ฝนหลงฤดูตกลงมาอย่างหนักในตอนบ่ายวันเสาร์ ขณะที่หนุ่มๆ วงเนฟเวอร์แบด กำลังซ้อมเตรียมไปโชว์งานเปิดตัววงในรายการทีวี ทุกคนต่างตื่นเต้นที่ได้ทำมินิอัลบั้ม และยังได้ออกรายการทีวีอีก
“ได้ข่าวว่า เมื่อวันก่อนเอ็งไปรับน้องมะปรางที่หอเหรอวะ” กวินท์ถามขึ้นขณะนั่งพักกันอยู่ เบญจมินทร์แทบจะสำลักน้ำที่เพิ่งยกขึ้นดื่มอย่างกระหาย
“น้องสาวมึงโทรมาฟ้องละสิ”
“ไอ้อินทุ์มันก็แค่เป็นห่วงเพื่อนมัน”
“ก็ไม่มีอะไร กูขับรถเกือบชนน้องเขา ก็แค่รับผิดชอบ”เบญจมินทร์ยักไหล่เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
“ขอให้มันจริงเห๊อะ” ธนาธิปที่นั่งอยู่ไม่ไกลกล่าวแทรกขึ้นมา
“อย่าให้รู้นะว่ามึงแอบจีบน้องเขาอยู่”
“ทำไมว่ะไอ้โชว์ กูจีบน้องเขาไม่ได้รึไง”
“น้องเขาเป็นคนดี ดูซื่อๆ ไม่เหมาะกับมึง”
“แต่ผมว่าเรื่องของหัวใจ มันห้ามกันยากนะครับ มันไม่เกี่ยวว่าใครดีหรือเลว มันก็แค่ชอบกับไม่ชอบ” คเชนที่นั่งฟังอยู่แสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง
“ถุ้ย! ไอ้คุณคเชนเอ็งรู้เรื่องความรักกะเขาด้วยเร๊อะ” รุ่นพี่มือกลองโยนขวดน้ำในมือใส่คเชนอย่างหมั่นไส้
“จะบอกให้นะไอ้น้อง มึงยังไม่รู้จักความเจ็บปวดและความโหดร้ายของความรักดีพอ ฉะนั้นอย่าต้องให้คนดีๆ เขาต้องมาเสียอนาคต เสียใจเพราะอารมณ์ชั่ววูบเลยว่ะ” ธนาธิปพูดโดยท้ายประโยคหันมาสบตากับหัวหน้าวงเนฟเวอร์แบด
“เฮ้ยกูบอกแล้วไงน้องเขาไม่ใช่สเปค กูไม่จีบหรอก จืดๆ อย่างนั้นกูไม่สนหรอก” เบญจมินทร์ฝืนพูดปัดเพื่อให้เพื่อนๆ สบายใจ และเขาก็รู้ดีว่าหัวใจตัวเอง รู้สึกอย่างไรกับสาวน้อยผู้ไร้เดียงสา มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาและเธอจะได้เป็นมากกว่าคนรู้จัก
“เออถึงไอ้อินทุ์มันฝากมาขอร้อง อั๊วก็ไม่อยากพูดมาก เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวก็แล้วแต่เอ็งแล้วกันนะ ไอ้มิน”
กวินท์กล่าวพร้อมเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักอย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะรู้จักและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต้น เขาจึงรู้ดีว่าหากเบญจมินทร์คิดจะทำอะไรแล้ว ไม่เคยมีใครหยุดหรือห้ามเขาได้
งานเทศกาลประจำปี ประเพณีลอยกระทง ทางมหาวิทยาลัยเตรียมจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เช่นทุกปี นักศึกษาทุกคณะจึงรวมตัวกัน จัดกิจกรรมเดินขบวน ประกวดกระทง และนางนพมาศ เวทีกลางแจ้งของมหาวิทยาลัยจึงคึกคักไปด้วยนักศึกษา และประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้น
ค่ำคืนที่แสนตื่นเต้นของสาวน้อย ผู้ไม่เคยเข้าประกวดหรือผ่านเวทีใดๆ มาก่อน จึงมีทั้งความประหม่ากล้าๆ กลัวๆ แต่เพราะมีกำลังใจดีๆ จากเพื่อนๆ และพี่ๆ ที่คอยเชียร์ตั้งแต่วันที่ซ้อม และช่วยแต่งหน้าหาชุดมาให้
“มะปรางกลัวว่าจะทำให้ทุกคนผิดหวัง” เวนิชชากล่าวขึ้นขณะกำลังยืนรอขึ้นเวที เดินโชว์ตัวรอบแรก
“น้องมะปรางสวยและเหมาะสมที่สุดแล้ว เอาจริงวันนี้น้องเด่นมาก ยังไงก็ชนะ” เนติกาประธานปีสามจับมือให้กำลังใจรุ่นน้อง
“นั่นสิ มะปรางสวยขนาดนี้ กลัวอะไร”ตีรณารีบสนับสนุนอีกคน
“พวกเราทุกคนเป็นกำลังให้มะปรางนะ สู้ๆ ”อรอินทุ์ชูสองนิ้วพร้อมกับขยิบตาให้เพื่อนคนสวย
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ ที่ไว้ใจมะปรางขนาดนี้”แม้จะรู้สึกกังวลใจและตื่นเต้นมาก แต่เพราะแรงเชียร์และแรงสนับสนุนของทุกคน เธอจึงฮึดสู้และกล้าที่จะขึ้นเวที
การประกวดนางนพมาศ ผู้เข้าประกวดตัวแทนของแต่ล่ะคณะ เดินโชว์ตัวหนึ่งรอบ แล้วหลังจากนั้นจะเป็นการแสดงสดของวงดนตรี ‘วงเนฟเวอร์แบด’
“เฮ้ยนั่นน้องมะปรางใช่ไหมว่ะ” กวินท์ที่กำลังเดินขึ้นเวที มองสาวสวยหน้าหวานในชุดไทยสีแดงสด ผมเกล้าแต่งหน้าจัดจนแทบจะจำไม่ได้
“โอ้โหแต่งแบบนี้แล้วสวยจนแทบจำไม่ได้เลยว่ะ”ธนาธิปมองตามหล้งสาวน้อย ทว่าเธอหันมาเห็นพวกเขา แล้วก็ส่งยิ้มหวานมาให้ก่อนจะลงเวทีไป
“ไง มึงไม่คิดจะชมน้องเขาหน่อยเหรอ” ธนาธิปหันมากะหนะกระแหน่หัวหน้าวงเนฟเวอร์แบด ที่ไม่ตอบโต้อะไรและทำท่าไม่สนใจไยดีในสิ่งที่เขาพูด
“เฮ้ยไอ้โชว์มึงจะไปอะไรกับไอ้มินมันหนักหนาว่ะ ก็มันบอกแล้วว่าจะไม่ยุ่งๆ ไปๆ แล้วเบสมึงน่ะอยู่ไหน”
“เออกูฝากพี่แมนไว้ลงไปเอาก่อนนะ”
ใบหน้าที่เคยจืดชืดอย่างที่เคยเห็น บัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของเครื่องสำอาง พวงแก้มสีชมพูระเรื่อเข้มขึ้น ปากบางสีแดงจัด จากสาวน้อยหน้าหวาน กลายเป็นนางงามผู้เลอโฉมไปชั่วขณะ
แม้จะเห็นเพียงแวบเดียว เขาก็จำได้และรู้ว่าเธอสวยมากขนาดไหน
เวนิชชาก้าวเท้ามาหน้าเวที พร้อมกับโปรยยิ้มหวานมองไปที่คณะกรรมการเช่นที่ถูกสอนจากรุ่นพี่ ก่อนจะไหว้ถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อยงดงาม
แม้รองเท้าจะสูงและเดินไม่ถนัด แถมยังกัดเท้าอีก แต่เธอก็กัดฟันพยายามอดทนฝืนเดินและยืนอย่างสง่างาม สาวน้อยตั้งใจทำอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง
และเป็นไปตามคาด เวนิชชาสามารถเข้าสู่รอบห้าคนสุดท้ายได้สำเร็จ เธอรู้สึกตื่นเต้นมือเย็นใจสั่น แต่ได้กำลังใจดีจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ตะโกนให้กำลังใจอยู่ตลอด
“สู้ๆ นะมะปรางเอาที่หนึ่งมาให้ได้” อรอินทุ์ตะโกนตามหลัง เมื่อส่งเพื่อนขึ้นเวทีรอบสุดท้ายด้วยความตื่นเต้น
“ไอ้อินทุ์ เอ็งมาทำอะไรตรงนี้ว่ะ” กวินท์เดินตรงเข้ามาหาอรอินทุ์ ที่ยืนกอดคออยู่กับตีรณา
“อ้าวเฮีย พวกเรามาเป็นพี่เลี้ยงให้มะปรางน่ะ นี่เข้ารอบ 5คนสุดท้ายแล้วนะ อินทุ์ว่ามะปรางต้องได้ที่หนึ่งชัวร์” อรอินทุ์ยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเพื่อนสนิท
“พี่วิน นี่ใครอ่ะ ไม่คิดจะแนะนำให้รู้จักบ้างเหรอ” คเชนเดินเข้ามาเกาะแขนรุ่นพี่ พลางมองสาวที่กวินท์ยืนคุยด้วยอย่างสนิทสนม ทว่ากวินท์ทำหูทวนลมเหมือนไม่ได้ยิน หนุ่มรุ่นน้องจึงต้องแนะนำตัวเอง
“ผมชื่อเชนนะครับ มือกีตาร์วงเนฟเวอร์แบดครับ” หนุ่มน้อยโค้งตัวลงต่อหน้าอรอินทุ์ ก่อนจะโดนกวินท์ตบเข้าที่ท้ายท้อย
“ทะลึ่งล่ะ ไอ้คเชน อยากชะตาขาดเหรอวะ นี่น้องสาวอั๊วอย่าคิดมากเกาะแกะ ไม่งั้นอั๊วเอาเอ็งตายแน่” วิญญาณพี่ชายที่แสนดีหวงน้องสาวเข้าสิง กวินท์ตะคอกใส่คเชนด้วยความไม่พอใจ ที่เห็นสายตาของหนุ่มน้อย จ้องมองน้องสาวเขาอย่างนั้น
“เฮ้ยอะไรพี่วิน ผมแค่แนะนำตัวเฉยๆ ยังไม่ได้คิดอะไรเลย ระแวงเกินไปป่าว”
คเชนเอียงคอมองกวินท์พลางยิ้มยียวน
“ไอ้เชนเอ็งรีบไปไกลๆ เลยนะ ก่อนที่อั๊วจะทนไม่ไหวต้องแตะเอ็งไปแทน” กวินท์กัดกรามแน่นพร้อมยกเท้าขึ้นมาขู่ อรอินทุ์หัวเราะคิก หากตีรณาเบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้
“ทำกับผู้หญิงคนอื่นไว้เยอะ กลัวจะโดนเข้ากับน้องสาวตัวเองละสิท่า” สาวห้าวพูดลอยๆ หากคนฟังบางคนเริ่มร้อนตัว มองเขม่นกลับมา
“ทำไมน๊าพวกเสียงนกเสียงกามันชอบเรียกร้องความสนใจอยู่เรื่อย ตอนแรกก็คิดว่าจะทำเป็นเหมือนมองไม่เห็น แต่ก็ยังอุตส่าห์จะส่งเสียงว่ามีตัวตนอีก” กวินท์หันมาจ้องหน้ากับสาวห้าว เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย
“จะเอาไงครับ อยากมีเรื่องเหรอ วันนั้นเห็นว่าเป็นเพื่อนน้องสาวหรอกนะ ถึงปล่อยไป บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ได้ใจดีทุกวัน”
“เก่งจริง ปากเนียเก่งจริงจริ๊ง” สาวห้าวพูดเสียงสูง จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้
“แน่จริงก็เข้ามาเลย อยากรู้เหมือนกัน พวกไร้สมองที่วันๆ คิดแต่เรื่องอย่างว่า เก่งขนาดไหนวะ”
“คิดว่าไม่กล้าต่อยพูดหญิงเหรอวะ” กวินท์กำหมัดแน่น เขาก่ะจะฟาดไปที่ปากของสาวห้าวสักที ให้หายอวดเก่งจะได้เลิกพูดจากวนประสาทเขาสักที
“ก็เอาดิ” ตีรณากว้าเข้าไปผลักไหล่กวินท์อย่างท้าทาย ไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายเช่นกัน
“เฮียอย่านะ!! ” อรอินทุ์เข้ามาดึงแยกพี่ชาย ออกห่างจากสาวห้าวถอย และคาดว่าถ้าปล่อยไว้ สองคนนี้ได้มีเรื่องชกต่อยกันจริงๆ แน่
“เชนพาเฮียออกไปที” อรอินทุ์ดันร่างของพี่ชายให้ถอยห่าง พร้อมกับหันมาพูดกับคเชนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ เขาพยักหน้าก่อนจะเข้ามาดึงแขนรุ่นพี่ให้เดินตาม
“ปากอย่างนี้ต้องโดนสักที ได้รู้เรื่องแน่ เฮ้ยไอ้เชนปล่อยอั๊ว” กวินท์สะบัดแขนออกหันมาชี้หน้าสาวห้าวอย่างอาฆาต
“ก็เข้ามาสิ เข้ามา” ตีรณาพยายามสะบัดตัวออกจากแขนของอรอินทุ์ที่กอดเธอเอาไว้
“เฮียอย่า ไม่อายคนอื่นรึไงคนเขามองกันเต็มแล้ว ตรีพอหยุดเลย ไปนั่งโน้นไป” อรอินทุ์ตวาดทั้งพี่ชายและเพื่อน พลางมองไปรอบตัวที่มีคนเริ่มหันมาเข้ามองพวกเธออย่างสนใจ
คนกลางอย่างอรอินทุ์ต้องปาดเหงื่อรู้สึกหนักใจ ทั้งสองคนคงไม่มีทางญาติดีคุยกันแบบธรรมดาได้อีกต่อไป หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ
รู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ได้ทักทายกับคเชนแค่ไม่กี่คำ เพราะเธอเองก็อยากรู้จักเขามานาน แต่ก็โดนพี่ชายกันท่าตลอด และไม่เคยได้เจอกันสักครั้ง พอจะได้รู้จักกันก็ดันเกิดเรื่องขึ้นมาซะก่อน