ผ้าม่านหน้าต่างถูกเปิดออกเพียงครึ่งเดียว เพื่อให้มีแสงสว่างลอดเข้ามา ก่อนที่เจ้าของห้องจะกลับไปทรุดตัวนั่งที่เตียง มองข้อเท้าตัวเองที่กำลังบวมช้ำจนเดินลงน้ำหนักไม่ได้ สาวน้อยพยายามจะลุกเดินวนอยู่ในห้องแต่ยิ่งเดินก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น
เธอหยิบยาทาหลอดสีขาวยาวขึ้นมา บีบเนื้อครีมใส่นิ้วมือแล้วนวดคลึงที่ข้อเท้าเบาๆ แม้ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นทันที แต่หวังว่านวดบ่อยๆ วันสองวันอาการบวมคงทุเลาลงบ้าง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่กำลังจะหยิกฝาหลอดยาขึ้นมาปิด เวนิชชาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัว ชื่อที่ไม่ได้เมมโดยตัวเธอปรากฏขึ้น เธอลังเลเพราะไม่อยากกดรับสาย จึงปล่อยให้มันดังและสายตัดไปเองในที่สุด สาวน้อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
8.20น. เวนิชชาออกจากห้องตั้งใจจะไปเรียนเอง เธอพยายามเดินเกาะผนังค่อยๆ ก้าวไปลิฟต์ และเมื่อถึงชั้นหนึ่งประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวก็เดินกะเผลกๆ ออกจากลิฟต์ โดยไม่ได้สังเกตว่ามีคนยืนกอดอกมองอยู่ตรงประตูทางออก
“ไหนบอกจะรับผิดชอบไง แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์พี่” เสียงของเบญจมินทร์ทำให้สาวน้อยถึงกับสะดุ้ง เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพร้อมกับยิ้มแห้งๆ
เวนิชชาอยากจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในลิฟต์ แต่มันช้าไปเสียแล้ว เมื่อเขากำลังเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าบึ้งตึง ท่าทางโกรธจัด
“ขอโทษค่ะ คือมะปรางกำลังทายาอยู่ มือเลอะเลยรับไม่ทัน คือสายตัดไปก่อนน่ะค่ะ” เพราะโกหกใครไม่ค่อยเป็น เลยต้องพูดความจริงแบบครึ่งๆ กลางๆ ทำเอาคนที่อารมณ์กำลังตึงๆ กึ่งๆ โมโหถึงกับยิ้มออกมา
แม้จะรู้สึกหงุดหงิดที่โทรมาแล้วเธอไม่ยอมรับสาย แต่เจอคำตอบแบบนี้เขาก็โกรธไม่ลง
“งั้นเธอว่ามันเป็นความผิดพี่ใช่ไหม ที่รีบวางสายไปก่อน”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คือที่จริง…” เวนิชชาอึกอักพยายามคิดหาคำแก้ตัวอยู่ในใจ แต่เบญจมินทร์แทรกขึ้นมาก่อน
“ความจริงคือเธอไม่อยากรับสายพี่” คำพูดตรงไปตรงมา ทำเอาสาวน้อยถึงกับอึ้งพูดไม่ออก นอกจากจะยอมรับไปตรงๆ เธอพยักหน้ากับเขาอย่างจำนน
“ยัยเด็กน้อยเอ๊ย” เบญจมินทร์ยิ้มที่มุมปาก แล้วมองสาวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ‘ถูกใจ’ ยิ่งได้พูดคุยกันและรู้จักกันมากขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึกกับเธอมากขึ้น
ขณะที่นั่งมาในรถทั้งสองต่างไม่ได้พูดจาอะไรกัน จนรถเคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าตึกเรียน
“พี่มินยังปวดหัวอยู่ไหมคะ” คำถามของสาวน้อย ทำให้คนที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถชะงัก และหันกลับมาหาเจ้าของคำถาม
“อืมพี่ก็ไม่ค่อยแน่ใจ อาการมันแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” เบญจมินทร์ยกมือขึ้นแตะที่หน้าผาก แล้วลูบเบาๆ ทำเหมือนกับว่าตรงที่แตะอยู่มันเจ็บปวดมาก
“แปลกยังไงคะ ปวดมากขึ้นรึเปล่าคะ พี่มินมีอาการอะไรอีกไหมคะ” เวนิชชาขยับเข้ามาใกล้ชายหนุ่มอย่างร้อนใจ พลางใช้หลังมือแตะที่หน้าผากเขาอย่างลืมตัว
“มันมึนๆ ใจสั่นๆ ในหัวคิดถึงแต่…”
“อะไรคะ” เวนิชชาโพล่งถามออกไปด้วยความอยากรู้
สองสายตาประสานกันด้วยระยะห่างแค่คืบเดียว สายตาของสาวน้อยมองเขาแบบสงสัย และรอคอยคำตอบ ทว่าสายตาของเบญจมินทร์แล้ว มันบ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังตกหลุมรัก แม่สาวน้อยผู้ใจบุญคนนี้ แบบห้ามใจไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว
“มะปรางว่าเรากลับไปโรงพยาบาล ให้หมอตรวจดูอีกที ดีไหมคะ” เวนิชชาถอยห่างออกมาจากชายหนุ่ม เมื่อรู้สึกตัวว่าใกล้เขามากเกินไปแล้ว
“บางทีพี่อาจไม่ต้องไปหาหมอก็ได้ เดี๋ยวมันก็คงหาย” ชายหนุ่มพูดพลางเปิดประตูรถ เดินอ้อมมาเปิดให้คนนั่งข้าง สาวน้อยทำหน้างงๆ แล้วก้าวลงจากรถแต่โดยดี
“พี่มินแน่ใจนะคะว่าจะไม่ไปหาหมอ” เวนิชชายังคงเซ้าซี้เขาเรื่องเดิม ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะปิดประตูลง
“ถ้าเธอเป็นห่วงพี่จริง เธอก็ควรจะโทรมาถามอาการพี่บ้างนะ เวนิชชา” เบญจมินทร์ยื่นชีทเรียนที่เธอไม่ได้หยิบลงมาด้วยคืนให้
“เอ๊ะพี่มินรู้จักชื่อจริงมะปรางด้วยเหรอคะ” เวนิชชาขมวดคิ้วมองหน้าหนุ่มรุ่นพี่ เขาไม่ตอบแต่ชี้ไปที่ปกหนังสือที่เธอกำลังถืออยู่
เบญจมินทร์เปิดประตูกลับเข้ามาในรถ แต่แล้วเขาก็ชะงักเหมือนคิดอะไรออก จึงกดกระจกด้านข้างลง
“แล้วพี่จะจำไว้ว่า ถ้าโทรหาเธอ พี่จะรอจนสายตัดไปเอง พี่จะไม่วางก่อน” พูดจบเจ้าของรถมินิสีดำป้ายแดงก็ขับออกไป ปล่อยให้สาวน้อยยืนเป็นเป้าสายตาของคนที่เดินอยู่แถวหน้าตึกเรียนรวม
ทว่าเวนิชชายังไม่รู้ตัวว่ากำลังสร้างศัตรูขึ้นมาแบบเงียบๆ
อุบัติเหตุสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่เพื่อนสนิททั้งสองคน แต่คู่กรณีทำให้อรอินทุ์กับตีรณาถึงกับช็อก รีบคาดคั้นเรื่องราวทั้งหมดทันที
“พี่มินตามมะปรางไปรึเปล่า” ตีรณาสันนิษฐาน เพราะเธอไม่เชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นเพียงแค่ความบังเอิญ มันต้องเป็นแผนการของหนุ่มรุ่นพี่ที่หวังอยากจีบสาวรุ่นน้องแน่ๆ
“ไม่ใช่จ้ะ มะปรางไปอ่านหนังสือที่หอสมุด ขากลับเจอลูกแมววิ่งลงไปบนถนน มะปรางกลัวว่าจะโดนรถชน เลยจะเดินเข้าไปอุ้ม แล้วรถพี่มินก็มาพอดี” เวนิชชาเล่าความจริงทั้งหมดให้เพื่อนทั้งสองฟัง แต่เหมือนทั้งสองจะทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ เธอจึงทำได้แค่ถอนหายใจ
“แล้วพี่มินมาขับรถอะไรในมหาวิทยาลัยตอนมืดๆ ค่ำๆ ”
“นั่นน่ะสิ มันแปลกๆ นะ” ตีรณากล่าวพลางหันมามองหน้าเพื่อนอีกคน เพราะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นแค่อุบัติเหตุ
“แต่ก็ดีแล้วที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก” อรอินทุ์กล่าวตัดบทพลางมองที่ข้อเท้าของเพื่อนผู้ใจบุญ
“แล้วมะปรางให้หมอตรวจดีแล้วใช่ไหมว่ากระดูกไม่หักหรือร้าว”
“จ๊ะ หมอให้เอกซเรย์ดูแล้ว แค่เอ็นข้อเท้าพลิกตอนที่ล้ม กินยาอีกสองสามวันก็คงหาย แต่ มะปรางเป็นห่วงพี่มิน ตอนที่รถชนกับต้นไม้หัวพี่มินกระแทกด้วย เมื่อเช้ายังบ่นว่าเจ็บอยู่เลย” เวนิชชาพูดเสียงจริงจังสายตายังจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ เพราะอยากโทรไปถามเขาว่าได้ไปหาหมออีกรึยัง
“ว่าไงนะ! เมื่อเช้า อะไร มันยังไง” อรอินทุ์ถามขึ้นด้วยสีหน้าที่ตกใจ
“พี่มินเห็นว่ามะปรางอาจมาเรียนเองไม่สะดวก เลยอาสามาส่งน่ะ” เวนิชชาพูดด้วยความสัตย์จริงและบริสุทธิ์ใจ แต่เพื่อนทั้งสองส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ
“เอาแล้วไง คิดไว้ไม่มีผิด” ตีรณานั่งลงพลางตบโต๊ะเสียงดัง
“โอ๊ยฉันอยากจะบ้าตาย แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้” อรอินทุ์ถอนหายใจพลางฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เวนิชชามองเพื่อนทั้งสองสลับกันไปมาด้วยความไม่เข้าใจ
“อินทุ์กับตรีเป็นอะไร” เวนิชชายิ้มบางๆ เห็นเป็นเรื่องตลกไป โดยไม่ทันรู้ว่าเพื่อนทั้งสองกำลังเป็นกังวลมากแค่ไหน
“คนเขาเป็นห่วงแล้วยังจะตลกอีก นี่ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรบ้างเลยรึยังไง” อรอินทุ์เงยหน้าขึ้นมาพูดก่อนจะกลับมานั่งท่าปกติ
“คนบ้าที่ไหน รถชนต้นไม้พังขนาดนั้นไม่เอาเรื่อง แถมยังอาสาพามาส่งอีก แบบนี้มันชัดเจนที่สุดแล้ว” ตีรณาพูดเสียงจริงจังพลางจับไหล่ทั้งสองข้างต่อเพื่อนสาวผู้ไร้เดียงสา
“ตรีหมายความว่ายังไง มะปรางไม่เข้าใจ”
“มะปรางไม่เคยได้ยินเรื่องของพี่มินเลยเหรอ” อรอินทุ์จ้องหน้าเพื่อนสนิทอย่างเอาจริงเอาจัง
“ไม่เคย” เวนิชชาส่ายหน้า และยังไม่เข้าใจว่าเพื่อนทั้งสองคนกำลังเป็นกังวลเรื่องอะไรอยู่
“มะปรางฟังให้ดีนะ พี่มินเป็นคาสโนว่าตัวพ่อที่เจ้าชู้มากๆ ควงผู้หญิงไม่เคยซ้ำหน้า และไม่เคยคบใครจริงๆ จังๆ สักคน”
“ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือ เขาแค่หลอกฟันผู้หญิงไปวันๆ อันตรายและไม่น่าไว้ใจ มะปรางควรอยู่ห่างเขาไว้นะ” ตีรณาพูดเสริมคำพูดของอรอินทุ์ให้เข้าใจง่ายขึ้น
“แต่มันเป็นแค่อุบัติเหตุ พี่มินเขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ ทำไมอินทุ์กับตรีถึงมองพี่มินในแง่ร้ายขนาดนั้นน่ะ”
“ยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าพี่มินกำลังคิดไม่ซื่อกับมะปรางอยู่”
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ไม่มีทางที่พี่มินจะมาสนใจมะปรางหรอก ตรีกับอินทุ์คิดมากไปแล้ว” เวนิชชารีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่เชื่อ เพราะเธอยังไม่เห็นชายหนุ่มแสดงท่าทีว่าสนใจเธอเลย
แล้วอีกอย่างครั้งที่ไปทานอาหารญี่ปุ่นด้วยกัน เขาก็ยังบอกเองว่าเธอไม่ใช่สเปคเขา ดังนั้นมันจึงไม่มีความเป็นไปได้เลย ที่เขาจะคิดไม่ซื่อกับเธออย่างที่อรอินทุ์กล่าวหา
“ถ้าไม่เชื่อก็คอยดู วางพันนึงเลย ทำแบบนี้ยังไงก็จีบ” ตีรณากล่าวอย่างมั่นใจว่าที่คิดไว้ไม่มีพลาดแน่ ซึ่งอรอินทุ์ก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน เพียงคนเดียวที่ไม่คิดอะไรเลยคือเจ้าตัว ที่ส่ายหน้าไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด