หวังซานเย่ควบอาชาเข้าวังหลวงอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยรองแม่ทัพฉู่หานจิ้ง และทหารจำนวนหนึ่งที่ควบอาชาตามมาจนเหล่าราษฎรในตลาดต่างต้องแยกกันหลบเพื่อให้อาชาที่ปราดเปรื่องควบผ่านตัดหน้าตนเองไป ความสง่างามของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเยี่ยนนั้นกลายเป็นที่โจษขานทั่วเมืองหลวงในชั่วพริบตา เมื่อผนวกกับความสามารถเหนือบรรดานักรบทั้งหลาย ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในหมู่ชาวบ้านขึ้นมาถึงราชบัลลังก์
เนื่องจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระทัยฝักใฝ่สกุลเกา อีกทั้งยังมอบอำนาจในการดูแลพลเรือนให้เกาเจียฉี่เข้ามามีส่วนร่วม กระทั่งเกิดการจลาจลอย่างเงียบๆ ในหมู่ขุนนางที่ไม่พอใจกับการตัดสินพระทัยครั้งนี้ แต่ว่าด้วยความที่บุตรสาวของเกาเจียฉี่เป็นถึงพระสนมเอกผู้สูงศักดิ์ของฝ่ายใน จึงไม่มีขุนนางคนใดกล้าคัดค้านอำนาจของอัครมหาเสนาบดีในขณะนี้
ในยามนี้สกุลเกาขึ้นมามีอิทธิพลในราชวงศ์เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่เการั่วซีได้ถวายตัวเป็นเกากุ้ยเฟย เกาเจียฉี่ก็เรืองอำนาจขึ้นอย่างขีดสุด
“ข้าล่ะเสียดายความสามารถของชินอ๋องเสียจริงๆ คนเก่งและมีความสามารถแบบนี้กลับได้แค่ดำรงตำแหน่งอ๋อง” พ่อค้าเขียงหมูคนหนึ่งพูดขึ้นมาหลังจากที่ขบวนของชินอ๋องควบม้าตัดผ่านหน้าร้านของตนไป เรียกความสนใจจากเฉินหว่านอิ๋งที่กำลังเลือกซื้อเครื่องประดับผมให้กับตนเอง
นางฟังการสนทนานั้นอย่างตั้งใจ
“นี่ๆ ข้าได้ข่าวว่าชินอ๋องผู้นี้น่ะรักใคร่สนิทสนมอยู่กับเกาอี้เหริน คุณหนูสกุลเกาด้วยนะ นางน่ะเป็นน้องสาวของเกากุ้ยเฟย สกุลเกาคงหมายใจอยากควบรวมอำนาจเอาไว้เพียงผู้เดียว” เสียงของแม่ค้าขายผักในตลาดอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ นางหยิบจับผักในแผงของตนเองไปมาแล้วกล่าวต่ออีกว่า “ถ้าสกุลเกาได้เกี่ยวดองกับราชสำนักทั้งสองพี่น้อง ผลประโยชน์ทั้งหมดก็คงตกอยู่กับเกาเจียฉี่ผู้เดียว”
เฉินหว่านอิ๋งที่ฟังการสนทนาอยู่ด้วยความสนใจ นางเดินเข้ามาถามแม่ค้าแผงขายผัก “ชินอ๋องผู้นี้ ใช่หวังซานเย่หรือเปล่าเจ้าคะ”
แม่ค้าขายผักลอบพิจารณาความงามของสตรีตรงหน้า แล้วกล่าวตอบว่า “ใช่น่ะสิ นี่...ทางที่ดีน่ะเจ้าหลบให้พ้นสายตาพวกสกุลเกาดีกว่า บุตรชายคนโตเกาเจียฉี่น่ะขึ้นชื่อเรื่องเกี้ยวพาราสีสาวงาม สตรีในเมืองหลวงที่งดงามหลายคนต้องตกเป็นของเขาทั้งนั้น”
“บุตรชายของเขาใช่รองเจ้ากรมพิธีการชื่อเกาเจียเสียนหรือเปล่าเจ้าคะ”
แม่ค้าขายผักผู้นั้นตอบอย่างขอไปที “ใช่ๆ เจ้าน่ะต้องระวังเอาไว้ล่ะ งดงามเพียงนี้ข้าล่ะเสียดายหากต้องตกเป็นของคนชั่วอย่างพวกสกุลเกาน่ะ”
เฉินหว่านอิ๋งยิ้มเฝื่อนๆ น้อมรับ ก่อนจะปลีกตัวเดินออกมา เนื่องจาก
ตนไม่มีสาวรับใช้ข้างกายคนสนิทอย่างเฉินรั่วหลาน อีกทั้งสาวใช้ในจวนก็ไม่มีใครอยากสนิทสนมกับนางสักเท่าใดนัก แต่ว่าหญิงสาวกลับไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านั้น ตรงกันข้ามนางคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีกับตัวนางที่ไม่ต้องมีใครมาคอยตามติดให้วุ่นวายใจ เพราะอย่างไรเสียคนพวกนั้นก็เป็นคนของเฉินฮูหยินอยู่แล้ว หากให้ตามประกบตนเองทุกฝีก้าวก็คงไม่ดีเหมือนกัน
“อ๊ะ ข้าขอโทษเจ้าค่ะ!” ระหว่างที่เดินเฉินหว่านอิ๋งก็กำลังใช้ความคิดเพลินๆ นางจึงบังเอิญเดินชนกับสตรีผู้หนึ่งเข้า ซึ่งสตรีผู้นั้นกำลังสวมหมวกม่านมี่หลีมากับสตรีอีกคนที่อยู่ด้านหลังซึ่งกำลังมองนางอย่างไม่พอใจ หญิงสาวรีบก้มหน้าทันทีเพราะคิดว่าสตรีที่สวมหมวกม่านมี่หลีอยู่นั้นคงเป็นสตรีสูงศักดิ์แน่แท้
“ไม่เป็นไร” สตรีผู้นั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“แต่ฮองเฮาเพคะ นางเดินชนพระองค์นะเพคะ” หลิงซีกระซิบบอกกับสตรีที่สวมหมวกม่านมี่หลีอยู่ แต่ว่าเสียงนั้นดังจนเฉินหว่านอิ๋งรู้ตัวตนที่แท้จริงของสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ ที่แท้คนที่นางเดินชนด้วยความบังเอิญมีฐานะสูงส่งเป็นถึงมารดาแห่งแผ่นดิน!
อู๋ฮองเฮา!
เฉินหว่านอิ๋งกำลังจะก้มลงถวายคำนับ ทว่าฝ่ามือของอู๋ฮองเฮากลับคว้าข้อมือของสตรีตรงหน้าเอาไว้ก่อน พลางจุ๊ปากเบาๆ เพื่อให้อีกฝ่ายเงียบสงบ “ชู่ว์ เจ้าอย่าส่งเสียงดังไป”
เฉินหว่านอิ๋งลอบกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง นางพยักหน้าตอบสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก
อู๋ตานเหม่ยมองข้าวของของเฉินหว่านอิ๋งที่หล่นกระจัดกระจาย “เรื่อง
นี้เจ้าไม่ผิด เป็นข้าเองที่เดินไม่ระวังจนของของเจ้าต้องเสียหายเช่นนี้ เจ้ารับเงินนี้ไปนะ...”
อู๋ตานเหม่ยยัดถุงเงินจำนวนหนึ่งให้กับเฉินหว่านอิ๋ง
“ไม่ๆ หม่อมฉันรับไว้ไม่ได้เพคะ เป็นหม่อมฉันเองที่ไม่ระวัง...”
นางปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ว่าอู๋ตานเหม่ยกลับส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้
“เจ้ารับไปเถิด นี่ถือเป็นคำขอโทษจากข้านะ”
หลิงซีที่ยืนอยู่ด้านหลังอู๋ฮองเฮาพูดขึ้นมา “เจ้าน่ะอย่าลีลาท่ามาก ฮองเฮาทรงมอบให้แล้วก็รับไปสิ!”
เฉินหว่านอิ๋งกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง นางมองเจ้าของถุงเงินนี้เดินหายลับสายตาไปด้วยความเป็นห่วง
ส่วนทางด้านหวังซานเย่นั้นเมื่อเดินทางมาถึงวังหลวง สถานที่แรกที่เขาไปก็คือตำหนักของพระมารดาในวังหลัง ซึ่งแน่นอนว่าทุกครั้งที่เขาจะเดินทางไปตำหนักของหลินไท่เฟย จำเป็นจะต้องผ่านตำหนักของเการั่วซีเสียก่อน ซึ่งนางและสกุลเกาเป็นสตรีที่เขาเกลียดแสนเกลียด หากเขาไม่มีแผนการล้มล้างสกุลเกา อย่างไรเสียก็ไม่มีวันแสร้งทำตนมอบใจให้เกาอี้เหรินเด็ดขาด!
ทว่าสตรีที่เขาแสนชังกลับมาปรากฏตรงหน้า!
‘เกาอี้เหริน’ น้องสาวของเการั่วซีขานเรียกชื่อเขาพร้อมกับเดินเข้ามาด้วยกิริยาอันเชื่องช้าดูแล้วสง่างามยิ่ง หญิงสาวเดินมาพร้อมกับนางกำนัลของหลินไท่เฟยจำนวนหนึ่ง พลางยอบกายคารวะอย่างนอบน้อมต่อชายหนุ่มที่ตนรัก เกาอี้เหรินยิ้มอ่อนหวานราวกับหยกที่น่าทะนุถนอม
“ท่านอ๋องเสด็จกลับมาแล้ว อี้เหรินดีใจยิ่งนักเพคะ” เกาอี้เหรินก้มหน้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและท่วงท่าอันอ่อนช้อย
หวังซานเย่กุมมือสตรีขึ้นมาอย่างทะนุถนอม พลางสิ่งยิ้มให้อย่างรักใคร่ “ข้าเองก็ดีใจเช่นกัน แต่ว่า...วันนี้มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“ไท่เฟยทรงทราบว่าท่านอ๋องจะเสด็จกลับมาวันนี้ จึงทรงมีรับสั่งให้จัดงานเล็กๆ ภายในตำหนัก และได้เชิญเหล่าสตรีชั้นสูงมาจำนวนหนึ่งเพคะ” เกาอี้เหรินตอบด้วยท่าทีเหนียมอายยามที่ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาแผ่ซ่านเข้ามาในกายนาง
หวังซานเย่ยิ้มให้นางอย่างโปรยเสน่ห์จนสตรีเคลิบเคลิ้ม “งั้นเจ้าไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่พร้อมข้าเถิด”
สำหรับในความคิดของเกาอี้เหรินนั้นการที่หวังซานเย่ทำเช่นนี้ ไม่ต่างจากประกาศให้บรรดาสตรีพวกนั้นรู้ว่านางคือว่าที่พระชายาเอกแห่งจวนชินอ๋องผู้เกรียงไกร แต่ว่าเรื่องเช่นนี้นับเป็นเรื่องดีต่อนางยิ่งนัก เพราะการที่หวังซานเย่รักนางมากเพียงนี้ เป็นการบอกสตรีพวกนั้นกลายๆ ว่า ตำแหน่งพระชายาเอกคือของเกาอี้เหรินแห่งสกุลเกาเท่านั้น
หลังจากนั้นหวังซานเย่ก็พาเกาอี้เหรินเข้าไปคำนับพระมารดาในตำหนัก เหล่าบรรดาสตรีทั้งหลายได้แต่มองคุณหนูคนเล็กของสกุลเกาด้วยสายตาริษยา โดยเฉพาะเฉินรั่วหลานที่หมายปองตำแหน่งพระชายาเอก แม้ว่าก่อนมาที่นี่มารดาจะเกลี้ยกล่อมให้นางรับตำแหน่งพระชายารองไปก่อน แต่ว่าเมื่อประสบพบพระพักตร์ของหวังชินอ๋อง ความรู้สึกที่อยากอยู่เหนือสตรีทั้งเมืองนั้นบังเกิดขึ้นมาในหัวใจบุตรีเจ้ากรมพระคลังเช่นตน
“เย่เอ๋อร์มาพอดีเลย มานี่สิแม่จะพาเจ้าแนะนำบรรดาคุณหนูเหล่านี้”
หลินไท่เฟยพึงพอพระทัยในตัวเกาอี้เหรินไม่น้อย แต่ว่าบุรุษนั้นหาใช่จะมีภรรยาเดียวได้ ต่อให้เกาอี้เหรินจะตบแต่งเป็นพระชายาเอก อย่างน้อยตำแหน่งพระชายารองก็ไม่ควรว่างลง พระนางหมายใจอยากหาสตรีอีกสองคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเป็นพระชายารอง เพื่อช่วยเป็นฐานอำนาจสนับสนุนโอรสของตนในอนาคต
หลินไท่เฟยพาหวังซานเย่แนะนำกับเหล่าบรรดาคุณหนูจากแต่ละตระกูลจนมาถึงเฉินรั่วหลาน
“หม่อมฉันเฉินรั่วหลาน ขอถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ” เฉินรั่วหลานยืนขึ้นอย่างเรียบร้อย นางก้มศีรษะยอบกายทำความเคารพหวังซานเย่พลางส่งสายตาหวานเชื่อมให้กับเขาอย่างปิดไม่มิด
“วันนี้น้องสาวเจ้าไม่มาด้วยหรือ” หลินไท่เฟยทราบมาว่าเฉินรั่วหลานมีน้องสาวอีกคนหนึ่งนามว่าเฉินหว่านอิ๋ง ซึ่งเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไปเมื่อไม่นานมานี้ แน่นอนว่าคำถามนี้ทำให้เฉินรั่วหลานไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่เมื่ออยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ชินอ๋องที่ตนหมายปองเช่นนี้ ย่อมไม่สมควรแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม
เฉินรั่วหลานยิ้มแห้งๆ ตอบ
“พอดีว่าหว่านอิ๋งนางไม่ค่อยสบายน่ะเพคะ วันนี้หม่อมฉันก็เลยมาแทน”
หลินไท่เฟยมองเฉินรั่วหลานด้วยสายตาราบเรียบก่อนจะเดินผ่านตรงหน้าไป ทิ้งให้สตรีแซ่เฉินยืนนิ่งค้างก่อนจะนั่งลงท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยของสตรีจำนวนหนึ่งที่มองมายังนาง
‘อะไรก็เฉินหว่านอิ๋ง อีกฝ่ายมีอะไรดีนักหนา!’
อู๋ฮองเฮาเดินเล่นกับหลิงซีในตลาดของเมืองหลวง พวกนางทั้งสองต่างเลือกซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการอย่างมีความสุข แม้จะเป็นความสุขเล็กๆ แต่อู๋ตานเหม่ยก็เลือกที่จะทำเช่นนี้ เพราะว่าอยู่ที่นี่อย่างไรสตรีที่ออกเรือนแล้วย่อมเป็นสมบัติของสามี ในเมื่อการแต่งงานครั้งนี้ไม่อาจนำพาความสุขในชีวิตออกเรือนมาให้นางได้ นางก็ควรหาความสุขเล็กๆ ที่นางอาจจะสามารถทำได้เท่านั้น
สาเหตุที่อู๋ตานเหม่ยออกมาเที่ยวชมนอกเมืองนั้น เนื่องจากว่าวันนี้ฮ่องเต้จะต้องพานางไปทำพิธียกน้ำชาต่อเบื้องพระพักตร์ไทเฮาและไท่เฟย คราแรกเขาเข้ามาหานางในตำหนักหลังจากทิ้งนางในคืนเข้าหอไปเกือบทั้งคืน นางหลงนึกดีใจว่าพระสวามีใส่ใจความรู้สึกของตน แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลยเมื่อเขากล่าวว่า
‘อยู่ที่นี่จงทำตัวให้สงบเสงี่ยม เป็นฮองเฮาก็ย่อมเป็นสมบัติของข้า การแต่งงานของเจ้ากับข้าล้วนไม่มีอะไรที่น่าจดจำ ฉะนั้นอย่าหวังว่าจะได้ยกน้ำชาคารวะเสด็จแม่ของข้า’
อู๋ตานเหม่ยได้แต่มองพระสวามีเดินพ้นจากสายตาไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ คราแรกนางคิดว่าเขาอาจจะเปลี่ยนใจแล้วกลับมาขอโทษนางสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่เลยสักนิด เขาเดินออกไปแล้วไม่กลับมา ทิ้งร้างนางไว้อีกหนให้โดดเดี่ยวเดียวดาย อีกทั้งการที่เขากระทำเช่นนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่าการอภิเษกกับนางในครั้งนี้ไม่มีความหมายเลยสักนิด
ดังนั้นอู๋ตานเหม่ยจึงคิดว่าการไปยกน้ำชากับไทเฮาด้วยตนเองจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ทว่าทันทีที่มาถึงตำหนักคังเฉวียนนางก็ต้องเห็นพระสวามีของตนอยู่กับเการั่วซี สนมเอกที่เขาโปรดปรานมากกว่าใคร อีกทั้งพวกเขาทั้งสามคนยังสนทนากันอย่างออกรสออกชาติเป็นภาพที่น่าดูยิ่งนัก
‘ถวายพระพรเพคะไทเฮา’ อู๋ฮองเฮาเลี่ยงที่จะใช้สรรพนามว่าเสด็จแม่ เนื่องจากนางยังไม่คุ้นชินกับราชวงศ์หวัง อีกทั้งนางไม่อาจคาดเดาได้ว่า หูไทเฮาทรงมีพระอุปนิสัยเป็นเช่นใด จึงไม่กล้าเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยสรรพนามที่สนิทสนมเท่าใดนัก
‘เสด็จแม่เพคะ ทรงลองเสวยขนมชิ้นนี้ดูสิเพคะ หม่อมฉันสั่งให้แม่ครัวทำมาถวายโดยเฉพาะเลยเพคะ’ อู๋ตานเหม่ยที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งมองเห็นท่าทีเอาอกเอาใจและความสนิทสนมของหูไทเฮากับเการั่วซีแล้วใคร่รู้สึกอิจฉายิ่งนัก พระนางได้แต่นั่งจิบชาอยู่เงียบๆ มองพระสวามี เกากุ้ยเฟย และไทเฮาสนทนากัน
‘จริงสิฮองเฮา ข้าได้ยินว่าเมื่อคืนฝ่าบาทไม่ได้ค้างที่ตำหนักของเจ้า เจ้าสองคนอย่าถือโทษโกรธเคืองกันเลยนะ’ หูไทเฮาทรงวางชิ้นขนมลงหลังจากกินไปได้ครึ่งคำ พระนางทรงยิ้มแสดงน้ำพระทัยอันดีต่อหน้าอู๋ตานเหม่ย
อู๋ฮองเฮาฉีกยิ้มเฝื่อนๆ ที่ไม่อาจกลบเกลื่อนร่องรอยความเสียใจได้มิด นางตอบว่า ‘ไม่หรอกเพคะเสด็จแม่ หม่อมฉันเข้าใจดีเพคะ’
เการั่วซีที่นั่งอยู่เอ่ยขึ้นมากับอู๋ฮองเฮา “เรื่องเมื่อคืน...”
จังหวะที่เการั่วซีกำลังจะเอ่ยขึ้นมา ทว่านางต้องหยุดลงกลางคันเมื่อหวังลู่ฮ่องเต้หันมามองนางอย่างตำหนิ เขาจับมือนางเบาๆ แล้วกล่าวออกมาแทนสนมคนโปรดของตน ‘เรื่องเมื่อคืนเป็นความต้องการของข้าเอง หากฮองเฮาจะกล่าวโทษเกากุ้ยเฟย เจ้าก็ควรกล่าวโทษข้า’
อู๋ตานเหม่ยลอบกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง นางตอบว่า ‘หม่อมฉันไม่กล้าโทษฝ่าบาทหรอกเพคะ ขอเกากุ้ยเฟยอย่าได้คิดมากเลยนะ’
เจ็บ...
นางเจ็บมากจริงๆ ที่ต้องเอ่ยสิ่งที่ตรงข้ามกับใจคิด ในเมื่อนางทั้งเสียใจและอับอายที่พระสวามีทอดทิ้งให้คืนเข้าหอ อีกทั้งเรื่องนี้ก็จงใจกล่าวกันต่อหน้าธารกำนัลที่ยืนอยู่ไม่ห่างอีกด้วย นางรู้ดีว่านับจากนี้ต่อไปชีวิตในฐานะฮองเฮาคงไม่มีความสุขอีกแล้ว อีกทั้งเรื่องเมื่อคืนนี้อาจจะกลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่วว่านางนั้นเป็นสตรีที่ถูกสามีทิ้งร้างในคืนวันส่งตัวเข้าหอ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธียกน้ำชากับไทเฮาแล้วนั้น อู๋ตานเหม่ยไม่คิดจะไปยกน้ำชาต่อพระพักตร์ไท่เฟย เพราะนางไม่เห็นความจำเป็นใดนับตั้งแต่ที่นางเข้าเฝ้าไทเฮาอีกแล้ว การกระทำของหวังลู่นั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำพูดว่าเขารังเกียจสตรีที่เป็นบรรณาการแบบนางมากเพียงใด นางเป็นแค่องค์หญิงจากแคว้นเล็กๆ ไม่มีค่าอันใดมากพอกับพระสนมเอกบุตรสาวอัครมหาเสนาบดีหรอก
ดังนั้นเมื่อนางกำนัลของไท่เฟยมาเชิญนางไปร่วมงานเลี้ยงชุมนุมเหล่าสตรี นางจึงปฏิเสธกับคนของหลินไท่เฟยไปอย่างนิ่มนวลแล้วหาทางลอบออกมาเที่ยวนอกวัง จนกระทั่งได้มาเห็นทัศนียภาพนอกวังที่ทำให้นางพอคลายความเศร้าโศกในใจได้บ้าง
อู๋ฮองเฮาเดินเที่ยวชมรอบตลาดในเมืองด้วยความตื่นตาตื่นใจ พระนางทรงเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ โดยได้เครื่องประดับมาจำนวนหนึ่งและขนมของกินอีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน กระทั่งสิ่งของเหล่านั้นล้นมือหลิงซีจนเกือบถือไม่ไหว
“ฮองเฮา หม่อมฉันว่าเสด็จกลับวังหลวงเถิดเพคะ ทรงออกมาข้างนอกเช่นนี้ แม้แต่ทหารองครักษ์ก็ไม่ให้ติดตามมาสักคน หากเกิดอันตรายเข้า...”
หลิงซีบ่นกระปอดกระแปดขณะที่ถือข้าวของพะรุงพะรังเดินตามฮองเฮา
อู๋ตานเหม่ยยิ้มพลางทำท่าครุ่นคิด “เอาแบบนี้ดีกว่า พวกเราหาร้านนั่งกินอาหารกันเถอะ มื้อนี้ข้าจ่ายให้เจ้าเอง”
หลิงซีปฏิเสธพัลวัน “ไม่ได้เพคะๆ พระนางเป็นมารดาแผ่นดิน แต่หม่อมฉันเป็นแค่บ่าวตัวเล็กๆ จะบังอาจร่วมโต๊ะเสวยได้อย่างไร”
“เอาเถิดน่า ไปหาร้านอาหารกันเถิด ข้าได้ยินว่าร้านอาหารเลื่องชื่อของที่นี่มีอาหารเลิศรสนัก เจ้ากับข้ามากันสองคนจะให้ข้ากินคนเดียวได้อย่างไร” อู๋ตานเหม่ยไม่รอช้า นางจูงมือของหลิงซีลากเข้าไปยังร้านอาหารลือชื่อแห่งนั้นทันที
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะเถ้าแก่”
เสียงหวานใสของเฉินหว่านอิ๋งเอ่ยกับเถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้านขายผ้าแพรสำหรับตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ของตน พลันสายตาหวานสังเกตเห็นสตรีคนเดิมที่ตนได้เดินชนเมื่อสักครู่กำลังเดินเข้าไปในร้านอาหารอันเลื่องชื่อของเมืองหลวง สตรีผู้นั้นคืออู๋ฮองเฮากับนางกำนัลคนสนิท
หลังจากจ่ายเงินให้กับเจ้าของร้านอาภรณ์เสร็จ เฉินหว่านอิ๋งตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นร้านเดียวกับที่อู๋ฮองเฮาเดินเข้าไปเมื่อสักครู่ ร้านแห่งนี้เลื่องชื่อเรื่องอาหารที่เลิศรสนัก โดยเฉพาะอาหารอย่างบะหมี่เป็ดนั้นเลื่องชื่อที่สุด และเป็นอาหารที่ขายดีที่สุดของทางร้านเช่นกัน
“อิ๋งเอ๋อร์” เสียงเจ้าของร้านอาหารเรียกเฉินหว่านอิ๋งอย่างเป็นกันเอง
“เถ้าแก่เนี้ยนั่นเอง” เฉินหว่านอิ๋งค้อมศีรษะน้อยๆ คำนับเถ้าแก่เนี้ยของร้านด้วยความเคารพ
เถ้าแก่เนี้ยทักทายเฉินหว่านอิ๋งอย่างเป็นกันเอง “ว่าอย่างไรล่ะ วันนี้
เจ้าจะมาถ่ายทอดสูตรอาหารที่คิดค้นใหม่ให้ร้านข้าอีกหรือไร”
หญิงสาวยิ้มอย่างขัดเขินเล็กน้อย นางเกาศีรษะเบาๆ “เปล่าหรอกเจ้าค่ะ ช่วงนี้เรื่องที่จวนค่อนข้างวุ่นวายนิดหน่อย เลยไม่ได้มีเวลาคิดค้นสูตรอาหารใหม่ๆ เลย คงมีแต่บะหมี่เป็ดที่ข้าถ่ายทอดให้ร้านท่านเท่านั้นละ”
เป็นเพราะเมื่อก่อนร้านอาหารแห่งนี้เป็นเพียงร้านอาหารเล็กๆ เท่านั้น อีกทั้งยังมีลูกค้าขาประจำเพียงไม่กี่คน แต่ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนเจ้าของร้านได้รู้จักกับเฉินหว่านอิ๋งโดยบังเอิญ ทำให้นางได้ถ่ายทอดสูตรอาหารอย่างบะหมี่เป็ดให้กับเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ รสชาติที่เข้มข้นและเอร็ดอร่อยทำให้ร้านอาหารแห่งนี้เริ่มมีลูกค้าเข้ามามากขึ้น จนสามารถขยับขยายกิจการได้ในระยะเวลาไม่นาน
“เจ้านี่นะอย่าถ่อมตัวไปเลย...” เถ้าแก่เนี้ยคลี่ยิ้มให้กับเฉินหว่านอิ๋ง “เอาเถิด วันนี้อยากได้อะไรล่ะ”
“เปล่าหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่แวะเวียนมาเยี่ยมท่านเท่านั้นเอง” เฉินหว่านอิ๋งคลี่ยิ้มอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะสังเกตเห็นอู๋ฮองเฮานั่งอยู่มุมหนึ่งของร้านที่ค่อนข้างเงียบสงบ