“มันจะร่วงอะไรทุกวันวะ” สาวแม่หม้ายอายุสี่สิบกลาง ๆ หล่อนชื่อมาหยา เป็นเจ้าของอะพาร์ตเมนต์ กำลังกวาดใบไม้แห้งที่ร่วงโรยเกลื่อนเต็มพื้น บ่นอุบทุกเช้าที่ต้องมาทำ แต่ก็ไม่ยอมตัดต้นไม้ทิ้งเพราะตัวเองเป็นคนปลูก ไม่รู้จะเสียดายอะไรนักหนา จริงสิ! คงเสียดายค่าจ้างตัดแน่ ๆ ก็หล่อนขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของอะพาร์ตเมนต์ขี้งกขี้เหนียว เก็บเงินค่าเช่าต้องตรงเวลา ไม่มีลดสักบาท แม้แต่เศษสตางค์ค่าน้ำค่าไฟก็ยังเก็บ แบบนี้จะไม่ให้คิดว่างกได้ไง
“อ้าวจะไปทำงานแล้วเหรอหนูจูน” เจ้าของเสียงหันมาเห็นหญิงสาวในชุดทำงานเปิดประตูกระจกออกมาจากตึกพอดี
“ใช่ค่ะน้า” ใบหน้าแต้มเครื่องสำอางจาง ๆ ยิ้มมารยาทตอบ
“เฮ้อ...ถ้าลูกน้าขยันเมื่อหนูจูนบ้างก็ดีหรอก ป่านนี้ยังนอนอยู่เลยมั้ง”
“แฮะ ๆ จูนไปทำงานก่อนนะคะ เดี๋ยวรถติด”
“อ๋อ! วันนี้น้าทำแกงส้ม เดี๋ยวเย็น ๆ มาเอาด้วยนะ” ในความขี้งกของหล่อน ก็ยังมีน้ำใจอยู่บ้าง คนเช่าห้องอื่นไม่รู้เพราะส่วนใหญ่ย้ายมาอยู่แค่ประเดี๋ยวเดียว ไม่มีใครอยู่ถึงห้าปีเหมือนเธอคนนี้
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ จูนขอตัวไปก่อนค่ะ”
หญิงสาวมุ่งมั่นขยันทำงานชื่อ ศศิกานต์ ญดากุล หรือ จูน อายุ29ปี เป็นสาวออฟฟิศหน้าตาธรรมด๊าธรรมดา เป็นสาวต่างจังหวัดพอจบปริญญาตรีก็เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ
ตอนแรกมั่นใจเต็มร้อยว่าจะหางานได้ง่าย ๆ เหมือนพลิกฝ่ามือ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ เธอตะเวนไปสมัครงานทุกหนทุกแห่งก็ยังไม่ถูกเรียกตัว สมัครสอบกพ.ก็แล้ว ตำรวจก็ด้วย หน่วยงานราชการเอาทุกสายวิชาชีพ เชื่อไหมว่าสอบไม่ติดสักที่ ผลสุดท้ายมาได้งานทำเพราะไปฝากประวัติคนว่างงานไว้ที่กรมแรงงาน
มีบริษัทเดียวเท่านั้นที่เรียกตัวสาวบ้านนอกไปทำงานคือ บริษัทแท็กซี่ จำกัด เป็นบริษัทขนาดกลาง ตั้งอยู่ในตึกแถวห้าชั้น คอยให้บริการเช่าแท็กซี่และกระจายข่าวทางวิทยุสำหรับรถในเครือทุกคัน จูนทำหน้าที่นั่งต้อนรับลูกค้าเป็นหน้าเป็นตาให้บริษัท อันที่จริงเรียกว่าทำหน้าที่สัพเพเหระจะดีกว่า หนึ่งในนั้นคือโทรตามคนขับให้มาจ่ายค่าปรับที่ทางตำรวจส่งใบสั่งมาให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝ่าไฟแดง ขับรถสวนทางวันเวย์ ขับรถทับเส้นทึบ ล้วนแต่เป็นเธอที่ต้องโทรตามราวกับทวงหนี้ มีบ้างที่ปลายสายจะด่าโต้มา แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ
จูนทำงานนี้มาเจ็ดปีแล้ว เงินเดือนตอนแรกจากแปดพัน ไต่ขึ้นมาเรื่อยจนตอนนี้เกือบหมื่น ย้ำว่าเกือบหมื่น รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์คนจบปริญญาตรีด้วยซ้ำ ถามว่าทำไมยังทนทำงานที่นี่? เพราะเธอไปสมัครที่อื่นก็ไม่มีคนรับ สาเหตุเพราะสู้นักศึกษาจบใหม่ไม่ได้ แถมพวกหล่อนจบจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯมาตรฐานดีกว่าเด็กจบต่างจังหวัดอย่างจูนเป็นไหน ๆ
เธอต้องอดทนใช้เงินเดือนให้ประหยัดที่สุด เช่าอะพาร์ตเมนต์เดือนละสามพันห้าบาทไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ค่ากินแต่ละวันต้องไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ซื้อของใช้แต่ละเดือนต้องอยู่ในงบที่ตั้งไว้ แม้ชีวิตจะลำบาทแต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมกลับไปอยู่บ้านนอก ก็เพราะที่นั่นไม่ใช่ครอบครัวของเธออีกแล้ว เมื่อก่อนเคยอาศัยอยู่กับแม่และพี่ชายสามคนในบ้านเล็ก ๆ แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพี่ชายหายตัวไปไหนไม่รู้ไม่ได้รับข่าวคราวอีกเลย ปล่อยให้ที่บ้านเหลือเพียงสองคนแม่ลูกช่วยกันทำนาปลูกข้าวมีรายได้อยู่บ้าง แต่ช่วงมัธยมปลายของจูน แม่แต่งงานใหม่กับคนแถวนั้น มีลูกชายเพิ่มมาอีกคน เธอจึงกลายเป็นคนนอกไปโดยปริยายเลยเลือกย้ายออกมาดีกว่า โดยการเผชิญสังคมในเมืองหลวง
@มุมชงกาแฟ ในบริษัทแท็กซี่
อาหารเช้าของจูนคือกาแฟดำฟรีของบริษัทกับขนมเล็กน้อยที่ซื้อติดมือมา เป็นการประหยัดที่สุดแล้ว ส่วนกลางวันก็ทานข้าวแกงราคาถูกแถวนี้ มื้อเย็นก็ซื้อแกงหนึ่งถุงกับข้าวสวย หรือไม่ก็ไก่ย่างหนึ่งไม้กับข้าวเหนียวหนึ่งห่อ แค่นี้ก็อยู่ท้อง
“ยัยจูนเมื่อคืนแกดูสารวัตรแจ๊ะไปออกรายการดังย้อนหลังไหมวะ ฉันส่งลิงก์ในแชตไปให้” เจ้าของเสียงกระโชกโฮกฮากเดินปรี่มาหา เธอชื่อ โอ อายุเท่ากันแต่เจ้าหล่อนเข้ามาทำงานก่อน เพราะจบแค่ปวส. ทำหน้าที่ทวงหนี้กับคนขับแท็กซี่ มีนิสัยปากจัดปากตลาดสมเป็นคนทวงหนี้ ตรงข้ามกับหน้าตาสิ้นเชิงดูภายนอกออกจะน่ารัก ผิวขาวเป็นสาวเหนือ ผมตรงสยายยาวถึงกลางหลัง มีคนจีบเยอะแต่เจ้าตัวชอบด่าตะเพิด บอกว่าเข็ดแล้วกับการมีแฟน ขออยู่คนเดียวแดกเหล้าแดกเบียร์ทุกสัปดาห์สบายใจกว่าเยอะ
“ใครวะ? ชื่อแปลก ๆ อย่างกับเสียงอะไรแหนะ ฉันไม่รู้จักหรอก”
“พวกเขาดังขนาดนั้น แกไม่รู้จักได้ไง เชยฉิบ” มีคนเอ่ยเสริมด้วยเสียงด่าทอ นั่นคือ ม่อน เป็นสาวทอมร่างเล็กมีแฟนแล้ว รายนี้ทำหน้าที่ทั่วไปในบริษัท โดยเฉพาะเรื่องประจบประแจงเจ้านายถนัดนักแหละ
“ฉันไม่รู้จักผิดมากหรือไง”
“ผิดดิ แกควรสนใจอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่คิดแต่เรื่องประหยัดอย่างเดียว แดกเหล้าแดกเบียร์ล้างสมองบ้างเหอะ” โอตำหนิ แสดงอาการไม่พอใจเพราะเวลาหล่อนชวนจูนกินเบียร์มักโดนปฏิเสธทุกครั้ง แน่นอนว่าเงินทุกบาทที่เหลือต้องอดออมไว้ ถ้าไม่เก็บตอนนี้มีหวังอนาคตจะลำบาก
“จ้าอีพวกแดกแต่เหล้า หน้าแก่ก่อนอายุแล้วจ้า”
“ตบกันเลยไหมอีจูน”
“เอาสิ ฉันไม่กลัวหรอก สองรุมหนึ่งก็ได้นะ”
พวกเราพูดกันเสียงดังราวกับมีเรื่อง นั่นก็แค่การหยอกเย้าสร้างความครึกครื้นก่อนเริ่มงาน เพราะอีกเดี๋ยวพอเจ้าของบริษัทมา พวกเธอก็ต้องแยกย้ายกันทำงานจมความเครียด งานใครงานมันไม่มีหรอกที่มานั่งคุยเล่นกันเช่นนี้เพราะเจ้าของบริษัทมีเชื้อสายจีนมีนิสัยเข้มงวดมาก จับตาดูพนักงานทุกฝีก้าวราวกับเป็นนักเรียนเกเรอย่างนั้นแหละ
ตกเย็นหลังเลิกงาน
“พี่ไปส่งไหมครับน้องจูน” เสียงทุ้มต่ำเป็นของพี่ต้าหัวหน้าช่างซ่อม อายุสามสิบกลาง ๆ ทำงานที่นี่มามากกว่าสิบปี เขาอัธยาศัยดี มีน้ำใจ รักลูกน้อง รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าหล่อในระดับหนึ่ง ผิวขาว ใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลา แต่งตัวมาทำงานด้วยเสื้อเชิ้ต แต่ระหว่างทำงานจะเปลี่ยนเป็นชุดช่าง ทุ่มเทให้กับงาน เนื้อตัวจะมีกลิ่นน้ำมันเครื่องติดตัว
“ไม่เป็นไรค่ะ บ้านจูนอยู่ใกล้ ๆ เองพี่ นั่งรถเมล์สายเดียวก็ถึงบ้าน”
เขามักเสนอตัวไปส่งบ่อยครั้ง แต่จูนจะปฏิเสธตลอด เพราะรู้ว่าเขาคิดอะไร ใช่! ชายคนนี้กำลังตามจีบเธอ คนทั้งบริษัทรู้กันทั่ว แต่สำหรับหญิงสาวแล้วไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อยแม้เจะเป็นคนดีก็ตาม เพราะเธอไม่พร้อมที่จะสร้างภาระเพิ่ม เพียงตัวคนเดียวยังเอาตัวไม่รอดด้วยซ้ำ
ครืด! ครืด!
จังหวะนั้นเสียงฟ้าร้องคำรามมาแต่ไกล ประกาศชัดว่าฝนจะตกแน่นอน
“ฝนใกล้จะตกแล้ว เรากลับไม่ถึงบ้านหรอกจูน ให้พี่ไปส่งดีกว่าจะได้ไม่เปียก”
“แต่ว่า...”
“พี่ไม่เอาเราไปฆ่าหรอก แค่ไปส่งเอง”
“ก็ได้ค่ะ งั้นรบกวนพี่ต้าด้วยนะคะ”
“ครับน้องจูน” ชายหนุ่มยิ้มแก้มปริ ครั้งแรกในรอบหลายปีเลยนะที่สาวใจแข็งยอมให้เขาไปส่ง
@อะพาร์ตเมนต์ร่มใจ
“เราพักที่นี่เหรอ” คนขับแหงนมองอาคารหกชั้นผ่านกระจกหน้ารถ สภาพมันค่อนข้างโทรมเป็นตึกเก่าสีส้มอิฐ ไม่สิ! สภาพตอนนี้เป็นสีน้ำตาลสกปรกมากกว่าเพราะเจ้าของไม่ใส่ใจไม่คิดที่จะทาสีใหม่ ปล่อยให้เก่ากึ๊กตามกาลเวลา พอ ๆ กับสภาพหนังหน้าโทรม ๆ ของหล่อน
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” จูนขี้เกียจตอบคำถาม เอ่ยจบก็หันไปเปิดประตูรถแล้วก้าวลงจากรถ ปิดประตูทันทีโดยไม่สนใจเสียงคนขับที่พยายามจะคุยด้วย เขาจึงต้องลดกระจกลงแล้วชะโงกหน้าไปหาเธอที่กำลังส่งยิ้มน้อย ๆ ให้
“ให้พี่...” เอ่ยแค่สองคำ จูนก็รู้แล้วว่าเขาจะพูดอะไร จึงรีบเอ่ยตัดหน้า
“พี่ต้ารีบกลับก่อนฝนจะตกเถอะค่ะ เจอกันพรุ่งนี้ที่บริษัทนะคะ”
“ครับ” เขาตอบรับอย่างว่าง่าย ทั้งที่ในใจนั้นกลับรู้สึกเสียดาย แต่จะทำอะไรได้นอกจากขับรถกลับไปแต่โดยดี
เมื่อรถที่มาส่งขับไปไกลแล้ว จูนกำลังจะหมุนตัวเพื่อเดินเข้าตึก
ทว่า!
ตุบ!
มีคนชนไหล่บางอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว ดีนะที่ด้านข้างเป็นต้นไม้ใหญ่ เธอเกาะมันไว้ทันไม่เช่นนั้นคงล้มจ้ำเบ้าไปแล้ว พอตั้งหลักได้ก็หันไปมองคนชนด้วยสายตาดุทันที
“คนยืนอยู่ทั้งคนมองไม่เห็นเหรอไอ้เด็กบ้า!!”