ตึกตัก! ตึกตัก!
หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วผิดจังหวะ รู้สึกอายยามที่ถูกดวงตาคมจ้องอย่างกับอ่านใจออก เขาเหมือนกลายเป็นอีกคนทั้งจริงจังและดูน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
สมองของจูนพร่าเลือนเมื่อริมฝีปากหนาโน้มลงมาประกบจูบ ตอนแรกก็แค่แตะเบา ๆ ให้เคลิ้ม แต่อึดใจก็เปลี่ยนเป็นตะโปมถึงพริกถึงขิงชนิดที่ว่าไร้ความละมุน แต่กระนั้นก็ยังปลุกเร้าให้เพลิดเพลินจนเธอลืมความเจ็บ
“อื้อ...”
เสียงหวานครางประท้วงในลำคอ ยามชายหนุ่มกัดฟันกรอดดันแกนกายแทรกผ่านกลีบเนื้อฉ่ำแฉะเข้าไปโลดแล่นในตัวเธอเต็มความยาว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งเรือนกายเมื่อกลีบรักฉีกปริตามขนาดอันมหึมา ส่วนชายหนุ่มเองก็เจ็บไม่แพ้กัน ร่างแกร่งเกือบเสร็จสมทันทีที่เสียบเข้าไปมิดด้าม เขาอดทนสุดกำลังเพื่อไม่ให้เสียเชิงชาย
จากนั้นก็ยกสะโพกหนากระแทกลำทวนเข้าใส่ตัวเธอเป็นจังหวะเนิบ ๆ ให้หญิงสาวบริสุทธิ์ได้คุ้นชินก่อน แล้วไต่ระดับความเร็วถาโถมอย่างไร้ปราณี
แต่ทว่า! พอเขาเงยหน้ามองคนใต้ร่าง เธอก็สลบไปเสียแล้ว แน่นอนว่าเพราะทนแรงกระแทกอันหนักหน่วงไม่ไหว แต่จะให้หยุดกลางคันก็กระไรอยู่ ในเมื่อข้างในของเธอมันแน่นถึงเพียงนี้
ฟิวส์กระแทกสาแก่ใจ ไม่ถึงสิบนาทีชายหนุ่มก็ฉีดน้ำขาวขุ่นใส่กลีบสาวเพราะดึงออกไม่ทัน เขาปล่อยเลยตามเลยกระทั่งหมดหยดสุดท้าย ถึงจะดึงแกนกายออกซึ่งมีน้ำรักผสมน้ำสีแดงสดไหลย้อยตามมาด้วย ชายหนุ่มจ้องมองมันราวกับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ภาคภูมิใจ ยอมรับตามตรงว่าชีวิตนี้เพิ่งเคยเจอสาวเวอร์จิ้นครั้งแรก แบบว่ารู้สึกดียังไงก็ไม่รู้ แต่น่าเสียดายตรงที่ว่ายัยนี่สลบไปเสียก่อน ไม่งั้นคงได้ต่อรอบสองรอบสามอีกยาว ๆ
ร่างแกร่งหยัดกายยืนข้างเตียง จัดการสวมกางเกงนอนก่อนจะหันมาจัดการห่มผ้าให้แม่สาวตัวร้อน เขาสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อพราวบนหน้าผากมน ลองเอาหลังมือแตะ พบว่าเธอหายไข้แล้ว
หึ! จริงสินะที่บอกว่าเสียเหงื่อแล้วจะหายไข้
ชายหนุ่มฉุกคิดเรื่องเศษแก้วขึ้นมาได้หันไปทำความสะอาดประดุจดั่งว่าเป็นห้องตัวเอง ไม่ได้เป็นห่วงเธอหรอกก็แค่กลัวเผื่อมีใครไปเหยียบมันเข้าก็เท่านั้น เสร็จแล้วก็ปีนระเบียงกลับไปหน้าตาเฉย ซึ่งเวลานี้ฟ้าสว่างแล้วเขาเองก็ต้องรีบไปข้างนอกเช่นกัน
หนุ่มสวมแว่นแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสแล็กส์สีดำเหมือนเคย สะพายกระเป๋าเป้เสร็จก็หันมาคว้าหมวกกันน็อกเต็มใบออกจากห้อง เขาเหลือบไปมองประตูห้องข้าง ๆ ก่อนจะยกนาฬิกาบนข้อมือดูเวลา
ฉิบหาย!!
หน้าปัดตอนนี้เจ็ดนาฬิกาสามสิบห้านาทีแล้ว เจ้าตัวไม่รอช้ารีบวิ่งลงบันไดไป ถึงชั้นหนึ่งก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังปากซอย เข้าไปในร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งเขาจอดบิ๊กไบค์ราคาหลักแสนสีดำด้านไว้ที่นั่น
“อ้าว ทำไมวันนี้มาช้าล่ะพ่อหนุ่ม” เจ้าของร้านหันมาทักในขณะที่มือกำลังปะยางให้มอเตอร์ไซค์อีกคัน
“ตื่นสายครับ” ฟิวส์ตอบขอไปที ไม่ได้สนิทกับเจ้าของร้านหรอก เพียงแค่มาเช่าที่จอดรถเพราะมีเหตุผลไม่อยากให้ใครเห็นรถคันนี้ เอ่ยจบก็รีบสตาร์ทรถบิดด้วยความเร็วไปตามท้องถนนแซงซ้ายแซงขวาด้วยความชำนาญ
จนในที่สุดก็มาถึงสถานที่ราชการ ตึกสูงตระหง่านมีรั้วรอบขอบชิด ทางเข้ามีป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า ‘กองบัญชาการตำรวจนครบาล’ ที่นี่คือที่ทำงานของฟิวส์
ชายหนุ่มจอดบิ๊กไบก์ในที่ประจำ สวมใส่แมสก์กับหมวกแก๊ปสีดำก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปในตึก ชั้นสามคือที่ทำงานของหน่วยภาคสนามซึ่งตอนนี้มีเจ้าหน้าที่เกือบสิบนายกำลังยืนเรียงแถวหน้ากระดานต่อหน้าชายผิวคล้ำคนหนึ่ง นั่นคือผู้การ คนที่ใหญ่ที่สุดในหน่วย
“ผู้กองลูแปงทำไมมาสาย” เสียงแกมดุทักดึงความสนใจให้ทุกคนหันมามอง
“ขอโทษครับ” เขาตอบพร้อมกับก้าวไปยืนต่อแถวจากคนท้ายสุด เอามือไขว้หลังแอ่นอกเหมือนคนอื่น
“ถือว่าสายครั้งแรก ผมจะไม่ลงโทษ คราวหน้าอย่าให้มีอีกเข้าใจไหม”
“ครับ!! ผู้การ” เสียงดังฟังชัดเอ่ยพร้อมกับตะเบ๊ะ
ใช่แล้ว! ฟิวส์คือชื่อเล่นจริง ๆ ของเขา ส่วนชื่อลูแปงนั้นคือสมญานามที่ใช้เรียกในเวลาทำงาน
หน่วยสืบนครบาล หรือ IDMB เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านการสืบสวน รับผิดชอบในเขตกรุงเทพฯ มีหน้าที่จับผู้ร้ายมารับโทษต่อให้กระทำความผิดเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เป็นงานที่มีอัตราความเสี่ยงสูง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ทุกนายในหน่วยจึงต้องปิดบังหน้าตาที่แท้จริงรวมไปถึงประวัติส่วนตัวเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในเวลาปลอมตัวช่วงเวลาจับกุมคนร้าย เห็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ ก็เป็นพวกเขานี่แหละ
“มาครบกันแล้ว ผมมีคดีใหม่จะแบ่งหน้าที่ให้ทุกคนทำ”
“ครับ!!” ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง แต่มีอยู่คนหนึ่งมาสายแล้วแถมยังเอาแต่เหม่อลอยถึงเรื่องที่เพิ่งทำไปเมื่อเช้าอีก เขาเผลอยิ้มภายใต้แมสก์ยามที่นึกถึงเนื้อเนียนนุ่ม ให้ตาย! อยากให้วันนี้ผ่านไปเร็ว ๆ จะได้กลับไปหา
ผู้การพูดเกือบครึ่งชั่วโมง แบ่งหน้าที่ให้ทุกคนเสร็จสรรพก่อนจะหันกลับมาถามฟิวส์
“ผู้กองลูแปงแล้วเธอคนนั้นเป็นไงบ้าง”
คนถูกถามเอาแต่ใจลอย ยิ้มกับตัวเองอย่างกับคนบ้า ไม่ได้ยินคำถามหรอก เพื่อนข้าง ๆ จึงสะกิดโดยการกระแทกศอกใส่เห็นไม่ตอบหัวหน้าสักที
“ทำบ้าอะไรวะ!” ฟิวส์ชักสีหน้าไม่พอใจ เพราะจู่ ๆ เพื่อนทำรุนแรง
“ผู้การถามมึงอยู่”
ขวับ!
เจ้าตัวหันไปมองหัวหน้าทันที “ผู้การว่าอะไรนะครับ”
“ไม่ได้ฟังที่ผมพูดหรือไง”
“ขอโทษครับ ผมแค่กำลังคิดเรื่องคนร้ายคดีใหม่”
“มันใช่เวลาไหม ผมอบรมพวกคุณเสมอให้ตั้งใจรับคำสั่ง ถ้ามัวใจลอยตอนปฏิบัติหน้าที่รู้ใช่ไหมว่าตัวคุณจะได้รับอันตราย รวมไปถึงเพื่อนร่วมทีมด้วย” ไม่ใช่แค่ฟิวส์ที่ถูกตำหนิ แต่ทุกคนก็พลอยโดนไปด้วย
“ขอโทษครับผู้การ ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
“ให้มันจริง”
“ครับผู้การ!!”
“ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นเป็นไง ผู้ต้องหาติดต่อไปบ้างหรือยัง”
คนที่ถูกพูดถึงคือหญิงสาวข้างห้องคนนั้น หนึ่งเดือนแล้วที่ฟิวส์ถูกสั่งให้ไปเฝ้าดูห่าง ๆ เพราะผู้การคิดล่วงหน้าว่าคนร้ายที่กำลังสืบหาตัวอยู่ต้องติดต่อน้องสาวกลับมาแน่นอน
“ไม่มีอะไรผิดปกติครับ” จะบอกได้ไงว่าตนเพิ่งทำเกินเลยมากกว่าการเฝ้าดู เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่คนรักในหน้าที่อย่างเขาหักห้ามใจตัวเองไม่อยู่ ฝ่าฝืนคำสั่งทำเกินเลย
“จับตาดูไว้อย่าให้คาดสายตา”
“ครับผู้การ”
ชีวิตตำรวจก็เป็นเช่นนี้ หน่วยอื่นอาจสบายกว่าตรงที่มีวันหยุด มีเบี้ยเลี้ยง ทำงานน้อยกว่า แต่สำหรับหน่วยสืบนครบาลแล้วต้องเสียสละเวลาทุ่มสุดชีวิตให้กับหน้าที่ ถ้าใจไม่รักจริงคงทำไม่ได้
สองชั่วโมงต่อมา
ขณะที่เจ้าหน้าที่ทุกนายกำลังแยกย้ายทำงาน โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของฟิวส์ก็สั่นเตือน เขาแอบล้วงขึ้นมาดูหน้าจอเห็นชื่อ ‘คุณสิริน’ ก็กดรับทันที
“ว่าไงครับ”
[“ไม่คิดจะกลับบ้านบ้างเหรอ”] คนปลายสายถามเสียงแหย่เล่น
“ผมไม่ว่างครับ”
[“ไม่เห็นหน้าเป็นเดือน ไม่คิดจะห่วงกันบ้างเลยหรือไง”]
“ห่วงสิครับ คุณก็รู้ว่าผมงานยุ่งขนาดไหน”
[“ยุ่งเรื่องผู้หญิงหรือเปล่า”] ปลายสายพูดอย่างรู้ทัน ทำเอาเขาพูดไม่ออก
[“ไม่เถียงแสดงว่าเดาถูกสินะ รู้ใช่ไหมว่าคนอย่างฉันไม่ยอมใครง่ายๆ”]
“ตู้ด...สัญ...ญาณ...ไม่ดีเลยครับ...แค่นี้...ก่อน” ฟิวส์ทำเสียงแล้วกดตัดสายทันที ไม่อยากจะพูดต่อเพราะกลัวตัวเองจะหลุดพูดอะไรออกไป
จังหวะที่เก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงเช่นเดิม มือหนาของใครบางคนมาโอบไหล่อย่างสนิทสนม
“ไงครับไอ้ผู้กอง สาวที่ไหนโทรหามึง” โกโร่ เพื่อนสนิทของฟิวส์ทัก ซึ่งแน่นอนว่าชื่อนั่นก็เป็นสมญานามด้วยเช่นกัน
“อย่าเสือกครับไม่ใช่เรื่องของมึง”
“ไอ้เวร! กูถามดี ๆ”
“ดีเชี่ยอะไรล่ะ รีบไปทำงานเลยมึงวันนี้กูต้องกลับเร็ว”
“ฮั่นแน่ ผู้กองลูแปงนัดสาวที่ไหนไว้วะ กูรู้จักป่ะ”
“สาวอะไรล่ะ กูแค่...แค่จะรีบกลับไปซักผ้า” เสียงอ้ำอึ้งเอ่ยจบก็เบือนหน้าหนี ไม่อยากให้เพื่อนสนิทรู้ทัน เพราะระหว่างพวกเขาเป็นเพื่อนกันมาเกินสิบปีแล้ว มองตาก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่
“เชรด!! แล้วมึงจะตะกุกตะกักทำไม ทำตัวมีพิรุธ”
“อะไรของมึง อย่ามาจับผิดกูได้ไหม กูแค่คอแห้ง” เสียงหงุดหงิดเอ่ยพลางปัดมือเพื่อนทิ้ง แล้วรีบเดินหนี
“เหรอ ๆ” ส่วนเพื่อนรักทำหน้าสงสัยตามหลัง เพราะดูยังไง ๆ ท่าทางของฟิวส์ก็แปลกอยู่ดี หรือว่าสิ่งที่คิดจะใช่! แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครล่ะ ไอ้ฟิวส์มันจะมีเวลาไปหาสาวที่ไหนกัน...อื้ม...น่าคิด ๆ