เธอไม่ใช่สเปคผมหรอก แต่เธอเป็น...

1446 Words
เวนิชชารู้สึกแย่ที่ทำให้ชายหนุ่มต้องเจ็บตัว แถมรถเขาก็ต้องมาพังเพราะเธอ แล้วตอนนี้ยังต้องมาเป็นภาระให้เขาช่วยอีก ถ้าศีรษะเขาเกิดกระทบกระเทือนจนเป็นอันตรายร้ายแรง เธอจะรับผิดชอบยังไงไหว “พี่มิน ช่วยเอาลูกแมวไปวางบนฟุตบาททีค่ะ” สาวน้อยส่งลูกแมวสีดำที่อุ้มอยู่ให้เขาช่วยจัดการ แล้วตัวเองก็ค่อยลุกขึ้นยืน แม้จะรู้สึกเจ็บเสียวแปลบที่ข้อเท้าแต่ก็พยายามยืนให้ไหว หลังจากที่เบญจมินทร์รับลูกแมวจากมือของสาวน้อยไป เขาก็วางมันลงบนพื้นฟุตบาทอย่างเบามือ แล้วมองมันวิ่งไปหลังต้นไม้ ก่อนจะได้ยินเสียงร้องของแมวอีกตัว เมื่อหันกลับมาอีกครั้งคู่กรณีของเขาก็ลุกขึ้นยืนเองได้แล้ว ร้ายนักนะเธอหาวิธีเลี่ยงเขาจนได้ แล้วไม่ยอมตกหลุมพรางง่ายๆ แบบนี้ยิ่งน่าสนใจ “กระโดดเข้ามาขวางรถแบบนี้ไม่กลัวตายรึไงฮึ” เขาพูดเสียงประชด ทำให้คนฟังถึงกับหน้าเสีย “มะปรางขอโทษจริงๆ ค่ะ” เวนิชชากล่าวด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิด น้ำตาเกาะอยู่ที่ขอบตา ใบหน้าขาวซีดเผือกด้วยความที่ยังตกใจยังไม่หาย “คือมะปรางเห็นว่าลูกแมวมันวิ่งลงไปบนถนน กลัวว่าจะมีรถมาเหยียบมัน เลยรีบวิ่งไปอุ้ม แล้วก็...” “พี่ก็ขับรถมาพอดี” ชายหนุ่มเสริมประโยคท้ายให้ แล้วหัวเราะฮึในลำคอ “พี่มินเจ็บมากไหมคะ เรารีบไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ” เวนิชชาจ้องมาที่หน้าผากเขาด้วยสีหน้าที่กังวล “เดินไหวจริงไหมเนีย” ชายหนุ่มทำท่าจะเข้ามาประคอง แต่อีกฝ่ายทำมือห้ามเอาไว้ “ไหวค่ะ พี่มินไม่ต้องเป็นห่วงมะปรางนะคะ มะปรางเจ็บข้อเท้าแค่นิดเดียว ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ แต่ศีรษะของพี่มินสำคัญกว่า รีบไปกันเถอะค่ะ” เวนิชชาพยายามจะเดินกะเผลกๆ ไปข้างหน้า "เธอจะเดินไปโรงพยาบาลเองรึไง ... ขึ้นรถพี่สิ" เบญจมินทร์อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาอยากจะผิวปากฮัมเป็นเพลงขึ้นมาด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่ารถคันโปรดจะชนต้นไม้จนพังยับเยิน แต่ก็ไม่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและอารมณ์เสีย แถมยังไม่อยากโทรเรียกประกันอีก เพราะความเสียหายของรถ มันเทียบไม่ได้กับการที่ได้พบกับคน ที่เขาคิดถึงมาเป็นเดือน ตอนนี้เบญจมินทร์รู้สึกมีความสุขและพอใจที่ได้มีเธอนั่งอยู่ข้างๆ แล้วได้แอบชำเลืองมองหน้าเธออยู่อย่างนี้ ไม่นานทั้งสองคนก็มาถึงโรงพยาบาล เวนิชชาขอร้องให้หมอตรวจชายหนุ่มก่อน เพราะเธอกลัวว่าศีรษะเขาจะกระแทกแล้วอาจมีเลือดคลั่งในสมอง แม้ข้อเท้าตัวเองจะบวมแดงและเริ่มปวดมาก แต่ก็ยังอดทนรอจนหมอตรวจเขาเสร็จ เบญจมินทร์กลับมาจากการตรวจซีทีสแกน และเดินมานั่งย่องๆ ลงตรงหน้ารถเข็นของเธอ "พี่มินเป็นยังไงบ้างคะ" "ผลยังไม่ออก แล้วเธอล่ะ หมอตรวจแล้วว่ายังไงบ้าง" "ข้อเท้ามะปรางแค่บวมนิดหน่อยไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ไม่ต้องหาหมอหรอกค่ะ" "ไม่ได้ อย่ามาดื้อกับพี่นะ พี่บอกแล้วไงว่าต้องหาหมอ พี่พยาบาลครับช่วยให้หมอตรวจน้องคนนี้ทีนะครับ"เบญจมินทร์เงยหน้าขึ้นไปหาพยาบาล ที่นั่งประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ หลังจากฟังผลการตรวจเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็เดินออกมาจากห้องตรวจด้วยใบหน้าเรียบเฉย เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บหรือหัวกระแทกอะไร มันแค่เป็นแผนการที่เขาอยากพาคู่กรณีมาโรงพยาบาลเท่านั้น ส่วนเวนิชชาก็ได้รับการปฐมพยาบาลเพราะข้อเท้าเธอบวมเป่ง แต่โชคดีที่เอกซเรย์แล้วกระดูกไม่หัก “พี่มินหมอว่ายังไงบ้างคะ” เวนิชชาถามอย่างร้อนใจ หน้าตาเป็นกังวลมากกว่าเจ้าตัวซะอีก “ปกติดีไม่เป็นอะไร กลับกันเถอะ” เขาพูดพลางเข็นรถให้สาวน้อยที่หันมาเงยหน้ามองเขา เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่พูดอะไร เธอจึงไม่กล้าถามเขาอีก ระหว่างที่นั่งรถมาด้วยกัน เบญจมินทร์นิ่งเงียบอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาดูเงียบลงไปจนผิดปกติ ทำให้เวนิชชารู้สึกเป็นห่วง จนต้องเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน “เรื่องรถของพี่มิน มะปรางจะออกค่าซ่อมให้นะคะ” “ความผิดเราเหรอนั่น” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบตายังมองถนนเบื้องหน้าเช่นเดิม “เพราะมะปรางวิ่งลงไปบนถนน แล้วไม่ได้มองรถให้ดีก่อน รถพี่มินก็เลยไปชนต้นไม้” “เด็กน้อยเอ๋ยเด็กน้อย เธอไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เพราะคนที่ผิดคือพี่เอง ถ้าเธอไม่เข้ามาขวาง ป่านนี้พี่คงเป็นบาปฆ่าเจ้าแมวน้อยตัวนั้นตายไปแล้ว” เบญจมินทร์ชำเลืองตามองสาวน้อยที่ก้มหน้านิ่งไป “ไม่ต้องกังวลหรอกพี่ไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ เลิกทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ได้แล้ว” “แต่…” “เฮ้อ…หยุดห่วงพี่เรื่องรถพี่ แล้วหันมาดูตัวเราเถอะ ดูซิข้อเท้าบวมจนเดินจะไม่ไหวอยู่แล้ว พรุ่งนี้จะไปเรียนยังไง” ประโยคท้ายถามเสียงจริงจัง เวนิชชาก้มมองข้อเท้าตัวเองแบบหน้าจ๋อยๆ ก่อนตอบชายหนุ่มไปอย่างไม่แน่ใจนัก “คงไม่เป็นอะไรมากมั้งค่ะ พรุ่งนี้คงจะดีขึ้น” “พรุ่งนี้มีเรียนกี่โมง” “เก้าโมงค่ะ” “โอเค งั้นพรุ่งนี้พี่จะมารับ” “ไม่เป็นไรค่ะ มะปรางคิดว่าไปเองไหว” เวนิชชารีบปฏิเสธเสียงแข็ง “คนพูดน้อยนี่ อวดเก่ง แถมดื้อมากเลยนะ” เบญจมินทร์พูดพลางหันมามองหญิงสาว ก่อนรถจะเลี้ยวเข้ามาถึงหน้าหอพัก “มะปรางพูดจริงๆ นะคะ เรื่องรถของพี่มิน” เวนิชชากล่าวขึ้นอีกครั้ง เธอยังกังวลเรื่องความเสียหายของรถคันหรู “ได้ งั้นเอามือถือเธอมา” เบญจมินทร์แบมือค้างไว้ สาวน้อยลังเลแต่ก็ยอมล้วงโทรศัพท์ออกมา ทว่ายังไม่ยอมให้เขาไป “พี่มินจะเอามือถือมะปรางไปทำอะไรคะ” “ค่าซ่อมรถไง” เบญจมินทร์กล่าว พร้อมฉวยโทรศัพท์ในมือของหญิงสาว ก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์ของตัวเอง แล้วกดโทรออกมาที่โทรมือถือเครื่องของเขาเอง ในที่สุดเขาก็ได้เบอร์โทรของเธอมาแบบเนียนๆ “เบอร์พี่ เอาไว้จะโทรไปท้วงค่าซ่อมรถ รับด้วยล่ะห้ามคิดหนีเชียว” เขาขู่เสียงเข้ม ก่อนจะคืนโทรศัพท์มือถือให้สาวน้อยไป จากนั้นจึงหันไปเปิดประตูลงจากรถ แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูรถฝั่งคนนั่งข้าง “ขอบคุณค่ะ” เวนิชชารู้สึกแปลกๆ ที่มีคนมาเปิดประตูรถให้ เพราะไม่ค่อยมีใครมาคอยบริการให้เธอแบบนี้มาก่อน เวนิชชาอยากรบกวนเขาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่มันกลายเป็นว่าเธอกลับต้องรบกวนเขาทุกอย่าง ตั้งแต่ให้เข้าพยุงลุกขึ้นจากรถ และเกาะแขนเขาให้มาส่งถึงหน้าห้อง ชายหนุ่มรุ่นพี่ดีกับเธอมากจนรู้สึกเกรงใจ นอกจากจะไม่เอาเรื่องและคิดค่าเสียหายของรถแล้ว ยังพาเธอไปโรงพยาบาลออกค่ายาค่าหมอให้ แล้วพรุ่งนี้ยังจะมารับไปเรียนอีก สาวน้อยไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงใจดีกับเธอขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเธอเป็นเพื่อนของอรอินทุ์ก็ได้ จะว่าไปเขาก็เป็นคนดีและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะครั้งแรกที่เจอกันชายหนุ่มดูไม่น่าไว้ใจ เหมือนพวกโรคจิตที่เอาแต่จ้องมองเธอตลอดเวลา คืนนั้นเธอกลัวเขาจนรีบวิ่งกลับหอ เพราะกล้วว่าเขาจะตามมาทำมิดีมิร้าย แต่พอได้มารู้จักจริงๆ เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง การได้พบกันอีกครั้งในวันนี้ มันทำให้ความรู้สึกที่ค้างคาในใจมานานหลายวันชัดเจนขึ้น และชายหนุ่มก็มั่นใจในความรู้สึกที่เกิดขึ้น เขาชอบสาวน้อยที่เพิ่งเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง หรือความจริงเขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเธอแล้ว ‘เธอไม่ใช่สเปคผมหรอก แต่เธอเป็นผู้หญิงที่ทำให้ผมคิดถึงตลอดเวลา’
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD