บรรยากาศชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ สาวน้อยขยับตัวอย่างอึดอัดเพราะทำตัวไม่ถูก เมื่อต้องอยู่กันตามลำพังสองต่อสอง ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายที่ยิ้มกริ่มอยู่ในใจ ก็ใครจะไปคิดว่าอยู่ดีๆ ก็ได้โอกาส โดยที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย
“จำพี่ได้ใช่ไหม ที่เราเจอกันเมื่อคืน” ชายหนุ่มถามขึ้นมาลอยๆ เพื่อเตือนความทรงจำของเวนิชชา เพราะเธอทำเหมือนเพิ่งเคยเจอเขาเป็นครั้งแรก
ใบหน้าเรียวเล็กค่อยๆ พยักขึ้นลงช้าๆ แทนคำตอบ ทว่าสายตาจดจ่ออยู่กับจานเปล่าตรงหน้า ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากพูดอยากคุยกับเขา
เบญจมินทร์ไม่ได้รู้สึกแย่หรือหมดความมั่นใจไป แต่การที่เธอเมินเขากลับเป็นการกระตุ้น ท้าทายให้คาสโนว่าตัวพ่อ อยากเข้าหาและเข้าถึงภายในจิตใจของเธอให้มากกว่านี้
“ชอบกินบะหมี่ร้านเฮียอ้วนเหรอ” ชายหนุ่มพยายามชวนคุย ทว่าเธอก็เอาแต่พยักหน้าตอบ จนเขารู้สึกเหมือนกำลังคุยอยู่กับกำแพง ตะโกนไปให้ตายก็ไม่มีอะไรสะท้อนกลับมา
“ทำไมออกไปดึกๆ คนเดียว ไม่กลัวเหรอ”
คราวนี้เธอส่ายหน้า ดูแล้วเหมือนหุ่นยนต์โรบ็อท ถึงแม้จะรู้สึกขำแต่ชายหนุ่มก็ต้องกลั้นยิ้มเอาไว้ เขารู้สึกว่าเธอน่ารักดี แต่หน้าหวานๆ ดูเป็นคนเรียบร้อยและไม่ค่อยทันคน คงไม่ยอมให้ใครหลอกได้ง่ายๆ แน่
“เธอโกรธหรือไม่พอใจอะไรพี่รึเปล่า”
“เออ มะปรางขอตัวไปดูอินทุ์ก่อนนะคะ” เวนิชชาเมินในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด นอกจากจะไม่สนใจคำถามเขาแล้ว ก็ยังทำท่าจะลุกหนีไปอีก แต่ก็โดนพูดดักคอไว้ก่อนจึงยังไม่ได้ลุกไปไหน
“ใจร้ายจัง พี่ถามไปตั้งหลายคำถาม ไม่คิดจะตอบสักคำเลยเหรอ” เบญจมินทร์ตัดพ้อ พลางยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบ ทว่าสายตายังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าสวยหวาน
“คะ” เวนิชชาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่นั่งตรงข้ามโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วจึงก้มหน้าลงไปพลางแอบชำเลืองไปที่ประตูทางออก ด้วยความกระวนกระวายใจ รอคอยว่าเมื่อไหร่อรอินทุ์จะกลับมา
“อย่าทำหน้าเหมือนจะวิ่งหนีพี่ออกไปอย่างนั้นสิ พี่ไม่ได้จะกินเธอซะหน่อย” เบญจมินทร์แกล้งพูดเย้าอีกฝ่าย
ยิ่งเธออยากจะหนีจากเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากอยู่ใกล้เธอมากเท่านั้น จะมีทางไหนที่เขาจะเอาชนะใจเธอได้บ้าง
“พี่มินกินมะปรางไม่ได้หรอกค่ะ มะปรางไม่ใช่อาหารซะหน่อย” เวนิชชาพูดสวนเขากลับไปด้วยสีหน้าซื่อๆ และไม่ทันคิดด้วยว่าสิ่งที่ชายหนุ่มพูดเป็นเพียงมุขเท่านั้น
เบญจมินทร์ถึงกับอมยิ้มเมื่อได้ยินเธอตอบกลับมาเช่นนั้น ยัยเด็กน้อยเอ๊ย ยิ่งได้พูดคุยกัน เธอก็ยิ่งเป็นคนที่น่าสนใจ แบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
“กินไม่ได้เหรอ นึกว่ามะปรางเป็นผลไม้ที่กินได้ซะอีก”
“อ่อ…" สาวน้อยทำหน้าเหมือนคิดอะไรออก และเผลอยิ้มออกมา
รอยยิ้มของเธอทำหัวใจเขาสั่นสะท้าน นัยน์ตาสีดำเข้มจัดเป็นประกายสดใส สะกดสายตาและตรึงเขาเอาไว้ เรียวปากบางกำลังร่ายมนตร์ใส่ ทำเขาตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ
"มะปรางที่เป็นผลไม้ ทานได้นะคะ”
“ตกลงว่าทานได้หรือไม่ได้”
“ได้สิค่ะ ที่บ้านมะปรางก็ปลุกไว้หลายต้นเลยค่ะ”
“แล้วบ้านอยู่แถวไหน”
“นครนายกค่ะ”
“ก็พูดเก่งดีนี่ หรือที่จริงเธอไม่อยากพูดกับพี่”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ" สาวน้อยโบกมือปฏิเสธเป็นพันลวัน
"เธอรังเกียจพี่ใช่ไหม"
"เข้าใจผิดแล้วค่ะ"
"แล้วเพราะอะไรกัน"
สาวน้อยถึงกับถอนหายใจ เมื่อโดนยิงคำถามแบบรัวๆ เขาเป็นคนที่แปลกมาก ทำไมถึงอยากรู้เรื่องเธอหนักหนา ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแต่ทำไมถึงพูดเหมือนสนิทกันได้อย่างสบายใจ
"พี่มินคุยแบบนี้กับทุกคนรึเปล่าคะ"
คนที่กำลังยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่มถึงกับสำลักน้ำ สาวน้อยรีบดึงทิชชูส่งให้ แต่ชายหนุ่มยังไม่หยุดไอ
"แคร่กๆๆๆๆ "
เวนิชชารีบลุกแล้วเดินอ้อมโต๊ะไปลูบหลังให้เขาด้วยความตกใจ เพราะเขาไอไม่หยุดเธอจึงเข้าไปช่วยโดยที่ไม่ได้คิดอะไร
"ค่อยๆ หายใจนะคะ … ดีขึ้นไหมคะ"
"อืม" ฝ่ามือบางลูบปรอยๆ อยู่บนแผ่นหลังของเขา เบญจมินทร์รู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แล่นเข้ามาสู่หัวใจ
"ทำอะไรกันอ่ะ" อรอินทุ์เข้ามาขัดจังหวะและทันเห็นเหตุการณ์ หญิงสาวมองหน้าเพื่อนตัวเองและเพื่อนของพี่ชาย สลับกันไปมาด้วยความสงสัย แล้วความคิดบางอย่างก็ทำให้เกิดความระแวงขึ้นในใจ
เวนิชชาลดมือลงข้างตัวแล้วรีบเดินกลับไปนั่งที่เดิม เมื่ออรอินทุ์ทำหน้าปลามให้หยุดการกระทำนั้นซะ
"ไม่มีอะไรหรอก พี่กินน้ำเข้าไปแล้วสำลัก เพื่อนเราเลยเข้ามาช่วยลูบหลังให้"
"มะปรางขอโทษด้วยนะคะ ลืมตัวไปหน่อย พอดีคุณพ่อชอบสำลักบ่อยๆ เลยติดมาน่ะค่ะ"
"อ่อ เป็นอย่างนั้น พี่ก็นึกว่าเสือแถวนี้มันคิดจะแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรซะอีก" ธนาธิปสบตากับเพื่อนอย่างรู้ทัน
"แถวนี้มีเสือด้วยเหรอคะ" เวนิชชาถามพาซื่อแล้วหันมองไปรอบตัวด้วยความตื่นเต้น
"เอ่อ...พี่แค่เปรียบเทียบเฉยๆ ไม่ได้หมายถึงเสือจริงๆ หรอก พี่พูดเล่นน่ะ"
"อ่อค่ะ แล้วอินทุ์ล้างซอสออกหมดไหม"
"ไม่ค่อยออก คงต้องรีบกลับเอาเสื้อไปซักวันนี้เลย มะปรางอิ่มรึยัง กลับกันเลยไหม" อรอินทุ์เพิ่งรู้สึกว่าคิดผิดอย่างมหันต์ที่ไปเข้าห้องน้ำ แล้วปล่อยเหยื่อไว้กับเสือ มีหรือที่เสือมันจะไม่กิน
"จะรีบกลับไปไหนล่ะอินทุ์ อาหารที่สั่งมาเหลือตั้งหลายอย่างนะ จะให้พี่กินกันแค่2คนไม่หมดหรอก"
"แหมพี่มินค่ะ ถ้าเหลือก็แค่ห่อกลับก็ได้นิค่ะ แต่ถ้าจะหวังอย่างอื่น อินทุ์ขอเตือนนะคะ ว่าอย่าแม้แต่จะคิด"
"อินทุ์พูดถึงเรื่องอะไร" เบญจมินทร์ทำเป็นไขสือ ไม่รู้เรื่องรู้ราวทั้งที่ชายหนุ่มก็รู้ว่าที่อรอินทุ์พูดหมายถึงอะไร
"จะให้พูดตรงๆ เลยเหรอคะพี่มิน อย่าคิดนะว่าอินทุ์ดูไม่ออก ว่าพี่จะจีบเพื่อนอินทุ์น่ะ" อรอินทุ์พูดตรงๆ โดยไม่เกรงใจเพื่อนของพี่ชาย
ความเป็นคาสโนว่าของเบญจมินทร์ ทุกคนในมหาวิทยาลัยต่างรู้กันทั้งนั้น ว่าเขาน่ะเจ้าชู้ขนาดไหน ควงผู้หญิงไม่เคยซ้ำหน้า แถมยังไม่เคยจริงจังคบใครเป็นแฟนสักคน
แล้วผู้หญิงที่ไม่เคยคบผู้ชายคนไหนมาก่อน จะไปทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้ชายร้ายกาจ อย่างคาสโนว่าตัวพ่อได้อย่างไร มีหวังคงได้เสียทั้งตัวเสียทั้งใจเพราะโดนเขาเขี่ยทิ้งตั้งแต่ครั้งแรกที่นอนด้วยแล้ว
"อินทุ์" เวนิชชาขยับเข้าไปดึงแขนเพื่อน ด้วยความตกใจที่ได้ยินอรอินทุ์พูดแบบนั้น แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของเบญจมินทร์
“โถ่ อินทุ์เพื่อนเราไม่ใช่สเป็คพี่หรอก อย่าห่วงเลยน่า พี่ก็แค่คุยไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้คิดจะจีบซะหน่อย” ชายหนุ่มพูดพลางหัวเราะกลบเกลื่อน
“นั่นสินะ ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะสเป็คไอ้มินต้องคัฟดีขึ้นไป มันไม่ชอบหรอกพวกไซส์มินิอ่ะ เนอะ” ธนาธิปรีบกล่าวเสริม พลางหันมาตบไหล่เพื่อนรัก เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มมาคุ
เมื่อโดนกันท่าขนาดนี้เบญจมินทร์จึงจำเป็นต้องถอย ทั้งที่รู้สึกเสียดายแต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยเธอไปก่อน แต่คนอย่างเขาเมื่ออยากได้อะไรแล้ว ไม่เคยปล่อยให้หลุดมือไปได้สักครั้ง