้ออาหารจากด้านนอกมากิน
“คุณหนู ทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ เงินเราก็หมดลงทุกวัน สกุลตงก็ไม่เคยให้เงินเราสักอีแปะ” นางบ่นออกมา อย่างไรเจ้านายของนางก็นับเป็นเจ้านายของจวนนี้เหมือนกัน ทำเช่นนี้จะไม่เป็นการรังแกกันเกินไปหรอกหรือ
“มิเป็นไร ไปเถิด” ยังดีว่ามารดาทิ้งสินเดิมเอาไว้ให้มาก หากอยู่แบบประหยัดก็สามารถอยู่ไปได้อีกหลายปี
“เจ้าค่ะ” จินจินที่ไม่สามารถห้ามปรามเจ้านายได้ ก็รีบออกไปซื้ออาหารมาตุนเอาไว้
อันเหมยเมื่อเห็นว่าสาวใช้ออกไปจนลับสายตาแล้ว ก็หันไปเหม่อมองที่นอกหน้าต่างเช่นเดิม นางถอนหายใจออกมาเบา ๆ อีกครั้ง นางไม่รู้ว่านางจะต้องทนต่อสถานการณ์นี้ไปถึงเมื่อใด นางมิได้ต้องการอันใดมากมาย ความรักของหานเจินนางก็ไม่ต้องการ นางต้องการเพียงให้เขาปฏิบัติกับนางดีกว่านี้หน่อย อย่างน้อยก็ปฏิบัติกับนางเหมือนน้องสาวผู้หนึ่งก็ได้
รุ่งเช้าหญิงสาวตื่นขึ้นมาตามปกติ แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือเรือนที่เคยเงียบเหงามานานของนางกลับมีคนมาเยี่ยมเยียนแต่เช้า
“คารวะพี่หญิง” เจียวลู่จินเอ่ยทักทายภรรยาคนแรกของสามี ใบหน้าของนางยิ้มแย้ม แม้ในใจจะรู้สึกเกลียดชังมากเพียงใดก็ตาม สตรีผู้นี้แย่งตำแหน่งที่ควรจะเป็นของนางไป นางไม่มีทางยอมอยู่เฉยอย่างเด็ดขาด คอยดูเถิดว่านางจะทำอันใดได้บ้าง
“น้องหญิง” หลินอันเหมยเผยยิ้มออกมาน้อย ๆ และรินน้ำชาให้หญิงสาวที่มาเยี่ยมเยียนถึงเรือน
“เมื่อคืนก่อนท่านพี่เคี่ยวกรำข้าตลอดทั้งคืนจนเกือบรุ่งสาง ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน” นางหัวเราะคิกคัก แสร้งทำเป็นเขินอาย กล่าวว่า “พี่หญิงไม่ได้ปรนนิบัติเขาให้ดีหรือ”
หญิงสาวที่ได้ยินแบบนั้นก็ชะงักไป เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าเขาเป็นเช่นไร คืนก่อนที่จะแต่งงานเขายังมาหานางที่ห้องอยู่เลย ร่องรอยที่เขาทำเอาไว้ก็ยังไม่หายดี หญิงสาวไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา ทำเพียงแค่ฝืนยิ้มส่งไปให้อีกฝ่ายเท่านั้น
“ตายจริง!! ข้าไม่น่านำเรื่องน่าอายเช่นนี้มาเล่าให้พี่หญิงฟังเลยนะเจ้าคะ” นางแสร้งทำหน้ารู้สึกผิดออกมา แววตาของนางเต็มไปด้วยความสงสาร หารู้ไม่ว่าสามีที่ตนรักนักรักหนา หาได้เป็นเช่นที่คิดเอาไว้ไม่
นางได้แต่คิดว่าเขาไม่มีทางที่จะแตะต้องสตรีผู้นี้อย่างแน่นอน เพราะเขาก็คงเกลียดชังคนผู้นี้ไม่ต่างจากนาง ไม่มีทางที่จะทำอันใดเป็นแน่
ทั้งคู่คุยกันต่ออีกสักพัก ก่อนจะแยกย้ายกันไป โดยที่ลู่จินให้เหตุผลว่าตนนั้นอ่อนเพลีย ต้องการจะกลับไปพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย หญิงสาวเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข เพราะสามารถทำให้อีกฝ่ายแสดงสีหน้าเช่นนั้นออกมาได้ อีกฝ่ายจะได้รู้สักทีว่าผู้ใดเป็นว่าที่นายหญิงของจวนอย่างแท้จริง
อันเหมยมองตามลู่จินไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ตั้งแต่ต้นจนจบ เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอันใด คงต้องการประกาศให้นางรู้กระมังว่าตนเองเป็นคนที่เขารักจนหมดหัวใจ
แล้วผู้ใดสนกัน นางมิได้ต้องการหัวใจของเขาเสียหน่อย นางต้องการเพียงชีวิตที่สงบเงียบและเรียบง่ายเท่านั้น ไม่ต้องการที่จะวุ่นวายกับผู้ใด แต่ดูเหมือนสิ่งที่นางต้องการจะไม่ง่ายเสียแล้ว
วันนี้เป็นวันครอบครัว ในหนึ่งเดือนคนสกุลตงจะมารับประทาน[w1] อาหารร่วมกัน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางและลู่จินจะพบหน้ากันยามที่มีคนอื่นอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อีกฝ่ายก็มักจะแวะเวียนมาหานางอยู่บ่อยครั้ง เล่าเรื่องของตงหานเจินว่าเขาใส่ใจตนมากเพียงใด แต่นางก็พยายามไม่เก็บมาใส่ใจ อย่างไรเขาสองคนก็รักกันมาก่อน จะแสดงความรักต่อกันก็ไม่เห็นจะแปลกอันใด
รอจนทุกคนมากันพร้อมหน้า ก็พากันลงมือรับประทานอาหารเงียบ ๆ แต่ก็มีการพูดคุยกันบ้างประปราย เพราะเหตุที่นัดกันมากินข้าวร่วมกันเดือนละครั้งก็เพราะต้องการรู้เรื่องความเป็นไปของคนในครอบครัว
“เหมยเอ๋อร์ เมื่อใดจะมีหลานให้พวกเราอุ้มสักที อย่าให้จินเอ๋อร์ที่แต่งเข้ามาทีหลังนำหน้าไปก่อนเล่า” ตงปิงฉานเอ่ยออกมาอย่างขบขัน นางก็แต่งเข้ามาเกือบปีแล้ว สมควรจะมีทายาทคนแรกของตระกูลได้แล้ว เขาจะได้วางใจได้เสียที
สามคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่างพากันชะงักไปทันทีที่ได้ยินคำพูดของผู้เป็นนายท่านของจวน ลู่จินหันไปมองคนที่นั่งข้าง ๆ ตนอย่างเชื่องช้าด้วยสายตาที่มีประกายแข็งกร้าว นี่มิใช่ว่าทั้งสองเข้าหอกันไปแล้วหรอกนะ
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวก้มหน้าลงน้อย ๆ เพื่อซ่อนใบหน้าที่ยากจะคาดเดาของตนเอง ทว่าคนอื่น ๆ ที่มองเห็นนั้นต่างก็เข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่านางนั้นกำลังเขินอายอยู่
ลู่จินวางตะเกียบในมือทันที เช่นนี้สิ่งที่นางคาดเดาในตอนแรกก็เป็นจริงสินะ ความอยากอาหารในตอนแรกหายไปจนหมด นางไม่คิดว่าเขาจะทำเช่นนี้กับนาง
“เจ้าก็รีบมีหลานให้ข้าเสียที” ยังไม่วายที่ปิงฉานจะหันไปย้ำกับบุตรชายอีกครั้ง
“ขอรับ” หานเจินตอบรับเบา ๆ พร้อมกับหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาที่รู้สึกผิด
ฝูฮุ่ยเหอที่เห็นว่าสถานการณ์ระหว่างบุตรชายและสะใภ้คนโปรดไม่ค่อยจะดี จึงได้เอ่ยขึ้นแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้น
“ข้าว่าบุตรชายคนแรกของอาเจินต้องเป็นบุรุษแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ และเกิดจากจินเอ๋อร์อย่างแน่นอน เพราะอาเจินทั้งรักและเอาใจใส่นางเพียงนั้น” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้ม มิได้คิดสนใจความรู้สึกของสะใภ้ที่แต่งเข้ามาคนแรกเลยแม้แต่น้อย ใครจะไปสนใจกัน นางไม่ได้อยากได้สตรีผู้นี้มาเป็นสะใภ้เสียหน่อย เหตุใดต้องใส่ใจด้วย
“ท่านแม่” ลู่จินได้แต่พูดปนยิ้มแล้วก้มหน้าลงอย่างเขินอาย ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว ยังมีแม่สามีที่พร้อมอยู่ข้าง ๆ นางเสมอ
“ไม่ต้องอาย คนทั้งเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าพวกเจ้าทั้งสองรักกันมากเพียงใด” ฮุ่ยเหอไม่วายที่จะเอ่ยกระทบและปรายตามองสตรีอีกคนอย่างไม่ชอบใจ หากไม่มีสตรีผู้นั้นจินเอ๋อร์ของนางก็คงได้แต่งเป็นภรรยาเอกไปแล้ว
“เจ้าค่ะ” นางรับคำแล้วลงมือกินอาหารต่อ ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไปสนิท
คนทั้งหมดลงมือรับประทานอาหารกันต่อและพูดถึงเรื่องอื่น ๆ กันอีกนิดหน่อยก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่เรือนของตนเอง